กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนยอดเขาฮัวกั่วซาน มีหินศักดิ์สิทธิ์ก้อนหนึ่งที่ซึมซับพลังแห่งสวรรค์และพิภพมาหลายพันปี
วันหนึ่ง หินก้อนนั้นแตกออกให้กำเนิดลิงวิเศษตัวหนึ่ง ลิงตัวนี้ไม่ธรรมดา เพราะมันสามารถพูดและคิดได้ตั้งแต่เกิด มันฉลาด ว่องไว และมีพลังเหนือกว่าลิงทั่วไป
ลิงน้อยเติบโตขึ้นในหมู่ฝูงลิง มันเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ได้รับความเคารพจากพวกพ้อง และได้รับฉายาว่าซุนหงอคง หรือผู้ตื่นรู้แห่งพญาวานร แต่ถึงแม้มันจะมีทุกสิ่งอำนาจ ความเคารพ และความสุขมันกลับรู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง
วันหนึ่ง เพื่อนลิงถามขึ้นว่า “เหตุใดเราต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย? ไม่มีทางใดที่จะเป็นอมตะได้หรือ?” คำถามนี้สะกิดใจซุนหงอคง มันเริ่มตระหนักว่าความแข็งแกร่งไม่อาจเอาชนะความตายได้ มันจึงออกเดินทางแสวงหาความรู้และพลังที่จะทำให้มันเป็นอมตะ
ซุนหงอคงเดินทางข้ามภูเขาและมหาสมุทร จนได้พบอาจารย์สุภูติ เซียนผู้วิเศษที่ยอมรับมันเป็นศิษย์ เมื่อเห็นว่าลิงตัวนี้มีพรสวรรค์ อาจารย์จึงสอนวิชาอันล้ำค่าให้ 72 วิชาแปลงกาย สามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นอะไรก็ได้, เมฆวิเศษเหินเดินฟ้า กระโดดได้ไกล 108,000 ลี้, เวทย์มนต์คาถาเสกขนแปลงเป็นร่างแยกของตน ใช้เส้นขนของตนเองเสกเป็นร่างเงาเพิ่มได้ไม่จำกัด
ซุนหงอคงเรียนรู้ทุกอย่างอย่างรวดเร็วแต่มันยังคงเต็มไปด้วยอัตตา “ข้าจะแข็งแกร่งที่สุด ข้าจะปกครองทั้งสวรรค์และโลก!”
ความกระหายในอำนาจของมันไม่มีที่สิ้นสุด มันเดินทางไปยังวังมังกรใต้ทะเล และขโมยกระบองวิเศษอาวุธที่สามารถยืดหดได้ จากนั้นมันขึ้นไปบนสวรรค์ท้าทายเหล่าเทพ และประกาศตนเป็นมหาเทพเสมอฟ้า
แต่แล้วพระยูไล หรือพระพุทธเจ้า ได้ปรากฏตัวขึ้น และถามซุนหงอคงว่า “เจ้าคิดว่าตัวเจ้ามีพลังมากแค่ไหน?”
“ข้าสามารถกระโดดไปถึงสุดขอบฟ้า ไม่มีที่ใดที่ข้าไปไม่ได้!”
พระยูไลจึงยื่นมือออกมาและกล่าวว่า “หากเจ้ากระโดดออกไปให้พ้นฝ่ามือของข้า ข้าจะให้เจ้าปกครองสวรรค์”
ซุนหงอคงหัวเราะเยาะ กระโดดข้ามหมู่เมฆ ข้ามขอบฟ้า จนไปถึงเสาหินห้าต้น มันคิดว่านี่คือสุดขอบจักรวาล มันจึงจารึกชื่อของตนไว้บนเสาหินและรีบกลับมาหาพระยูไล “ข้าชนะแล้ว!”
พระยูไลเพียงพลิกฝ่ามือ แล้วซุนหงอคงก็ตระหนักว่าเสาหินที่มันเห็นก็คือนิ้วมือของพระยูไลนั่นเอง
“เจ้ายังติดอยู่ในเงาของอัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าทำได้นอกจากวิ่งวนอยู่ในกรงของตัวเอง”
จากนั้น พระยูไลได้ใช้ฝ่ามือกดซุนหงอคงไว้ใต้ภูเขาห้าธาตุ เป็นเวลา 500 ปี ให้มันได้ใช้เวลาไตร่ตรองสำนึกถึงความผิดพลาดของตน
หลายร้อยปีผ่านไปในโลกมนุษย์ พระถังซัมจั๋ง พระภิกษุผู้มีศรัทธาแรงกล้า ได้รับมอบหมายจากจักรพรรดิถังไท่จง ให้เดินทางไปยังชมพูทวีป (อินเดีย) เพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎก กลับมายังจีน
พระถังซัมจั๋งเป็นตัวแทนของศรัทธาและปัญญา แม้ร่างกายของเขาจะอ่อนแอ แต่จิตใจของเขามั่นคง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค พระยูไลจึงส่งเขาไปปลดปล่อยซุนหงอคงที่ถูกจองจำ
เมื่อพระถังซัมจั๋งเดินทางมาถึงภูเขาห้าธาตุ เขาพบซุนหงอคงที่ถูกขังไว้ “เจ้าจะออกจากที่นี่ได้ หากเจ้าติดตามข้าและปกป้องข้าในการเดินทาง”
ซุนหงอคงแม้จะโอหัง แต่ 500 ปีแห่งความโดดเดี่ยวได้ทำให้มันสงบลงบางส่วน มันยอมรับข้อเสนอ แต่พระยูไลรู้ว่า ลิงตัวนี้ยังมีอัตตาอยู่ จึงมอบวงแหวนทอง ให้แก่พระถังซัมจั๋ง หากซุนหงอคงไม่เชื่อฟัง พระถังซัมจั๋งสามารถสวดมนต์เพื่อให้วงแหวนทองบีบรัดศีรษะของมันให้เจ็บปวดจนทนไม่ไหว
“เจ้ามีพลังมากมาย แต่พลังที่แท้จริงคือการควบคุมตนเองได้” พระถังซัมจั๋งกล่าว
ซุนหงอคงรู้สึกขัดเคือง แต่ก็รู้ว่านี่คือโอกาสที่สอง มันจึงยอมออกเดินทางสู่ชมพูทวีปไปพร้อมกับพระถังซัมจั๋ง
ระหว่างทาง พระถังซัมจั๋งพยายามอบรมซุนหงอคงให้เข้าใจหลักของความเมตตาและการปล่อยวาง แต่ซุนหงอคงยังคงแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยกำลัง มันยังไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว พลังที่แท้จริงอยู่ที่การชนะใจตนเอง ไม่ใช่การชนะศัตรู
แม้จะมีความขัดแย้ง แต่พวกเขาก็เริ่มเดินทางร่วมกัน ผ่านป่าเขาและแม่น้ำ ต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย และระหว่างทาง พวกเขายังต้องพบกับสหายอีกสองคน ที่จะมาร่วมเดินทางไปด้วยกัน
พระถังซัมจั๋งและซุนหงอคงเดินทางต่อไปสู่ชมพูทวีป แม้จะมีพลังมหาศาล แต่ซุนหงอคงยังคงแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยกำลัง มันยังไม่เข้าใจว่าพลังที่แท้จริงคือการควบคุมตนเอง ไม่ใช่แค่การกำจัดศัตรู
วันหนึ่ง ทั้งสองเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัว พวกเขาบอกว่ามีปีศาจหมูตัวหนึ่ง คอยขโมยอาหารและลักพาตัวผู้คน
เมื่อซุนหงอคงไปถึงก็พบปีศาจหมูตัวนั้นอยู่ในถ้ำ แต่เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากัน กลับพบว่าปีศาจตนนั้นพูดภาษามนุษย์ได้และไม่ได้ชั่วร้ายอย่างที่คิด
“ข้าไม่ได้อยากเป็นปีศาจ ข้าเคยอยู่บนสวรรค์ แต่เพราะความผิดพลาด ข้าถูกลงโทษให้กลายเป็นเช่นนี้”
ปีศาจหมูเล่าว่ามันเคยเป็นแม่ทัพบนสวรรค์ แต่เพราะความลุ่มหลงในกิเลส ทำให้มันถูกขับไล่และกลายเป็นปีศาจหมู
ซุนหงอคงเตรียมจะกำจัดมัน แต่พระถังซัมจั๋งกลับเลือกที่จะให้อภัยและชวนมันเดินทางไปด้วยกัน “เจ้าต้องการไถ่โทษไหม?”
ปีศาจหมูนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า มันได้รับชื่อใหม่ว่าตือโป๊ยก่าย และเข้าร่วมเป็นศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง
การเดินทางดำเนินต่อไป และไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ที่นั่นมีปีศาจน้ำตนหนึ่งอาศัยอยู่ มันมีร่างกายใหญ่โต ดวงตาคมกริบ และเฝ้าปากแม่น้ำมานานปี ไม่มีใครกล้าข้าม “ใครก็ตามที่คิดจะข้ามแม่น้ำนี้ ต้องผ่านข้าก่อน!”
แต่เมื่อพวกเขาสู้กัน ซุนหงอคงพบว่าปีศาจตนนี้ไม่ได้ดุร้าย มันเพียงแค่ถูกเนรเทศจากสวรรค์เช่นเดียวกับตือโป๊ยก่าย และรอคอยการไถ่โทษ
เมื่อพระถังซัมจั๋งเอ่ยถาม “เจ้าปรารถนาที่จะกลับไปสู่ทางแห่งธรรมไหม?”
ปีศาจน้ำลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะและกล่าวว่า “ข้ายอมแล้ว”
มันจึงได้รับชื่อใหม่ว่าซัวเจ๋ง และกลายเป็นศิษย์คนที่สาม
ในที่สุด คณะเดินทางก็ครบสมบูรณ์ พระถังซัมจั๋ง, ซุนหงอคง, ตือโป๊ยก่าย และซัวเจ๋ง แต่การเดินทางที่แท้จริงของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ระหว่างทางไปชมพูทวีป พวกเขาต้องเผชิญกับปีศาจและอุปสรรคมากมาย
พระถังซัมจั๋งเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เลือดของเขาถูกเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ หากปีศาจตนใดได้กินเลือดของเขามันจะกลายเป็นอมตะ นั่นทำให้ปีศาจจำนวนมากหมายจะจับตัวพระถังซัมจั๋ง
ในแต่ละบททดสอบ ซุนหงอคงใช้พละกำลังและไหวพริบจัดการศัตรู แต่ปัญหาที่แท้จริงของมันกลับเป็นตัวมันเอง
ในหลายครั้ง พระถังซัมจั๋งกลับไม่เข้าใจซุนหงอคง และเชื่อคำหลอกลวงของปีศาจแทน ทำให้ซุนหงอคงถูกลงโทษ โดยที่ความจริงแล้ว มันคือผู้ปกป้องที่แท้จริง “เหตุใดอาจารย์จึงไม่เชื่อข้า?” มันชอบเอ่ยถามพระถังซัมจั๋ง
“เพราะเจ้ามีแต่ความโกรธและความรุนแรง เจ้าคิดถึงแต่การกำจัดศัตรู ไม่ใช่การชนะใจตนเอง” เขาตอบ
แล้วซุนหงอคงก็เริ่มเข้าใจว่าปัญหาของมันไม่ใช่แค่ปีศาจภายนอก แต่คือความดื้อรั้นของตัวมันเอง
ในอีกด้านหนึ่งตือโป๊ยก่ายยังคงลุ่มหลงในกิเลส มันชอบกิน ดื่ม และหวั่นไหวต่อความเย้ายวนของมนุษย์ มันเป็นตัวแทนของความอ่อนแอที่ยังต้องได้รับการขัดเกลา
ส่วนซัวเจ๋งแม้จะไม่เก่งกาจเท่าซุนหงอคง แต่เขามีความอดทนและซื่อสัตย์เสมอ เป็นตัวแทนของผู้ที่ยอมรับกรรมของตนและพยายามใช้ชีวิตใหม่อย่างอดทน
วันหนึ่ง คณะเดินทางมาถึงป่าลึก ปีศาจตนหนึ่งที่ชื่อว่า “ปีศาจกระดูกขาว” ได้วางแผนจะจับพระถังซัมจั๋ง
มันใช้เวทย์มนตร์แปลงร่างเป็นหญิงชรา และเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระถังซัมจั๋ง ซุนหงอคงมองออกว่านี่ไม่ใช่มนุษย์ แต่มันเป็นปีศาจ จึงใช้กระบองฟาดหญิงชราไป
ทันใดนั้น ร่างของหญิงชรากลายเป็นควัน และปีศาจก็หนีไป แต่พระถังซัมจั๋งกลับตกใจ และกล่าวว่า “เหตุใดเจ้าจึงต้องฆ่าผู้บริสุทธิ์?”
ไม่นานนัก ปีศาจกระดูกขาวกลับมาอีกครั้ง คราวนี้แปลงเป็นชายหนุ่มที่ร้องไห้ ซุนหงอคงใช้กระบองฟาดอีกครั้ง
แต่แทนที่พระถังซัมจั๋งจะเห็นความจริง เขากลับคิดว่าซุนหงอคงกระหายความรุนแรง และขับไล่เขาออกจากคณะเดินทาง “ข้าจะเดินทางต่อไปโดยไม่มีเจ้า!”
และเมื่อซุนหงอคงจากไปแล้ว พระถังซัมจั๋งก็ถูกปีศาจจับตัวไปทันที
ตือโป๊ยก่ายและซัวเจ๋งพยายามช่วย แต่ก็ไม่มีพลังแข็งแกร่งพอ ในที่สุดพวกเขาจึงต้องไปขอให้ซุนหงอคงกลับมา
ซุนหงอคงลังเล เพราะเขาถูกเข้าใจผิดมาตลอด แต่ในที่สุด เขาก็เลือกที่จะกลับมา เพราะเขารู้ว่าเขาเป็นผู้ปกป้อง ไม่ใช่เพื่อการได้รับคำชม แต่เพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้อง “ข้ากลับมาไม่ใช่เพราะอาจารย์เชื่อข้า แต่เพราะข้าต้องทำในสิ่งที่ควรทำ”
ซุนหงอคงสามารถกำจัดปีศาจกระดูกขาวได้ และช่วยพระถังซัมจั๋งออกมา พระถังซัมจั๋งจึงเริ่มเข้าใจว่า ซุนหงอคงไม่ได้เป็นเพียงนักรบ แต่เป็นศิษย์ที่แท้จริงของเขา
นี่เป็นเพียงหนึ่งใน 81 ด่านแห่งการทดสอบ ที่คณะเดินทางต้องเผชิญก่อนจะถึงชมพูทวีป
และระหว่างทาง พวกเขาจะได้เรียนรู้ ไม่เพียงแต่การต่อสู้กับปีศาจภายนอก แต่คือการเอาชนะจิตใจของตัวเอง
(มีต่อ)
⌛✨💖 นิทานพื้นบ้านจีน: ไซอิ๋ว 💖✨⌛