กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อบ้านเมืองยังยึดถือคุณธรรมของผู้เป็นกษัตริย์เหนือสิ่งใด อาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งมีพระโอรสประสูติสองพระองค์ องค์พี่นามว่า “พระอภัยมณี” องค์น้องชื่อ “ศรีสุวรรณ” ครั้นทั้งสองทรงพระเยาว์ได้สิบห้าพรรษา พระราชบิดาก็มีพระดำริให้โอรสออกไปศึกษาวิชาความรู้เพื่อกลับมาเป็นรากแก้วของแผ่นดิน
โอรสองค์น้องเลือกเรียนวิชาอาวุธ มวย หมัด กระบี่ กระบอง ตามที่เจ้าชายทั้งหลายในวรรณคดีพึงเรียน
แต่พระอภัยมณีกลับเลือกเรียนสิ่งที่ไม่มีในตำราพิชัยสงครามใดๆ ทั่วแผ่นดิน ทรงเลือกเรียน “การเป่าปี่”
ผู้คนต่างหัวเราะ คณาจารย์ยังงงงวย แต่พระอภัยมณีกลับนิ่งสงบ ทุกครั้งที่จับปี่ขึ้นมาบรรเลง เสียงนั้นจะเย็นเยียบเข้าในอก เหมือนทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง เหมือนพัดพาความคิดคนไปไกลจากความวุ่นวาย
เมื่อเรียนจบ พระอภัยมณีหวนกลับพระราชวังด้วยรอยยิ้มและปี่ประจำตัว
พระราชบิดาเมื่อเห็นพระอภัยมณีและทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วนั้นกลับมิได้ทรงยินดี แต่ทรงพิโรธเป็นยิ่งนัก ตรัสรับสั่งว่า
“ข้าให้เจ้าจากไปเพื่อเรียนวิชาปกครอง มิใช่กลับมาพร้อมของเล่นคนเร่ร่อน!”
พระอภัยมณีทรงมิได้เถียง เพียงกล่าวว่า “ข้าจะใช้ปี่นี้ไม่ใช่เพื่อรบ แต่เพื่อหยุดการรบ”
แต่คำตอบนั้นกลับเหมือนลมที่พัดใส่เปลวเพลิง พระราชาตรัสขับไล่พระอภัยมณีออกจากวังทันที มิให้แตะต้องศาสตราหรือบัลลังก์อีก
พระอภัยมณีก้มศีรษะยอมรับคำสั่งขับไล่เงียบๆ ดั่งคนถือคาถาเดินเข้าป่า มิใช่คนโดนขับออกจากเมือง แล้วจึงออกเดินทางไปพร้อมองค์น้องศรีสุวรรณ โดยมีเพียงปี่หนึ่งอันกับความสงบในใจ
ทั้งสองพี่น้องเดินทางเร่ร่อนไปตามป่าเขา ผ่านบ้านคน น้ำตก หมู่บ้านชาวประมง จนมาถึงชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่ง ขณะนั้นเอง ได้พบชายสามคนแต่งกายคล้ายพราหมณ์ พูดจาฉะฉาน เหมือนมีวิชาแต่ไม่เอ่ยว่ามาจากใด
“ชายสองคนนี้ดูมีบุญ หน้าตาเจ้าชายนัก แต่ไร้บ้าน ที่ใดจึงเหมาะไปกว่าทะเลที่ลืมอดีตเสียได้” พราหมณ์คนหนึ่งว่า
“ถ้าเจ้าชอบเป่าปี่ ก็จงไปเป่าให้ทะเลฟัง มันไม่ตัดสินใคร” อีกคนพูดแทรก แล้วทั้งสามก็หัวเราะเบา ๆ ก่อนชวนทั้งสองลงเรือไปกลางทะเล
ไม่มีใครรู้ว่านั่นคือการล่อลวง
กลางทะเล เวิ้งว้าง เรือแล่นไปช้าๆ ใต้ท้องฟ้าหม่น เสียงลมเริ่มขู่คำราม สองเจ้าชายนั่งอยู่นิ่งบนเรือ พราหมณ์ทั้งสามก็หายเงียบไปจากดาดฟ้า
ทันใดนั้น มีเงาดำมหึมาปรากฏขึ้นจากคลื่น มีกลิ่นคาวทะเลแปลกประหลาด ลอยมาก่อนตัว
นั่นคือนางผีเสื้อสมุทร ร่างใหญ่เท่าภูเขา ผมยาวยิ่งกว่าคลื่น ตาสีเขียวสว่างเหมือนประกายไฟในพายุ
นางหัวเราะเสียงดัง จับเรือไว้ด้วยปลายเล็บ แล้วชี้มาที่พระอภัยมณี
“เจ้านั่นแหละ…ที่ทำให้ข้าตื่นจากหลับใหล ข้าอยากฟังเสียงปี่ของเจ้าอีกครั้ง”
พระอภัยมณีตกใจ แต่ไม่ขยับกายพลางเอ่ยถาม “เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่นางฟ้า ไม่ใช่ภูติผี…แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากทะเลผู้หลงรักเสียงปี่ของเจ้า”
และก่อนที่เรือจะทันเคลื่อนหลบหนีได้ นางก็ใช้เวทย์มนต์กลืนเรือลงทะเลทั้งลำ พระอภัยมณีถูกนางจับไปไว้ในถ้ำใต้บาดาล ส่วนศรีสุวรรณนั้นนางโยนกลับขึ้นฝั่งด้วยแรงมหาศาลราวจะให้ตายแต่ก็ไม่ตาย
ภายในถ้ำใต้น้ำนั้น นางผีเสื้อสมุทรเอาอกเอาใจพระอภัยมณีทุกอย่าง ให้อาหาร ทรัพย์ เครื่องแต่งกาย เพียงขอให้เขาเป่าปี่ให้ฟังทุกคืนเท่านั้น
พระอภัยมณีมิอาจหลบหนี แต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้ เขาเป่าปี่ให้นางฟังก็จริง แต่เสียงที่ออกจากปี่นั้นกลับเศร้า เงียบ ลึก จนนางหลับสนิทในทุกครั้ง
แต่จากการครองถ้ำร่วมกัน นานเข้าวันเป็นเดือน เดือนเป็นปี พระอภัยมณีจึงมีบุตรกับนางผีเสื้อสมุทร(ซึ่งแปลงร่างเป็นหญิงมีขนาดเท่าคนธรรมดา)หนึ่งคน เป็นชายชื่อ “สินสมุทร” ผู้มีร่างกายเป็นมนุษย์แต่มีพลังมากมายมหาศาลของอมนุษย์
ในใจของพระอภัยมณีมิได้อยู่ที่ถ้ำเลย เขาคิดถึงแผ่นดิน คิดถึงเสรีภาพ และคิดถึงความหมายของชีวิตมากกว่าความสบายเพราะความจำนนในถ้ำ
และแล้ววันหนึ่ง ในยามที่พระอภัยมณีเป่าปี่จนนางผีเสื้อสมุทรหลับสนิท ก็มีเงาของหญิงสองตน และชายตนหนึ่ง ปรากฏขึ้นในถ้ำ
นั่นก็คือพ่อเงือก แม่เงือก และบุตรีนางเงือก
“เจ้าผู้เป่าปี่สะกดคลื่นได้ ข้ามาช่วยเจ้าออกไปจากที่นี่” พ่อเงือกกล่าว
พระอภัยมณีพยักหน้าช้าๆ ก่อนเอ่ยตอบว่า “ข้ายินดีจะไป…แต่โปรดพาลูกของข้าไปด้วย”
และนั่นคือจุดเริ่มของการหนีจากถ้ำอสูรใต้บาดาล สู่เกาะแก้วพิสดาร
พระอภัยมณี หนีรอดจากนางผีเสื้อสมุทรมาได้ด้วยความช่วยเหลือของพ่อเงือกแม่เงือกที่สุดท้ายต้องยอมพลีเสียสละชีวิตของตนเข้าแลก ครอบครัวเงือกนำพาพระอภัยมณีและลูกล่องทะเลมาจนถึงเกาะหนึ่ง มีนามว่า “เกาะแก้วพิสดาร” ที่ซึ่งมีฤๅษีเฒ่าอาคมแก่กล้าฤทธิ์เดชมากตนหนึ่งอาศัยอยู่ ทำให้นางผีเสื้อสมุทรไม่กล้าเข้ามาใกล้เกาะ
เวลาผ่านไปหลายวัน นางผีเสื้อสมุทรก็ยิ่งโศกเศร้าเสียใจอาลัยอาวรณ์ จนกระทั่งในที่สุด นางก็ได้ตรอมใจตายด้วยความคิดถึงลูกและผัวที่ทิ้งตนไว้เพียงลำพัง
บนเกาะแห่งนั้น พระอภัยมณีได้อาศัยอยู่กับนางเงือกผู้มีจิตใจอ่อนโยน ทั้งสองครองรักกันอย่างสงบ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป พระอภัยมณีก็รู้ว่าตนมิอาจซ่อนตัวตลอดชีวิต เสียงลมทะเลไม่อาจกลบเสียงความเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์ได้ พระองค์และลูก จึงลาจากเกาะแก้ว ออกเดินทางเพื่อมุ่งสู่แผ่นดินใหญ่ โดยไม่ทราบว่าในเวลาต่อมานางเงือกได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เด็กชายผู้มีสายเลือดครึ่งมนุษย์ครึ่งเงือก นางเงือกได้นำทารกไปให้พระฤๅษีตั้งชื่อว่า "สุดสาคร" แล้วนางก็ได้กลับสู่ท้องทะเลจากไป คล้ายจงใจฝากบุตรของตนให้พระฤๅษีช่วยเลี้ยงนั่นเอง
ฝ่ายพระอภัยมณีกับสินสมุทร ระหว่างทางในท้องทะเล ได้รับความช่วยเหลือจากเรือหลวงของ “กรุงผลึก” เมืองชายทะเลที่เจริญมั่งคั่ง กษัตริย์แห่งกรุงผลึกประทับใจในความรู้ ความสงบ และวาจาของพระอภัยมณี จึงทรงรับเขาไว้ในฐานะแขกคนสำคัญ
ณ ที่นั่น พระอภัยมณีได้พบกับ “นางสุวรรณมาลี” ธิดาของกษัตริย์เมืองผลึก หญิงผู้มีใจงดงาม อ่อนโยน และกล้าหาญ ทั้งสองรักกันโดยไม่มีพิธีการใดๆ ไม่มีเครื่องทรง มีเพียงสายตากับความเข้าใจเป็นสื่อ
แต่ทว่าเรื่องราวของความรักในพระราชวังย่อมไม่ได้เป็นสิ่งที่ง่ายดายเลย เนื่องด้วยนางสุวรรณมาลีนั้นมีคู่หมั้นอยู่ก่อนแล้ว คือ “เจ้าลันตา” เจ้าเมืองต่างชาติจากเกาะลังกา ผู้ที่กระหายอำนาจมากกว่าความรัก และเมื่อได้รู้ว่าสตรีที่ตนหมั้นหมายไปตกหลุมรักผู้อื่น เจ้าลันตาก็กราดเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ
สงครามระหว่างกรุงผลึกกับกรุงลังกาจึงเริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องการดินแดน แต่เพราะศักดิ์ศรีในใจคน
พระอภัยมณีจำต้องวางปี่ แล้วหยิบดาบขึ้นแทน เขายืนอยู่บนกำแพงเมือง นำทัพรับมือข้าศึก แม้ในใจยังปรารถนาสันติ
“ข้าเคยสัญญากับตัวเองว่าจะใช้ปี่ไม่ใช่ดาบ แต่บางครั้ง…เสียงปี่ก็ดังไม่พอสำหรับคนที่ไม่ยอมฟัง”
เสียงดาบ เสียงธนู และเสียงเรือรบสั่นคลื่นทะเลไปหลายปี ความเสียหายแผ่ลามไปทั้งสองฝ่าย จนในที่สุด กรุงลังกาก็ถึงกาลต้องเปลี่ยนเจ้าเมือง
และผู้ที่ขึ้นครองราชย์ใหม่ คือหญิงสาวคนหนึ่ง พระนางมีนามว่า “ละเวงวัณฬา” ธิดาแห่งเจ้าลันตา
เจ้าหญิงผู้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนพระบิดา ทั้งด้วยเหตุผลทางสายเลือด และเสียงของประชาชน
ละเวงต่างจากพ่อของนางโดยสิ้นเชิง หากเจ้าลันตาใช้ดาบ ละเวงใช้เพียงสายตา หากเขาใช้เสียงตะโกน นางใช้ความนิ่งสงบ
เมื่อขึ้นครองนคร นางไม่ส่งกองทัพไปทำศึกสงคราม แต่กลับนำตัวเองล่องเรือไปถึงยังหน้ากรุงผลึก
พระอภัยมณีได้พบกับนางครั้งแรกในสวนหลวง เขาเห็นผู้หญิงที่ควรเป็นศัตรู กลับยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้
ละเวงพูดเพียงคำเดียว “ข้ามิได้มาเพื่อขอสิ่งใดคืน…แต่ข้าขอมองหน้าเจ้าสักครั้ง ว่าคนที่จะทำให้สงครามยุติลงนั้น มีหน้าตาเป็นเช่นไร”
ทั้งสองมิได้พูดกันมากความ แต่นับจากวันนั้น กำแพงที่เคยสูงก็ค่อยๆ ลดต่ำลง
ละเวงหลงรักพระอภัยมณีโดยไม่ต้องมีเหตุผล รักทั้งความสงบที่เขาถือไว้ และความเศร้าที่อยู่ในดวงตาของเขา
พระอภัยมณีเองก็เริ่มเข้าใจ ว่ารักไม่จำเป็นต้องมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน ไม่ต้องมีธงหรือแผ่นดินเป็นสื่อ แค่ใจมันตรงกันก็พอ
แต่เมื่อมีรักสองคน รักหนึ่งเก่าที่มั่นคงกับสุวรรณมาลี รักหนึ่งใหม่ที่บริสุทธิ์กับละเวง
พระอภัยเริ่มถามตนเอง “เราจะรักได้กี่ครั้ง โดยไม่ทำร้ายใครเลย”
วันเวลาผ่านไป สงครามกลายเป็นความร่วมมือ ลังกากับผลึกกลายเป็นมิตร พระอภัยมณีกลายเป็นว่ามีภรรยาสองคน แต่ในใจเขากลับไม่ได้มีความสุขอย่างที่ใครคิดกัน
คืนหนึ่ง เขานั่งเดียวดายใต้แสงจันทร์ เป่าปี่เงียบๆ ให้ลมทะเลฟังอีกครั้ง เสียงปี่นั้นมิใช่เพื่อกล่อมศัตรู หรือหลอกหลอนอสูร แต่เพื่อปลอบใจตัวเอง
รุ่งเช้าวันต่อมา พระอภัยมณีบอกกับภรรยาทั้งสองของตนว่าขออุปสมบท ละเวงกับสุวรรณมาลีไม่ถาม ไม่ว่า ไม่ร้องไห้ แต่น้อมรับและออกบวชตาม
สามผู้เปลี่ยนโลก หญิงสอง ชายหนึ่ง ทิ้งปี่ ดาบ และตำแหน่ง แล้วเดินเข้าสู่ป่าเงียบอย่างสงบ
เพราะที่สุดแล้ว ไม่ว่าเสียงปี่จะไพเราะเพียงใด หากโลกไม่ฟัง ใจเราต้องฟังตัวเองให้ได้ก่อน
(นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้พรสวรรค์จะเป็นสิ่งประเสริฐ แต่หากไร้ความเข้าใจในใจคน มันก็กลายเป็นเพียงเสียงเปล่าที่ไม่มีใครฟัง)
หมายเหตุ: นิทานเรื่องพระอภัยมณี สืบเนื่องจากวรรณคดีอมตะที่ประพันธ์โดย "สุนทรภู่" กวีเอกแห่งรัชกาลที่ 2 ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “กวีเอกของไทย” และได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลกในด้านวรรณกรรม
.
⌛✨💖 นิทานพื้นบ้านไทย: พระอภัยมณี 💖✨⌛