ราเมงหลักร้อย จุดชนวนสมรภูมิใหม่ เมื่อรายใหญ่แห่ลงสนาม ท้าชน “ฮะจิบัง”

ราเมงชามละไม่ถึงร้อยเปลี่ยนเกมตลาดอาหารญี่ปุ่น หลังสตรีทราเมงจุดกระแส เชนใหญ่ทั้งไมเนอร์ ฟู้ด, โออิชิ, ยูซุ กรุ๊ป, ร็อคส์ กรุ๊ป และเอ็มเค พาเหรดตบเท้าเข้ามาลงสนาม ชิงส่วนแบ่งตลาด 8,000 ล้าน พร้อมจับตาเจ้าตลาดอย่างฮะจิบังจะขยับอย่างไร
.
ปลายปีนี้ตลาดราเมงในไทยคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ไมเนอร์ ฟู้ดเปิดสาขาแรกของ “Chiho Ramen” ที่โลตัส สุขุมวิท 50 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ร็อคส์ กรุ๊ป ของพีช พชร จิราธิวัฒน์ เตรียมพา “Sanmai Ramen” จากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ ที่เซ็นทรัลลาดพร้าวในวันที่ 13 พฤศจิกายน ขณะที่เครือเอ็มเคเตรียมส่ง “Tora Ramen” ตามมา
.
ความเคลื่อนไหวพร้อมกันของกลุ่มทุนใหญ่ครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดว่า ราเมงได้ขยับจากเมนูหนึ่งในร้านอาหารญี่ปุ่น กลายเป็นเซกเมนต์ที่รายใหญ่ต้องลงมาแข่งขันเต็มตัว
.
[ หมดยุค General Japanese ตลาดลงลึกถึงระดับเซกเมนต์ ]
.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดราเมงในไทยแทบไม่มีความเคลื่อนไหวใหญ่ หลังยุคที่ “ราเมงข้อสอบ” สร้างกระแสให้คนไทยต่อคิวกิน กลุ่มทุนหลายรายเคยพยายามนำแบรนด์ราเมงเข้ามาปักหลัก แต่ส่วนใหญ่ไปได้ไม่ไกล อย่างตัน ภาสกรนที เคยเปิด “ราเมน แชมเปี้ยน” ที่ทองหล่อเมื่อปี 2553 โดยรวมร้านราเมงจากญี่ปุ่น 6 ร้านไว้ในที่เดียว ขณะที่ “ชาบูตง ราเมน” ในเครือ CRG ปิดสาขาสุดท้ายในไทยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 หลังทำตลาดมา 16 ปี
.
หากดูตัวเลขขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) จะพบว่าปี 2568 จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยลดลงราว 2.2% เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปีนับตั้งแต่เริ่มสำรวจ ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบครอบจักรวาลที่ขายทุกอย่างตั้งแต่ซูชิ ข้าวหน้า ไปจนถึงราเมง เริ่มแข่งขันได้ยากขึ้น
.
ผลที่ตามมาคือตลาดแตกตัวเป็นเซกเมนต์เฉพาะทาง (Specialty) อย่างชัดเจน ทั้งซูชิ ปิ้งย่าง ชาบู ทงคัตสึ หรือราเมง ร้านที่มีจุดยืนชัดดึงดูดลูกค้าได้ดีกว่า และราเมงคือหนึ่งในเซกเมนต์ที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ เพราะเป็นอาหารที่คนไทยกินได้บ่อย และยังมีช่องว่างให้แบรนด์ใหม่เติบโตอีกมาก
.
[ วิเคราะห์ 4 ปัจจัยที่ทำให้ตลาดราเมงกลับมาเดือด ]
.
1. ราคา อาหารญี่ปุ่นวันนี้กลายเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน (Routine Food) ไปแล้ว แต่ถ้าราคายังสูง ความถี่ในการกลับมากินซ้ำจะต่ำ การตั้งราคาเริ่มต้นต่ำกว่าหรือใกล้เคียง 100 บาท ช่วยให้ราเมงขึ้นมาเป็นตัวเลือกของมื้อปกติ เทียบชั้นกับก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารตามสั่ง ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคระวังการใช้จ่าย ราคาที่เอื้อมถึงยิ่งสำคัญ
.
2. คนไทยรู้จักราเมงลึกขึ้น ผู้บริโภคไทยแยกความแตกต่างของน้ำซุปทงคตสึ โชยุ ชิโอะ และมิโสะได้ดีขึ้น พร้อมเปิดรับ Ramen Specialty ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อลูกค้ามีความรู้ แบรนด์ก็เล่นกับความเฉพาะทางได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราเมงเส้นสด หรือราเมงคราฟต์
.
3. ช่องว่างในตลาดแมส ตลาดราเมงราคาต่ำกว่าร้อยหรือร้อยต้นๆ เคยเป็นพื้นที่ของสตรีทราเมงและร้านในคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีเพียง 1–2 สาขา ส่วนเชนที่มีเครือข่ายทั่วประเทศและเป็นเจ้าตลาดมีอยู่รายเดียวที่ทุกคนรู้จักกันดี คือ “ฮะจิบัง ราเมน” เมื่อเห็นว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีจำนวนมากและยินดีจ่าย ช่องว่างนี้จึงดึงดูดเชนใหญ่ให้เข้ามาชิงส่วนแบ่ง
.
ธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประเมินโครงสร้างตลาดนี้ไว้ว่า “ตลาดราเมงผมเชื่อว่าน่าจะอยู่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ผู้เล่นรายย่อยมีเยอะ ส่วนรายใหญ่จริงๆ มีอยู่เจ้าเดียว หลายครั้งสิ่งที่คนมองหาคือแบรนด์ที่มีความ consistency ในการบริหารจัดการ เมื่อเราเข้ามาในตลาดตรงนี้ เราเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นานในการเติบโต”
.
4. โลเคชั่น คอมมูนิตี้มอลล์คือสปริงบอร์ด คอมมูนิตี้มอลล์ที่ผุดขึ้นทั่วประเทศทำให้ร้านราเมงไม่ต้องกระจุกอยู่ในห้างใหญ่อีกต่อไป ทำเลใกล้ชุมชน เข้าถึงง่าย ค่าเช่าต่ำกว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้ราเมงทานง่าย ทานได้ทุกวัน เชนใหญ่ยังขยายทำเลออกไปไกลกว่านั้น อย่าง Chiho Ramen ของไมเนอร์ ฟู้ด ที่จับมือกับ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ในรูปแบบ Corporate Franchise โดย OR ได้สิทธิ์ขยายสาขา Chiho Ramen ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station แต่เพียงผู้เดียว
.
[ สัญญาณจากรายใหญ่ และสิ่งที่ต้องจับตา ]
.
อาหารญี่ปุ่นวันนี้กลายเป็นอาหารในชีวิตประจำวันอย่างเต็มตัว คนไทยกินอาหารญี่ปุ่นได้ทุกวัน และราคาคือตัวแปรที่ทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้น ถ้าราคาสูง โอกาสที่คนจะกินบ่อยก็ยิ่งน้อยลง ขณะเดียวกัน ยุคของร้านอาหารญี่ปุ่นแบบ General Japanese กำลังผ่านไป ร้านที่ไม่มีจุดยืนชัดเจนจะอยู่รอดได้ยาก การลงลึกระดับเซกเมนต์คือกุญแจสำคัญ และตลาดราเมงสะท้อนภาพนี้ได้ชัดที่สุด
.
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือการขยับตัวของเจ้าตลาดอย่างฮะจิบัง ราเมน ว่าจะออกสินค้าใหม่ (New Product Development) หรือปรับกลยุทธ์ราคาอย่างไรเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ท่ามกลางคู่แข่งที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อการแข่งขันดุเดือดขึ้น ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือผู้บริโภค ที่จะได้กินราเมงคุณภาพดีในราคาที่จ่ายได้ทุกวัน…
ที่มา :BrandAgeOnline
ราเมงหลักร้อย จุดชนวนสมรภูมิใหม่ เมื่อรายใหญ่แห่ลงสนาม ท้าชน “ฮะจิบัง”
ราเมงชามละไม่ถึงร้อยเปลี่ยนเกมตลาดอาหารญี่ปุ่น หลังสตรีทราเมงจุดกระแส เชนใหญ่ทั้งไมเนอร์ ฟู้ด, โออิชิ, ยูซุ กรุ๊ป, ร็อคส์ กรุ๊ป และเอ็มเค พาเหรดตบเท้าเข้ามาลงสนาม ชิงส่วนแบ่งตลาด 8,000 ล้าน พร้อมจับตาเจ้าตลาดอย่างฮะจิบังจะขยับอย่างไร
.
ปลายปีนี้ตลาดราเมงในไทยคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ไมเนอร์ ฟู้ดเปิดสาขาแรกของ “Chiho Ramen” ที่โลตัส สุขุมวิท 50 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ร็อคส์ กรุ๊ป ของพีช พชร จิราธิวัฒน์ เตรียมพา “Sanmai Ramen” จากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ ที่เซ็นทรัลลาดพร้าวในวันที่ 13 พฤศจิกายน ขณะที่เครือเอ็มเคเตรียมส่ง “Tora Ramen” ตามมา
.
ความเคลื่อนไหวพร้อมกันของกลุ่มทุนใหญ่ครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดว่า ราเมงได้ขยับจากเมนูหนึ่งในร้านอาหารญี่ปุ่น กลายเป็นเซกเมนต์ที่รายใหญ่ต้องลงมาแข่งขันเต็มตัว
.
[ หมดยุค General Japanese ตลาดลงลึกถึงระดับเซกเมนต์ ]
.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดราเมงในไทยแทบไม่มีความเคลื่อนไหวใหญ่ หลังยุคที่ “ราเมงข้อสอบ” สร้างกระแสให้คนไทยต่อคิวกิน กลุ่มทุนหลายรายเคยพยายามนำแบรนด์ราเมงเข้ามาปักหลัก แต่ส่วนใหญ่ไปได้ไม่ไกล อย่างตัน ภาสกรนที เคยเปิด “ราเมน แชมเปี้ยน” ที่ทองหล่อเมื่อปี 2553 โดยรวมร้านราเมงจากญี่ปุ่น 6 ร้านไว้ในที่เดียว ขณะที่ “ชาบูตง ราเมน” ในเครือ CRG ปิดสาขาสุดท้ายในไทยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 หลังทำตลาดมา 16 ปี
.
หากดูตัวเลขขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) จะพบว่าปี 2568 จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยลดลงราว 2.2% เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปีนับตั้งแต่เริ่มสำรวจ ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบครอบจักรวาลที่ขายทุกอย่างตั้งแต่ซูชิ ข้าวหน้า ไปจนถึงราเมง เริ่มแข่งขันได้ยากขึ้น
.
ผลที่ตามมาคือตลาดแตกตัวเป็นเซกเมนต์เฉพาะทาง (Specialty) อย่างชัดเจน ทั้งซูชิ ปิ้งย่าง ชาบู ทงคัตสึ หรือราเมง ร้านที่มีจุดยืนชัดดึงดูดลูกค้าได้ดีกว่า และราเมงคือหนึ่งในเซกเมนต์ที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ เพราะเป็นอาหารที่คนไทยกินได้บ่อย และยังมีช่องว่างให้แบรนด์ใหม่เติบโตอีกมาก
.
[ วิเคราะห์ 4 ปัจจัยที่ทำให้ตลาดราเมงกลับมาเดือด ]
.
1. ราคา อาหารญี่ปุ่นวันนี้กลายเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน (Routine Food) ไปแล้ว แต่ถ้าราคายังสูง ความถี่ในการกลับมากินซ้ำจะต่ำ การตั้งราคาเริ่มต้นต่ำกว่าหรือใกล้เคียง 100 บาท ช่วยให้ราเมงขึ้นมาเป็นตัวเลือกของมื้อปกติ เทียบชั้นกับก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารตามสั่ง ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคระวังการใช้จ่าย ราคาที่เอื้อมถึงยิ่งสำคัญ
.
2. คนไทยรู้จักราเมงลึกขึ้น ผู้บริโภคไทยแยกความแตกต่างของน้ำซุปทงคตสึ โชยุ ชิโอะ และมิโสะได้ดีขึ้น พร้อมเปิดรับ Ramen Specialty ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อลูกค้ามีความรู้ แบรนด์ก็เล่นกับความเฉพาะทางได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราเมงเส้นสด หรือราเมงคราฟต์
.
3. ช่องว่างในตลาดแมส ตลาดราเมงราคาต่ำกว่าร้อยหรือร้อยต้นๆ เคยเป็นพื้นที่ของสตรีทราเมงและร้านในคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีเพียง 1–2 สาขา ส่วนเชนที่มีเครือข่ายทั่วประเทศและเป็นเจ้าตลาดมีอยู่รายเดียวที่ทุกคนรู้จักกันดี คือ “ฮะจิบัง ราเมน” เมื่อเห็นว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีจำนวนมากและยินดีจ่าย ช่องว่างนี้จึงดึงดูดเชนใหญ่ให้เข้ามาชิงส่วนแบ่ง
.
ธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประเมินโครงสร้างตลาดนี้ไว้ว่า “ตลาดราเมงผมเชื่อว่าน่าจะอยู่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ผู้เล่นรายย่อยมีเยอะ ส่วนรายใหญ่จริงๆ มีอยู่เจ้าเดียว หลายครั้งสิ่งที่คนมองหาคือแบรนด์ที่มีความ consistency ในการบริหารจัดการ เมื่อเราเข้ามาในตลาดตรงนี้ เราเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นานในการเติบโต”
.
4. โลเคชั่น คอมมูนิตี้มอลล์คือสปริงบอร์ด คอมมูนิตี้มอลล์ที่ผุดขึ้นทั่วประเทศทำให้ร้านราเมงไม่ต้องกระจุกอยู่ในห้างใหญ่อีกต่อไป ทำเลใกล้ชุมชน เข้าถึงง่าย ค่าเช่าต่ำกว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้ราเมงทานง่าย ทานได้ทุกวัน เชนใหญ่ยังขยายทำเลออกไปไกลกว่านั้น อย่าง Chiho Ramen ของไมเนอร์ ฟู้ด ที่จับมือกับ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ในรูปแบบ Corporate Franchise โดย OR ได้สิทธิ์ขยายสาขา Chiho Ramen ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station แต่เพียงผู้เดียว
.
[ สัญญาณจากรายใหญ่ และสิ่งที่ต้องจับตา ]
.
อาหารญี่ปุ่นวันนี้กลายเป็นอาหารในชีวิตประจำวันอย่างเต็มตัว คนไทยกินอาหารญี่ปุ่นได้ทุกวัน และราคาคือตัวแปรที่ทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้น ถ้าราคาสูง โอกาสที่คนจะกินบ่อยก็ยิ่งน้อยลง ขณะเดียวกัน ยุคของร้านอาหารญี่ปุ่นแบบ General Japanese กำลังผ่านไป ร้านที่ไม่มีจุดยืนชัดเจนจะอยู่รอดได้ยาก การลงลึกระดับเซกเมนต์คือกุญแจสำคัญ และตลาดราเมงสะท้อนภาพนี้ได้ชัดที่สุด
.
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือการขยับตัวของเจ้าตลาดอย่างฮะจิบัง ราเมน ว่าจะออกสินค้าใหม่ (New Product Development) หรือปรับกลยุทธ์ราคาอย่างไรเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ท่ามกลางคู่แข่งที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อการแข่งขันดุเดือดขึ้น ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือผู้บริโภค ที่จะได้กินราเมงคุณภาพดีในราคาที่จ่ายได้ทุกวัน…
ที่มา :BrandAgeOnline