[ รีวิวหนังดี ] Silent Friend (2025)



++ "จะเป็นอย่างไรถ้าความจริงปรากฎออกมาว่า ต้นไม้ที่เราเฝ้ามองดูความสวยงาม และการเจริญเติบโตของมัน แท้จริงแล้ว มันก็กำลังเฝ้ามองมนุษย์อย่างเรา ๆ อยู่ด้วยเช่นเดียวกัน" จขกท. สามารถบอกได้เลยว่า Silent Friend คือหนังที่มีคอนเซ็ปต์น่าสนใจ และมีความแปลกแหวกแนวที่สุดในปีนี้แล้ว เป็นหนังแนว Drama ที่มีเบื้องหลังเป็นเรื่องราวในหลาย ๆ ยุค และที่สำคัญ มันเป็นหนังที่เสนอเรื่องราวความรู้ ความเป็นไปทางด้าน Life Science หรือชีววิทยาศาสตร์ แบบจริงจังมาก ๆ ข้อนี้ จขกท. คาดไม่ถึงเลย เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องราวความผูกพันธ์ระหว่างคนกับต้นไม้แบบผิวเผินเท่านั้น แต่ลงลึกไปถึงความจริงเชิงประจักษ์เลยทีเดียว น่าทึ่งมาก!!! เห็นมั้ยครับว่าหนังเรื่องนี้มีความ unconventional แบบสุด ๆ ใครจะคิดว่า ผกก. และนักเขียนบทที่เป็นผู้หญิงวัย 70 ปี ชาวฮังการี อย่าง Ildikó Enyedi ผู้ที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และสามารถคว้ารางวัล Golden Bear จากงานเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินมาแล้ว จะสามารถสร้างหนังที่ให้ "ต้นไม้" เป็นตัวเอกของหนังได้ มันเป็นคอนเซ็ปต์ที่ "ล้ำ" มากจริง ๆ ครับ...



++ หนังเล่าเรื่องโดยการแบ่งเส้นเรื่องออกเป็น 3 เส้น ผ่านช่วงเวลาในแต่ละยุคที่แตกต่างกัน คือ

เส้นเรื่องแรก

เป็นเส้นเรื่องในปี 2019 ของ ศาสตราจารย์ Tony Wong (เหลียงเฉาเหว่ย) นักประสาทวิทยา ชาวฮ่องกง ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทางด้านการรับรู้ทางประสาทในเด็ก เขาได้เดินทางมายังประเทศเยอรมนี เพื่อนำเสนองานวิจัย หากแต่ด้วยการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้เขาต้องติดอยู่ในวิทยาลัยที่ร้างผู้คนแห่งนั้น โดยมีคนสวนชาวเยอรมัน กับต้นแปะก๊วย ต้นใหญ่ ที่เขาเริ่มสนใจในประวัติศาสตร์ของมัน ก่อนที่ในเวลาอันเงียบสงบนี้ จะนำพาเขาเข้าไปสู่การทดลองที่ใครก็คาดไม่ถึง



เส้นเรื่องที่ 2

เป็นเส้นเรื่องในปี 1908 ของ Grete (Luna Wedler) หญิงชาวเยอรมัน เธอเป็นสตรีคนแรกที่ผ่านด่านหิน จนได้รับการคัดเลือกให้เข้าเรียนในภาควิชาพฤกษศาสตร์ ในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่นอกจากการเรียนที่ยากแล้ว เธอยังต้องฝ่าด่านอคติทางเพศ ที่ชายในสมัยนั้นมอบให้กับเธอ ที่นี่เธอได้พบกับต้นแปะก๊วยต้นหนึ่ง ที่เป็นเสมือนแหล่งพักใจของเธอ และในเวลาต่อมา เธอได้ทำงานพิเศษเป็นผู้ช่วยช่างภาพในสตูดิโอถ่ายภาพแห่งหนึ่ง ที่นี่เธอได้เรียนรู้การถ่ายภาพ ซึ่งแน่นอน ภาพจำนวนมากที่เธอถ่าย คือ ภาพโครงสร้างพืชจากงานวิจัยของเธอที่เกี่ยวกับพันธุ์พืช



เส้นเรื่องที่ 3

เป็นเส้นเรื่องในปี 1972 ของ Hannes (Enzo Brumm) นักศึกษาภาควิชาภาษาเยอรมัน ผู้เกลียดต้นไม้และสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างมาก เพราะบ้านเดิมของเขาอยู่ในชนบท ที่ต้องทำงานกับสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา อันเป็นสาเหตุให้เขาต้องหนีมาเรียนในเมือง แต่ในเวลาว่าง เขามักจะแอบไปนั่งเล่นและอ่านหนังสือที่ใต้ต้นแปะก๊วยในวิทยาลัย วันหนึ่งเขาได้พบกับ Gundula (Marlene Burow) เพื่อนนักศึกษา ที่กำลังทำงานวิจัยเรื่องการรับรู้ต่อสิ่งภายนอกของต้นไม้ ด้วยความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้เธอ ทำให้เขาอาสาช่วยทำงานวิจัยให้เธอ ในตอนที่เธอไปออกแคมป์ จนเขาได้พบกับความจริงบางอย่างที่น่าทึ่ง และเปลี่ยนความคิดของเขาไปตลอดกาล



ทั้งหมดนี้ คือ เส้นเรื่องที่ถูกเล่าเป็นเรื่องราวในหนังครับ จะสังเกตุได้ว่าทุกเหตุการณ์จะมีความเกี่ยวพันกับหนึ่งสิ่ง นั่นคือ "ต้นแปะก๊วย" นั่นเองครับ และเป็นต้นแปะก๊วยต้นเดียวกัน ที่อยู่ในวิทยาลัยแห่งเดียวกันนั่นเองครับ บอกก่อนว่าเรื่องราวของเส้นเรื่องต่าง ๆ นั้น ไม่ได้ถูกเล่าให้เชื่อมต่อหรือเกี่ยวข้องกัน แต่หนังได้ส่งมอบสารสำคัญที่เป็นหลักของหนัง ซึ่งสิ่งนี้ คือ สิ่งที่จะเป็นตัวเชื่อมเรื่องราวทั้งหมดเข้าหากัน...



++ ความรู้สึกหลังดูจบแล้ว คือ ชอบมากกกกก (ก. ไก่ล้านตัวเลยครับ) เป็นหนังเชิงสูง ที่ทั้งคอนเซ็ปต์ บทหนัง การถ่ายทำ การเล่าเรื่อง การตัดต่อ ทุกสิ่งทุกอย่างมัน "ล้ำ" ไปหมด เป็นหนังที่ดูแล้วตื่นตาตื่นใจมาก ทั้ง ๆ ที่การเล่าเรื่องของเขา มันก็เป็นสไตล์หนังยุโรปสายประกวด หนังสายรางวัล ที่เล่าเรื่องแบบเนิบนาบไปเรื่อย ๆ แถมหนังยังมีความยาวมากกว่า 147 นาที แต่เชื่อมั้ยว่า ไม่มีซักนาทีเดียวที่ จขกท. อยากจะละสายตาจากจอหนัง เหมือนโดนมนต์สะกดไว้กับหนังอยู่อย่างนั้นอ่ะครับ...



++ การเล่าเรื่องในแต่ละเส้นเรื่องของเขาไม่ได้เป็นเส้นตรงตามช่วงเวลานั้น ๆ แต่จะใช้การสลับช่วงเวลาไปมา ซึ่งตรงนี้นี่แหละเป็นอีกหนึ่งความเก่งกาจของ ผกก. คนนี้ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้คนดูงงที่มีตัดสลับไปมาแล้ว (เป็นการตัดสลับไปมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยด้วยนะ นึกจะตัดก็ตัดเลย ยิ่งกว่าการ shuffle อีก) แต่ยังทำให้สารและอารมณ์ในหนังนั้น หนักแน่นขึ้นอีก ต้องชมเลยว่า ผกก. โคตะระเก่ง (คนทำหนังไทยที่อยากจะเล่นท่ายากแบบนี้ ต้องมาดูการตัดของหนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง) การเล่าเรื่องแบบสลับไปมาก็ไม่ทำคนดูงงด้วย แถมยังช่วยให้หนังไม่น่าเบื่ออีก เก่งมาก แบบนี้นี่แหละที่เขาเรียกว่าการเล่าเรื่องแบบ Dual Timeline ที่มีประสิทธิภาพ คือ เนื้อเรื่องแน่น สารที่ต้องการสื่อแน่น การเล่าเรื่องชัดเจน ตัดซีนหนังได้ตรงจังหวะ ทุกอย่างเพอร์เฟค เอาหนังอยู่...



++ จขกท. อินมากกับใจความหลัก และสารหลักของหนัง อย่างบอกว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นการเล่าเรื่องที่เป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมของทั้งวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยเฉพาะพาร์ทงานทดลองทาง Life Science ที่นำเสนอทฤษฎีกันแบบจริงจังมาก ทำเอา จขกท. ที่เป็นคนโง่สายวิทย์ ก็ฟังเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่เราเข้าใจในภาพรวมของสิ่งที่หนังต้องการนำเสนอ ซึ่งสิ่งนั้นมันยิ่งใหญ่มาก เรารู้ถึงสิ่งที่ตัวละครในหนังค้นพบจริง ๆ เลยว่า มันโคตะระยิ่งใหญ่ มันคือการที่คนเราจะได้รับรู้ถึงความจริงในทางธรรมชาติอย่างถ่องแท้ เป็นความจริงที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน และมันสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์อย่างเรา ๆ อย่างมาก...



++ ด้านงานสร้าง Production อันนี้ให้ 10 คะแนนเต็มครับ แน่นอน! หนังระดับนี้งาน Cinematography ต้องดีเลิศมากอยู่แล้ว งานถ่ายภาพ คือ แบบอ้าปากค้าง ไม่ใช่แค่ถ่ายธรรมชาติสวยนะ แต่มันมีภาพที่เกี่ยวข้องกับทางด้านวิทยาศาสตร์ ทางด้านพฤกษศาสตร์ ที่สวยงามมาก เหมือนเรากำลังนั่งดูสารคดี National Geographic ที่ถ่ายภาพพวก Microbiology ที่มันสวย ๆ แบบตะโกนอ่ะครับ น่าทึ่งมาก! งาน Settings งานออกแบบศิลป์ คือ ดีแบบหมดจด เป็นหนังที่มีงาน Production แบบสมบูรณ์แบบมากจริง ๆ ดูแล้วมีความสุข ดูไปยิ้มไปที่ได้ดูหนังดี ๆ...



++ ด้านการแสดง ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังที่เป็น FC ของ เฮียโทนี่ เหลียงเฉาเหว่ย มากว่า 40 ปี เรื่องนี้เฮียมหัศจรรย์มาก ไม่แปลกใจที่เฮียบอกว่าต้องเตรียมตัวก่อนถ่ายทำถึง 6 เดือน เพราะมันมีบทที่เฮียจะต้องพูดบรรยายภาษาอังกฤษ ที่เป็นเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ ประสาทวิทยา แล้วคำศัพท์เฉพาะทางวิชาการที่ยากมาก ๆ แล้วถ่ายแบบ long take เฮียแกแบบเป๊ะมาก แล้วเท่าที่รู้มา คือ ภาษาอังกฤษของเฮียแก คือ ใช่ว่าจะแข็งแรงมาก สุดจริง ๆ ดาราคนนี้ แกทุ่มเทเล่นเรื่องนี้มาก ส่วนดารานำแสดงคนอื่น ๆ ก็ดีมาก Luna Wedler ที่เล่นเป็น Grete คือสุดมากเช่นกัน แววตา การแสดงอารมณ์นั้นสุดยอดมาก ยิ่งตอนฉากที่เธอต้องเข้าสัมภาษณ์กับพวกคณบดีตอนต้นเรื่องนั้น ถือว่าเป็นช่วงไฮไลต์ของหนังเลย และ Enzo Brumm ในบทของ Hannes ก็เล่นน่ารักดีมาก สรุปแล้วว่าแคสติ้งเรื่องนี้ คือ ดีเลิศ...



++ จขกท. อยากบอกว่า ใครที่รักหนัง ต้องดูหนังเรื่องนี้ เพราะมันดีมาก มีความแปลกใหม่ งาน Cinematography ก็ดีงาม จนสามารถใช้เพื่อการเรียนรู้เป็นแบบอย่างได้ ท้ายที่สุดแล้ว ใครที่รักต้นไม้ คุณต้องดูหนังเรื่องนี้ บอกเลย ถ้าไม่ดูเท่ากับบาป ช่วงท้ายของหนังนี่เล่นเอา จขกท. ยิ้ม พร้อมน้ำตาคลอนิด ๆ เลย ทั้งที่เราไม่ใช่คนอินกับเรื่องต้นไม้มาก และใครที่ชอบเรื่องราวการทดลอง การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องดูเช่นกัน หนังเรื่องนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่ ๆ ครับ และสำหรับ จขกท. หนังเรื่องนี้เตรียมเข้าลิสต์ Top 20 Best Movies of the Year ของตัวเองแน่นอน มีความสุขที่ได้ดูครับ...
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่