
เอมิเรตส์ สเตเดียม สนามฟุตบอลที่ทำให้อาร์เซนอล "จนลง" ในระยะสั้น แต่ "รวยขึ้น" ในระยะยาว / By When Saturday Comes
หากพูดถึง Arsenal ในวันนี้ หลายคนคงมองว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งที่สุดของอังกฤษ
แต่รู้หรือไม่ว่า..มีช่วงเวลาหนึ่งที่แฟนอาร์เซนอลจำนวนมากรู้สึกว่าทีมรักของพวกเขา "ไม่กล้าซื้อนักเตะ"
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Chelsea และ Manchester City ทุ่มเงินเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง อาร์เซนอลกลับต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกไปหลายคน
ไม่ว่าจะเป็น Thierry Henry, Cesc Fàbregas, Samir Nasri และ Robin van Persie สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ไม่ได้มาจากผลงานในสนาม
แต่มาจาก "สนามฟุตบอล" ที่ชื่อว่า เอมิเรตส์ สเตเดียม เมื่อไฮบิวรีเล็กเกินไป..
ก่อนปี 2006 อาร์เซนอลใช้สนาม ไฮบิวรี (Highbury) เป็นบ้านมานานกว่า 90 ปี แม้จะเป็นสนามที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ข้อจำกัดคือขนาด
ไฮบิวรีมีความจุเพียงประมาณ 38,419 ที่นั่ง ขณะที่ทีมคู่แข่งอย่าง Manchester United สามารถขยาย Old Trafford จนมีความจุมากกว่า 60,000 ที่นั่งได้แล้ว
แต่ปัญหาคือ ในธุรกิจฟุตบอลสมัยใหม่นั้นจำนวนที่นั่งเท่ากับรายได้
ยิ่งมีแฟนบอลเข้าสนามได้มาก สโมสรยิ่งมีรายได้จาก
-ค่าตั๋ว
-อาหารและเครื่องดื่ม
-สินค้าที่ระลึก
-ห้องรับรอง VIP
-ผู้สนับสนุนทางธุรกิจ
อาร์เซนอลจึงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือการสร้างสนามใหม่ ด้วยงบลงทุนกว่า 390 ล้านปอนด์
ในปี 2006 สโมสรเปิดใช้งาน เอมิเรตส์ สเตเดียม อย่างเป็นทางการ ด้วยต้นทุนโครงการประมาณ 390 ล้านปอนด์
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปในยุคนั้น
สนามแห่งใหม่มีความจุ 60,704 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากไฮบิวรีกว่า 22,000 ที่นั่ง หรือมากกว่าราว 58%
หากมองแบบนักลงทุน นี่ไม่ใช่การซื้อสนามฟุตบอล
แต่คือการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตของธุรกิจ
ปัญหาคือ รายได้เพิ่มทันที แต่หนี้ก็เพิ่มทันทีเช่นกัน
แม้เอมิเรตส์จะช่วยเพิ่มรายได้ระยะยาว แต่สิ่งที่ตามมาคือภาระทางการเงินมหาศาล
สโมสรต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างระมัดระวัง จนเกิดยุคที่แฟนบอลเรียกว่า "ยุคผ่อนสนาม"..
ในเวลานั้น อาร์เซนอลเลือกใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ไม่ทุ่มเงินซื้อนักเตะแบบคู่แข่งแต่เน้นพัฒนานักเตะเยาวชนและซื้อผู้เล่นที่มีราคาสมเหตุสมผล
หลายครั้งที่แฟนบอลมองว่าสโมสร "ขี้เหนียว" แต่ความจริงคือสโมสรกำลังแลกความสำเร็จระยะสั้น กับความมั่นคงระยะยาว
การตัดสินใจที่เจ็บปวด แต่คุ้มค่า หลังย้ายเข้าสู่เอมิเรตส์ สเตเดียม
อาร์เซนอลใช้เวลาถึงปี 2014 จึงกลับมาคว้าแชมป์ใหญ่ได้อีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์ FA Cup หรือเท่ากับต้องรอเกือบ 9 ปี หลังย้ายสนามใหม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สโมสรได้รับกลับมาคือแหล่งรายได้ที่มั่นคง
ปัจจุบัน เอมิเรตส์ สเตเดียม มี
-ความจุ 60,704 ที่นั่ง
-ห้องรับรองพิเศษ 152 ห้อง
-สิทธิ์การตั้งชื่อสนามจาก Emirates
-รายได้ในวันแข่งขันระดับแนวหน้าของยุโรป
สนามแห่งนี้กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ช่วยให้อาร์เซนอลแข่งขันกับสโมสรชั้นนำได้ในระยะยาว
กรณีของอาร์เซนอลสะท้อนบทเรียนสำคัญข้อหนึ่ง หลายครั้งการลงทุนขนาดใหญ่ อาจทำให้องค์กรดูอ่อนแอลงในระยะสั้น เพราะทำให้
-กำไรลดลง
-กระแสเงินสดตึงตัว
-ความสามารถในการแข่งขันถดถอยชั่วคราว
แต่หากการลงทุนนั้นสร้างความได้เปรียบระยะยาว ผลตอบแทนอาจคุ้มค่ากว่าที่เห็น
สรุป เอมิเรตส์ สเตเดียม ไม่ได้เป็นเพียงสนามฟุตบอลของอาร์เซนอล แต่เป็นการตัดสินใจเชิงธุรกิจมูลค่า 390 ล้านปอนด์ ที่เปลี่ยนอนาคตของสโมสร
แม้แฟนบอลจะต้องแลกกับช่วงเวลาหลายปีที่ทีมไม่สามารถแข่งขันด้านการใช้เงินกับคู่แข่งได้
แต่ในระยะยาว สนามแห่งนี้ช่วยเพิ่มความจุจาก 38,419 ที่นั่งเป็น 60,704 ที่นั่ง และกลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ให้สโมสรทุกฤดูกาล
บางที ความสำเร็จของอาร์เซนอลในวันนี้ อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการซื้อนักเตะชื่อดัง แต่อาจเริ่มต้นจากการตัดสินใจสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่เมื่อ 20 ปีก่อนก็เป็นได้
🤷♂️รู้หรือไม่?
อาร์แซน เวนเกอร์ เคยบอกว่า การสร้างเอมิเรตส์ สเตเดียมนั้นเป็น "การตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร"
เพราะนี่ไม่ใช่แค่การสร้างสนามใหม่ แต่เป็นการวางรากฐานทางการเงินของอาร์เซนอลในระยะยาว..
ไม่อยากพลาดเรื่องราวดีๆ แบบนี้
👉กดติดตามเพจ When Saturday Comes
https://www.facebook.com/share/1K4rHmdhYp/?mibextid=wwXIfr
Reference:
-
https://en.wikipedia.org/wiki/Emirates_Stadium
เอมิเรตส์ สเตเดียม สนามฟุตบอลที่ทำให้อาร์เซนอล "จนลง" ในระยะสั้น แต่ "รวยขึ้น" ในระยะยาว / By When Saturday Comes
เอมิเรตส์ สเตเดียม สนามฟุตบอลที่ทำให้อาร์เซนอล "จนลง" ในระยะสั้น แต่ "รวยขึ้น" ในระยะยาว / By When Saturday Comes
หากพูดถึง Arsenal ในวันนี้ หลายคนคงมองว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งที่สุดของอังกฤษ
แต่รู้หรือไม่ว่า..มีช่วงเวลาหนึ่งที่แฟนอาร์เซนอลจำนวนมากรู้สึกว่าทีมรักของพวกเขา "ไม่กล้าซื้อนักเตะ"
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Chelsea และ Manchester City ทุ่มเงินเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง อาร์เซนอลกลับต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกไปหลายคน
ไม่ว่าจะเป็น Thierry Henry, Cesc Fàbregas, Samir Nasri และ Robin van Persie สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ไม่ได้มาจากผลงานในสนาม
แต่มาจาก "สนามฟุตบอล" ที่ชื่อว่า เอมิเรตส์ สเตเดียม เมื่อไฮบิวรีเล็กเกินไป..
ก่อนปี 2006 อาร์เซนอลใช้สนาม ไฮบิวรี (Highbury) เป็นบ้านมานานกว่า 90 ปี แม้จะเป็นสนามที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ข้อจำกัดคือขนาด
ไฮบิวรีมีความจุเพียงประมาณ 38,419 ที่นั่ง ขณะที่ทีมคู่แข่งอย่าง Manchester United สามารถขยาย Old Trafford จนมีความจุมากกว่า 60,000 ที่นั่งได้แล้ว
แต่ปัญหาคือ ในธุรกิจฟุตบอลสมัยใหม่นั้นจำนวนที่นั่งเท่ากับรายได้
ยิ่งมีแฟนบอลเข้าสนามได้มาก สโมสรยิ่งมีรายได้จาก
-ค่าตั๋ว
-อาหารและเครื่องดื่ม
-สินค้าที่ระลึก
-ห้องรับรอง VIP
-ผู้สนับสนุนทางธุรกิจ
อาร์เซนอลจึงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือการสร้างสนามใหม่ ด้วยงบลงทุนกว่า 390 ล้านปอนด์
ในปี 2006 สโมสรเปิดใช้งาน เอมิเรตส์ สเตเดียม อย่างเป็นทางการ ด้วยต้นทุนโครงการประมาณ 390 ล้านปอนด์
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปในยุคนั้น
สนามแห่งใหม่มีความจุ 60,704 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากไฮบิวรีกว่า 22,000 ที่นั่ง หรือมากกว่าราว 58%
หากมองแบบนักลงทุน นี่ไม่ใช่การซื้อสนามฟุตบอล
แต่คือการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตของธุรกิจ
ปัญหาคือ รายได้เพิ่มทันที แต่หนี้ก็เพิ่มทันทีเช่นกัน
แม้เอมิเรตส์จะช่วยเพิ่มรายได้ระยะยาว แต่สิ่งที่ตามมาคือภาระทางการเงินมหาศาล
สโมสรต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างระมัดระวัง จนเกิดยุคที่แฟนบอลเรียกว่า "ยุคผ่อนสนาม"..
ในเวลานั้น อาร์เซนอลเลือกใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ไม่ทุ่มเงินซื้อนักเตะแบบคู่แข่งแต่เน้นพัฒนานักเตะเยาวชนและซื้อผู้เล่นที่มีราคาสมเหตุสมผล
หลายครั้งที่แฟนบอลมองว่าสโมสร "ขี้เหนียว" แต่ความจริงคือสโมสรกำลังแลกความสำเร็จระยะสั้น กับความมั่นคงระยะยาว
การตัดสินใจที่เจ็บปวด แต่คุ้มค่า หลังย้ายเข้าสู่เอมิเรตส์ สเตเดียม
อาร์เซนอลใช้เวลาถึงปี 2014 จึงกลับมาคว้าแชมป์ใหญ่ได้อีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์ FA Cup หรือเท่ากับต้องรอเกือบ 9 ปี หลังย้ายสนามใหม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สโมสรได้รับกลับมาคือแหล่งรายได้ที่มั่นคง
ปัจจุบัน เอมิเรตส์ สเตเดียม มี
-ความจุ 60,704 ที่นั่ง
-ห้องรับรองพิเศษ 152 ห้อง
-สิทธิ์การตั้งชื่อสนามจาก Emirates
-รายได้ในวันแข่งขันระดับแนวหน้าของยุโรป
สนามแห่งนี้กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ช่วยให้อาร์เซนอลแข่งขันกับสโมสรชั้นนำได้ในระยะยาว
กรณีของอาร์เซนอลสะท้อนบทเรียนสำคัญข้อหนึ่ง หลายครั้งการลงทุนขนาดใหญ่ อาจทำให้องค์กรดูอ่อนแอลงในระยะสั้น เพราะทำให้
-กำไรลดลง
-กระแสเงินสดตึงตัว
-ความสามารถในการแข่งขันถดถอยชั่วคราว
แต่หากการลงทุนนั้นสร้างความได้เปรียบระยะยาว ผลตอบแทนอาจคุ้มค่ากว่าที่เห็น
สรุป เอมิเรตส์ สเตเดียม ไม่ได้เป็นเพียงสนามฟุตบอลของอาร์เซนอล แต่เป็นการตัดสินใจเชิงธุรกิจมูลค่า 390 ล้านปอนด์ ที่เปลี่ยนอนาคตของสโมสร
แม้แฟนบอลจะต้องแลกกับช่วงเวลาหลายปีที่ทีมไม่สามารถแข่งขันด้านการใช้เงินกับคู่แข่งได้
แต่ในระยะยาว สนามแห่งนี้ช่วยเพิ่มความจุจาก 38,419 ที่นั่งเป็น 60,704 ที่นั่ง และกลายเป็นเครื่องจักรสร้างรายได้ให้สโมสรทุกฤดูกาล
บางที ความสำเร็จของอาร์เซนอลในวันนี้ อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการซื้อนักเตะชื่อดัง แต่อาจเริ่มต้นจากการตัดสินใจสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่เมื่อ 20 ปีก่อนก็เป็นได้
🤷♂️รู้หรือไม่?
อาร์แซน เวนเกอร์ เคยบอกว่า การสร้างเอมิเรตส์ สเตเดียมนั้นเป็น "การตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร"
เพราะนี่ไม่ใช่แค่การสร้างสนามใหม่ แต่เป็นการวางรากฐานทางการเงินของอาร์เซนอลในระยะยาว..
ไม่อยากพลาดเรื่องราวดีๆ แบบนี้
👉กดติดตามเพจ When Saturday Comes
https://www.facebook.com/share/1K4rHmdhYp/?mibextid=wwXIfr
Reference:
-https://en.wikipedia.org/wiki/Emirates_Stadium