"มะเร็งอาจมีกลไกเอาตัวรอดที่ดุร้าย แต่วิวัฒนาการก็มอบ "อาวุธธรรมชาติ" ซ่อนไว้ในต้นกล้าสีเขียวจิ๋วๆ ให้เราใช้ป้องกันตัวเองเช่นกัน"
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1990s ในขณะที่สถาบันวิจัยทั่วโลกกำลังทุ่มเงินมหาศาลไปกับการตามล่าหา "ยารักษามะเร็ง" (เพื่อทำลายก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นแล้ว)
แต่ภายในอาคารวิจัยของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University)
ดร. พอล ทาลาเลย์ (Dr. Paul Talalay) นักเภสัชวิทยาผู้มีวิสัยทัศน์เฉียบคม กลับเลือกที่จะเดินสวนทาง...
เขาตั้งเป้าหมายไปที่การตามล่า
"ยาป้องกันมะเร็ง"
ทาลาเลย์ไม่ได้เริ่มต้นจากความว่างเปล่า เขาได้รับแรงบันดาลใจจากสถิติทางระบาดวิทยาของโลกที่ชี้ชัดว่า
"ผู้ที่บริโภคพืชผักเป็นประจำมีอัตราเสี่ยงโรคมะเร็งต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
"
ประกอบกับได้รับแรงบันดาลใจจาก
ดร. ลี วัทเทนเบิร์ก (Dr. Lee Wattenberg) บิดาแห่งเคมีป้องกันมะเร็ง (Chemoprevention) ผู้บุกเบิกการทดลองในยุค 1970s จนพบว่า พืชตระกูลกะหล่ำสามารถกระตุ้น "เอนไซม์ล้างพิษ" ในตับของหนูทดลองได้ และทำให้พวกมันทนทานต่อสารก่อมะเร็งได้อย่างน่าทึ่ง
วัทเทนเบิร์กพิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า "กะหล่ำมีดี" แต่ปริศนาชิ้นใหญ่ที่ยังไม่มีใครตอบได้ในตอนนั้นคือ...
"สารเคมีโมเลกุลใดกันแน่ที่เป็นพระเอกตัวจริง?"
เพื่อตามหากุญแจลับที่ซ่อนอยู่ ทาลาเลย์และทีมนักวิจัย (รวมถึง ดร. เยว่เฉิง จาง) ได้เปลี่ยนห้องแล็บให้กลายเป็นจุดคัดกรองสารสกัดจากพืชนับร้อยชนิด พวกเขาหยดสารสกัดเหล่านั้นลงในเซลล์ทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเฟ้นหาโมเลกุลเดียวที่ทรงอานุภาพที่สุดในการปลุกระบบป้องกันภัยของเซลล์
จนกระทั่งการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ก็บังเกิดขึ้น...
พวกเขาพบ "ขุมทรัพย์สีเขียว" ที่ไม่ได้ซ่อนอยู่ในผักใบใหญ่โตเต็มวัย แต่มันอัดแน่นอยู่ใน
"ต้นอ่อนบล็อกโคลีอายุเพียง 3 วัน" (Broccoli Sprouts) ซึ่งมีสารตั้งต้นเข้มข้นกว่าบล็อกโคลีทั่วไปถึง 20-50 เท่า!
สารต้านมะเร็งตัวนั้นมีชื่อว่า...
Sulforaphane (ซัลโฟราแฟน)
ทาลาเลย์รู้ทันทีว่าพวกเขากำลังถืออาวุธธรรมชาติชิ้นสำคัญ ที่ไม่ได้มีฤทธิ์แค่ฆ่าเชื้อโรคแบบยาทั่วไป
แต่มันคือ
"กุญแจโมเลกุล" ที่สามารถไขเข้าไปแทรกแซงดีเอ็นเอ ปลุกระบบป้องกันเซลล์ระดับลึกที่สุดให้ตื่นขึ้น เพื่อกวาดล้างการอักเสบและตัดวงจรการสร้างหลอดเลือดใหม่ของมะเร็งได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น!
ผลกระทบของงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้จบลงแค่ในห้องสมุดวิชาการ แต่เมื่อ ดร. ทาลาเลย์ ตีพิมพ์การค้นพบเรื่อง
"ต้นอ่อนบล็อกโคลีอายุ 3 วัน" ในปี 1997 มันได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกใน 3 มิติที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน:
★ ปรากฏการณ์ "เมล็ดบล็อกโคลีขาดแคลนทั่วโลก" (The Broccoli Craze) ★
เมื่อหนังสือพิมพ์
The New York Times นำผลงานวิจัยนี้ไปตีพิมพ์พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือความโกลาหลในซูเปอร์มาร์เก็ต ต้นอ่อนบล็อกโคลีทั่วอเมริกาถูกกวาดซื้อเกลี้ยงชั้นวางภายในไม่กี่ชั่วโมง
ผู้คนแห่ไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาเพาะเองจนถึงขั้นที่
"เมล็ดบล็อกโคลีขาดตลาดทั่วโลก" นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์ไม่ได้มองผักในฐานะเพียงสลัดจานเคียง แต่มองมันในฐานะ
"ยาอายุวัฒนะ" ที่ต้องตามล่ามาครอบครอง
★ กำเนิดศาสตร์แห่ง "โภชนพันธุศาสตร์" (Nutrigenomics) ★
แต่เดิมวงการแพทย์มองผักว่ามีประโยชน์แค่เพราะมันมีวิตามินและกากใย แต่เปเปอร์ของทาลาเลย์ได้ทำลายกรอบความคิดนั้นทิ้ง เขาพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สารพฤกษเคมีในอาหารทำหน้าที่เป็น
"กุญแจโมเลกุล" ที่สามารถเจาะทะลวงเข้าไปในเซลล์ เพื่อไป "สับสวิตช์เปิด-ปิดยีน" (Epigenetics) ได้โดยตรง
การค้นพบนี้ได้เปิดประตูให้เกิดการทดลองทางคลินิกตามมาอีกนับพันชิ้น เพื่อนำ Sulforaphane ไปสู้กับมลพิษ PM2.5, การอักเสบเรื้อรัง และความชราของเซลล์
★ สงครามสิทธิบัตรแห่ง Johns Hopkins (The Sprout Patent War) ★
ความทรงพลังของ Sulforaphane นำมาซึ่งมิติด้านธุรกิจที่ดุเดือด เมื่อมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ตระหนักว่ากระบวนการเพาะต้นอ่อนนี้มีมูลค่ามหาศาล พวกเขาจึงพยายามจด
"สิทธิบัตร" กระบวนการเพาะต้นอ่อนบล็อกโคลีต้านมะเร็ง และตั้งบริษัทขึ้นมาไล่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเกษตรกรทั่วอเมริกา
แม้ในท้ายที่สุด
ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้สิทธิบัตรดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องจากกระบวนการเพาะและบริโภคต้นอ่อนเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว (prior art) และการค้นพบคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ตามธรรมชาติของพืชไม่ทำให้กระบวนการนั้นสามารถขอรับสิทธิบัตรได้
แต่มหากาพย์คดีนี้ก็สะท้อนให้เห็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและการแพทย์อันมหาศาลของ
"สารพฤกษเคมีตัวนี้" ได้อย่างชัดเจน
กลยุทธ์ป้องกันมะเร็ง ตอนที่ 4 รหัสลับต้านมะเร็งจิ๋ว ในต้นอ่อนพืชอายุ 3 วัน
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1990s ในขณะที่สถาบันวิจัยทั่วโลกกำลังทุ่มเงินมหาศาลไปกับการตามล่าหา "ยารักษามะเร็ง" (เพื่อทำลายก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นแล้ว)
แต่ภายในอาคารวิจัยของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) ดร. พอล ทาลาเลย์ (Dr. Paul Talalay) นักเภสัชวิทยาผู้มีวิสัยทัศน์เฉียบคม กลับเลือกที่จะเดินสวนทาง...
เขาตั้งเป้าหมายไปที่การตามล่า "ยาป้องกันมะเร็ง"
ทาลาเลย์ไม่ได้เริ่มต้นจากความว่างเปล่า เขาได้รับแรงบันดาลใจจากสถิติทางระบาดวิทยาของโลกที่ชี้ชัดว่า "ผู้ที่บริโภคพืชผักเป็นประจำมีอัตราเสี่ยงโรคมะเร็งต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ"
ประกอบกับได้รับแรงบันดาลใจจาก ดร. ลี วัทเทนเบิร์ก (Dr. Lee Wattenberg) บิดาแห่งเคมีป้องกันมะเร็ง (Chemoprevention) ผู้บุกเบิกการทดลองในยุค 1970s จนพบว่า พืชตระกูลกะหล่ำสามารถกระตุ้น "เอนไซม์ล้างพิษ" ในตับของหนูทดลองได้ และทำให้พวกมันทนทานต่อสารก่อมะเร็งได้อย่างน่าทึ่ง
วัทเทนเบิร์กพิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า "กะหล่ำมีดี" แต่ปริศนาชิ้นใหญ่ที่ยังไม่มีใครตอบได้ในตอนนั้นคือ... "สารเคมีโมเลกุลใดกันแน่ที่เป็นพระเอกตัวจริง?"
เพื่อตามหากุญแจลับที่ซ่อนอยู่ ทาลาเลย์และทีมนักวิจัย (รวมถึง ดร. เยว่เฉิง จาง) ได้เปลี่ยนห้องแล็บให้กลายเป็นจุดคัดกรองสารสกัดจากพืชนับร้อยชนิด พวกเขาหยดสารสกัดเหล่านั้นลงในเซลล์ทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเฟ้นหาโมเลกุลเดียวที่ทรงอานุภาพที่สุดในการปลุกระบบป้องกันภัยของเซลล์
จนกระทั่งการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ก็บังเกิดขึ้น...
พวกเขาพบ "ขุมทรัพย์สีเขียว" ที่ไม่ได้ซ่อนอยู่ในผักใบใหญ่โตเต็มวัย แต่มันอัดแน่นอยู่ใน "ต้นอ่อนบล็อกโคลีอายุเพียง 3 วัน" (Broccoli Sprouts) ซึ่งมีสารตั้งต้นเข้มข้นกว่าบล็อกโคลีทั่วไปถึง 20-50 เท่า!
สารต้านมะเร็งตัวนั้นมีชื่อว่า... Sulforaphane (ซัลโฟราแฟน)
ทาลาเลย์รู้ทันทีว่าพวกเขากำลังถืออาวุธธรรมชาติชิ้นสำคัญ ที่ไม่ได้มีฤทธิ์แค่ฆ่าเชื้อโรคแบบยาทั่วไป
แต่มันคือ "กุญแจโมเลกุล" ที่สามารถไขเข้าไปแทรกแซงดีเอ็นเอ ปลุกระบบป้องกันเซลล์ระดับลึกที่สุดให้ตื่นขึ้น เพื่อกวาดล้างการอักเสบและตัดวงจรการสร้างหลอดเลือดใหม่ของมะเร็งได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น!
ผลกระทบของงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้จบลงแค่ในห้องสมุดวิชาการ แต่เมื่อ ดร. ทาลาเลย์ ตีพิมพ์การค้นพบเรื่อง "ต้นอ่อนบล็อกโคลีอายุ 3 วัน" ในปี 1997 มันได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกใน 3 มิติที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน:
★ ปรากฏการณ์ "เมล็ดบล็อกโคลีขาดแคลนทั่วโลก" (The Broccoli Craze) ★
เมื่อหนังสือพิมพ์ The New York Times นำผลงานวิจัยนี้ไปตีพิมพ์พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือความโกลาหลในซูเปอร์มาร์เก็ต ต้นอ่อนบล็อกโคลีทั่วอเมริกาถูกกวาดซื้อเกลี้ยงชั้นวางภายในไม่กี่ชั่วโมง
ผู้คนแห่ไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาเพาะเองจนถึงขั้นที่ "เมล็ดบล็อกโคลีขาดตลาดทั่วโลก" นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์ไม่ได้มองผักในฐานะเพียงสลัดจานเคียง แต่มองมันในฐานะ "ยาอายุวัฒนะ" ที่ต้องตามล่ามาครอบครอง
★ กำเนิดศาสตร์แห่ง "โภชนพันธุศาสตร์" (Nutrigenomics) ★
แต่เดิมวงการแพทย์มองผักว่ามีประโยชน์แค่เพราะมันมีวิตามินและกากใย แต่เปเปอร์ของทาลาเลย์ได้ทำลายกรอบความคิดนั้นทิ้ง เขาพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สารพฤกษเคมีในอาหารทำหน้าที่เป็น "กุญแจโมเลกุล" ที่สามารถเจาะทะลวงเข้าไปในเซลล์ เพื่อไป "สับสวิตช์เปิด-ปิดยีน" (Epigenetics) ได้โดยตรง
การค้นพบนี้ได้เปิดประตูให้เกิดการทดลองทางคลินิกตามมาอีกนับพันชิ้น เพื่อนำ Sulforaphane ไปสู้กับมลพิษ PM2.5, การอักเสบเรื้อรัง และความชราของเซลล์
★ สงครามสิทธิบัตรแห่ง Johns Hopkins (The Sprout Patent War) ★
ความทรงพลังของ Sulforaphane นำมาซึ่งมิติด้านธุรกิจที่ดุเดือด เมื่อมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ตระหนักว่ากระบวนการเพาะต้นอ่อนนี้มีมูลค่ามหาศาล พวกเขาจึงพยายามจด "สิทธิบัตร" กระบวนการเพาะต้นอ่อนบล็อกโคลีต้านมะเร็ง และตั้งบริษัทขึ้นมาไล่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเกษตรกรทั่วอเมริกา
แม้ในท้ายที่สุด ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้สิทธิบัตรดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องจากกระบวนการเพาะและบริโภคต้นอ่อนเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว (prior art) และการค้นพบคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ตามธรรมชาติของพืชไม่ทำให้กระบวนการนั้นสามารถขอรับสิทธิบัตรได้
แต่มหากาพย์คดีนี้ก็สะท้อนให้เห็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและการแพทย์อันมหาศาลของ "สารพฤกษเคมีตัวนี้" ได้อย่างชัดเจน