จขกท.จะแทรกความเห็นของจขกท.ในระหว่างบทสนทนา โดยจะไฮไลท์ตัวหนังสือสีเหลืองแบบนี้นะ
อ.อ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ที่ อ.วิสนทนากับท่านอาจารย์ มีประโยชน์มากๆ แล้วก็มีข้อธรรมที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์มากมาย แต่ก็จะขอสัก ๒ ประการครับ วันนี้ อ.วิได้กราบสนทนากับท่านอาจารย์ตั้งแต่ในเรื่องของกิเลสอกุศล แล้วก็ในเรื่องของคุณความดี ซึ่งเป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน
ในประการแรก ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เห็นโทษของอกุศลแม้เล็กน้อย แต่ว่าคนทั่วๆ ไปที่เขาคิดว่า อยากจะละกิเลสอกุศล ก็ดูว่าดีนะครับ แต่เขาจะมุ่งไปถึงการละอกุศลใหญ่ๆ เช่น การที่จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ อะไรอย่างนี้ครับ
แต่ว่า ท่านอาจารย์กล่าวว่า เห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย ต้องเห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย ซึ่งตรงข้ามกับทั่วๆ ไป ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคนดีที่มุ่งที่จะละกิเลสอกุศลใหญ่ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น ความสำคัญของการที่จะเห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย คืออย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: เล็กน้อยจึงเป็นกิเลสที่ใหญ่ได้ใช่ไหม!! ทีละเล็กทีละน้อย ไม่อย่างนั้นใหญ่จะมาจากไหน?
อ.อ: อันนี้ก็ข้อหนึ่งนะครับ ท่านอาจารย์จะอธิบายขยายความยกตัวอย่างของกิเลสแม้เล็กน้อยที่เป็นโทษได้ไหมครับ
ท่านอาจารย์: โกรธไหม?
อ.อ: โกรธครับ
ท่านอาจารย์: แล้วทำอะไร?
อ.อ: ก็แล้วแต่กำลังของความโกรธ ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม มาจากกิเลสเพียงเล็กน้อยใช่ไหมที่ยังไม่ทันทำอะไร ก็เพียงโกรธ กับถึงระดับนั้น!!
อ.อ: ท่านอาจารย์กล่าวตรงนี้ผมก็คิดถึงตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างเช่น ท่านพระเทวทัตที่โกรธพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ไม่ทรงทอดพระเนตรท่านโดยตรงบ้างอะไรอย่างนี้ แล้วก็เลยกลายเป็นเหตุให้บานปลายลุกลามให้ทำอกุศลกรรมต่างๆ มากมายนะครับ อนันตริยกรรมต่างๆ ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างได้ชัดเลย โกรธ โกรธเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นโกรธที่ใหญ่ขึ้นครับ
ท่านอาจารย์ครับ แล้วอะไรจะเป็นเหตุปัจจัยให้เห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อยล่ะครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้ว่า ไม่มีเราเลย เป็นแต่เพียงธรรม จะค่อยๆ ละคลายที่จะโกรธไหม?
อ.อ: ตรงนี้สำคัญมากเลย ไม่ครับ
การที่คนรักษาศีลก็เพราะมีสัมมาทิฏฐิในเรื่องกรรมและวิบาก และเกิดหิริโอตัปปะ ดังนั้นการมีสัมมาทิฏฐิและหิริโอตัปปะ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อย แม้จะยังไม่รู้แจ้งขันธ์ ๕ ตามจริง ซึ่งไม่รู้ชาตินี้และชาติต่อๆไปจะรู้ไหม แต่การที่มีคนเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด และดื่มสุรายาเมา ย่อมเป็นเรื่องที่ควรอนุโมทนาและไม่เอาเรื่องอนัตตามางัดแย้ง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตราบใดที่เป็นเรา ห้ามไม่ได้ที่จะมีกิเลส เพิ่มขึ้นๆ เพราะเป็นเราก็เป็นกิเลสแล้ว หนาแน่นเหนียวแน่นด้วย
ห้ามไม่ได้ที่จะมีกิเลส แต่ไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้เลยและอ้างว่าจะต้องรู้แจ้งว่าไม่มีเราก่อนเท่านั้น เพราะกิเลสไม่ใช่ของเที่ยง ไม่ใช่เราของเรา จึงสามารถทำอะไรกับกิเลสได้ตั้งแต่การป้องกันจนถึงการละ พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องสัมมัปปธาน ๔ คือ
๑.การเพียรระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้นด้วยการสำรวมอินทรีย์ เป็นต้น
๒.เพียรละกำจัดบาปอกุศลที่เกิดขึ้นมาแล้ว เช่นตั้งสติ โยนิโสฯ
๓.เพียรอบรมทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เช่น ทาน ศีล ภาวนา
๔.เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นให้ตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย และเจริญงอกงาม
อ.อ: โอ้โห! เป็นคำตอบที่ตรงเป๊ะ ที่เราก็อาจคิดไม่ถึงในความจริงตรงนี้ เพราะฉะนั้น ผมทวนความเข้าใจอีกทีครับว่า การที่จะเห็นกิเลสแม้เล็กน้อยได้นี่ครับ ก็ต้องเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏที่เป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ครับ ความเป็นเรานี่ครับ ทำให้ไม่เห็นกิเลสอย่างไรบ้างครับ
ท่านอาจารย์: ขอโทษนะ แค่เป็นเราก็เป็นกิเลสแล้วใช่ไหม!!
อ.อ: เป็นเราก็เป็นกิเลสแล้วครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจะไปเห็นโทษกิเลสอื่นไหมล่ะ? แม้กิเลสที่เป็นเรายังไม่เห็นเลย!!
อ.อ: ครับ ท่านอาจารย์ยิงตรงเป้ามากเลย เพราะในขณะที่เป็นเราด้วยความติดข้อง ขณะนั้นก็ไม่เห็นหรอก เพราะว่าความไม่รู้ซึ่งเป็นความไม่ดีตัวใหญ่ที่สนทนาไปตั้งแต่วันศุกร์ที่สมาคม ขณะที่เป็นเราหรือความสำคัญตน ขณะนั้นเราเฟื่องฟูมาก ตัวเราขณะนั้นก็ไม่เห็น และโดยเฉพาะถ้าเป็นความเป็นเราด้วยความเห็นผิด ก็ยิ่งมีทั้งโลภะ มีโมหะนะครับ อันนี้เห็นชัดมากเลยครับท่านอาจารย์
เพราะฉะนั้น ก็ซาบซึ้งในคำตอบตรงนี้ว่า กิเลสทั้งหลายที่มากมายขึ้น เพราะไม่เห็นโทษของกิเลสได้เลย ซึ่งตรงข้ามกับคนที่คิดทั่วๆ ไป ก็มุ่งไปที่จะรักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่เห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย และการที่จะเห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อยได้จริงๆ ก็ต้องเป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏที่จะละคลายความเป็นเรา เพราะความเป็นเรานั้นก็เป็นกิเลส แล้วจะไปละอะไร!!
เพราะเห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อยนั่นละ จึงมีการรักษาศีล และไม่ใช่ว่าการรักษาศีลจะเป็นไปไม่ได้แม้ยังมีสักกายทิฏฐิ อันเป็นสังโยชน์ที่ละได้ยากกว่า และในความเป็นจริงสักกายทิฏฐิก็ไม่ใช่กิเลสเพียงเล็กน้อยด้วย ถ้ายังฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯ ทำตามกิเลสอยู่ เห็นว่ากิเลสเป็นของเที่ยงทำอะไรไม่ได้เลย ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนาแน่นที่สุด แล้วจะไปอบรมเจริญปัญญาด้วยการฟังธรรมอย่างเดียวเพื่อสะสมความเข้าใจถูก(?)ว่าไม่มีเรา จะเป็นไปได้อย่างไร
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในการเกื้อกูลสั้นๆ ตรงนี้ครับ
สุดท้ายจขกท.ขอฝากไว้สั้นๆว่า ในการแสดงธรรมเรื่องศีลของพระพุทธเจ้านั้น มีหรือที่จะเอาเรื่องอนัตตามาคอยงัดแย้ง พระองค์มีแต่บอกประโยชน์ในการรักษาศีล และโทษในการไม่รักษาศีล การฟังธรรมหากไม่ฟังจากสัตบุรุษ ก็มีแต่จะพอกพูนมิจฉาทิฏฐิยิ่งขึ้นไป แม้แต่เรื่องกรรมและผลของกรรมก็ยังขาดปัญญาจนไม่ให้ความสำคัญ แต่นั่งฝันหวานที่จะฟังธรรมจนรู้แจ้งอนัตตางั้นหรือ
✅❌ถูกผิดประการใด👉 ถ้าไม่รู้ว่าไม่มีเรา เป็นเพียงแต่ธรรม จะค่อยๆละคลายที่จะโกรธไหม ไม่เลย
อ.อ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ที่ อ.วิสนทนากับท่านอาจารย์ มีประโยชน์มากๆ แล้วก็มีข้อธรรมที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์มากมาย แต่ก็จะขอสัก ๒ ประการครับ วันนี้ อ.วิได้กราบสนทนากับท่านอาจารย์ตั้งแต่ในเรื่องของกิเลสอกุศล แล้วก็ในเรื่องของคุณความดี ซึ่งเป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน
ในประการแรก ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เห็นโทษของอกุศลแม้เล็กน้อย แต่ว่าคนทั่วๆ ไปที่เขาคิดว่า อยากจะละกิเลสอกุศล ก็ดูว่าดีนะครับ แต่เขาจะมุ่งไปถึงการละอกุศลใหญ่ๆ เช่น การที่จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ อะไรอย่างนี้ครับ
แต่ว่า ท่านอาจารย์กล่าวว่า เห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย ต้องเห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย ซึ่งตรงข้ามกับทั่วๆ ไป ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคนดีที่มุ่งที่จะละกิเลสอกุศลใหญ่ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น ความสำคัญของการที่จะเห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย คืออย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: เล็กน้อยจึงเป็นกิเลสที่ใหญ่ได้ใช่ไหม!! ทีละเล็กทีละน้อย ไม่อย่างนั้นใหญ่จะมาจากไหน?
อ.อ: อันนี้ก็ข้อหนึ่งนะครับ ท่านอาจารย์จะอธิบายขยายความยกตัวอย่างของกิเลสแม้เล็กน้อยที่เป็นโทษได้ไหมครับ
ท่านอาจารย์: โกรธไหม?
อ.อ: โกรธครับ
ท่านอาจารย์: แล้วทำอะไร?
อ.อ: ก็แล้วแต่กำลังของความโกรธ ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม มาจากกิเลสเพียงเล็กน้อยใช่ไหมที่ยังไม่ทันทำอะไร ก็เพียงโกรธ กับถึงระดับนั้น!!
อ.อ: ท่านอาจารย์กล่าวตรงนี้ผมก็คิดถึงตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างเช่น ท่านพระเทวทัตที่โกรธพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ไม่ทรงทอดพระเนตรท่านโดยตรงบ้างอะไรอย่างนี้ แล้วก็เลยกลายเป็นเหตุให้บานปลายลุกลามให้ทำอกุศลกรรมต่างๆ มากมายนะครับ อนันตริยกรรมต่างๆ ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างได้ชัดเลย โกรธ โกรธเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นโกรธที่ใหญ่ขึ้นครับ
ท่านอาจารย์ครับ แล้วอะไรจะเป็นเหตุปัจจัยให้เห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อยล่ะครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้ว่า ไม่มีเราเลย เป็นแต่เพียงธรรม จะค่อยๆ ละคลายที่จะโกรธไหม?
อ.อ: ตรงนี้สำคัญมากเลย ไม่ครับ
การที่คนรักษาศีลก็เพราะมีสัมมาทิฏฐิในเรื่องกรรมและวิบาก และเกิดหิริโอตัปปะ ดังนั้นการมีสัมมาทิฏฐิและหิริโอตัปปะ จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อย แม้จะยังไม่รู้แจ้งขันธ์ ๕ ตามจริง ซึ่งไม่รู้ชาตินี้และชาติต่อๆไปจะรู้ไหม แต่การที่มีคนเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด และดื่มสุรายาเมา ย่อมเป็นเรื่องที่ควรอนุโมทนาและไม่เอาเรื่องอนัตตามางัดแย้ง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตราบใดที่เป็นเรา ห้ามไม่ได้ที่จะมีกิเลส เพิ่มขึ้นๆ เพราะเป็นเราก็เป็นกิเลสแล้ว หนาแน่นเหนียวแน่นด้วย
ห้ามไม่ได้ที่จะมีกิเลส แต่ไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้เลยและอ้างว่าจะต้องรู้แจ้งว่าไม่มีเราก่อนเท่านั้น เพราะกิเลสไม่ใช่ของเที่ยง ไม่ใช่เราของเรา จึงสามารถทำอะไรกับกิเลสได้ตั้งแต่การป้องกันจนถึงการละ พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องสัมมัปปธาน ๔ คือ
๑.การเพียรระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้นด้วยการสำรวมอินทรีย์ เป็นต้น
๒.เพียรละกำจัดบาปอกุศลที่เกิดขึ้นมาแล้ว เช่นตั้งสติ โยนิโสฯ
๓.เพียรอบรมทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เช่น ทาน ศีล ภาวนา
๔.เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นให้ตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย และเจริญงอกงาม
อ.อ: โอ้โห! เป็นคำตอบที่ตรงเป๊ะ ที่เราก็อาจคิดไม่ถึงในความจริงตรงนี้ เพราะฉะนั้น ผมทวนความเข้าใจอีกทีครับว่า การที่จะเห็นกิเลสแม้เล็กน้อยได้นี่ครับ ก็ต้องเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏที่เป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ครับ ความเป็นเรานี่ครับ ทำให้ไม่เห็นกิเลสอย่างไรบ้างครับ
ท่านอาจารย์: ขอโทษนะ แค่เป็นเราก็เป็นกิเลสแล้วใช่ไหม!!
อ.อ: เป็นเราก็เป็นกิเลสแล้วครับ
ท่านอาจารย์: แล้วจะไปเห็นโทษกิเลสอื่นไหมล่ะ? แม้กิเลสที่เป็นเรายังไม่เห็นเลย!!
อ.อ: ครับ ท่านอาจารย์ยิงตรงเป้ามากเลย เพราะในขณะที่เป็นเราด้วยความติดข้อง ขณะนั้นก็ไม่เห็นหรอก เพราะว่าความไม่รู้ซึ่งเป็นความไม่ดีตัวใหญ่ที่สนทนาไปตั้งแต่วันศุกร์ที่สมาคม ขณะที่เป็นเราหรือความสำคัญตน ขณะนั้นเราเฟื่องฟูมาก ตัวเราขณะนั้นก็ไม่เห็น และโดยเฉพาะถ้าเป็นความเป็นเราด้วยความเห็นผิด ก็ยิ่งมีทั้งโลภะ มีโมหะนะครับ อันนี้เห็นชัดมากเลยครับท่านอาจารย์
เพราะฉะนั้น ก็ซาบซึ้งในคำตอบตรงนี้ว่า กิเลสทั้งหลายที่มากมายขึ้น เพราะไม่เห็นโทษของกิเลสได้เลย ซึ่งตรงข้ามกับคนที่คิดทั่วๆ ไป ก็มุ่งไปที่จะรักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่เห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อย และการที่จะเห็นโทษของกิเลสแม้เล็กน้อยได้จริงๆ ก็ต้องเป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏที่จะละคลายความเป็นเรา เพราะความเป็นเรานั้นก็เป็นกิเลส แล้วจะไปละอะไร!!
เพราะเห็นโทษของกิเลสแม้เพียงเล็กน้อยนั่นละ จึงมีการรักษาศีล และไม่ใช่ว่าการรักษาศีลจะเป็นไปไม่ได้แม้ยังมีสักกายทิฏฐิ อันเป็นสังโยชน์ที่ละได้ยากกว่า และในความเป็นจริงสักกายทิฏฐิก็ไม่ใช่กิเลสเพียงเล็กน้อยด้วย ถ้ายังฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯ ทำตามกิเลสอยู่ เห็นว่ากิเลสเป็นของเที่ยงทำอะไรไม่ได้เลย ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนาแน่นที่สุด แล้วจะไปอบรมเจริญปัญญาด้วยการฟังธรรมอย่างเดียวเพื่อสะสมความเข้าใจถูก(?)ว่าไม่มีเรา จะเป็นไปได้อย่างไร
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในการเกื้อกูลสั้นๆ ตรงนี้ครับ
สุดท้ายจขกท.ขอฝากไว้สั้นๆว่า ในการแสดงธรรมเรื่องศีลของพระพุทธเจ้านั้น มีหรือที่จะเอาเรื่องอนัตตามาคอยงัดแย้ง พระองค์มีแต่บอกประโยชน์ในการรักษาศีล และโทษในการไม่รักษาศีล การฟังธรรมหากไม่ฟังจากสัตบุรุษ ก็มีแต่จะพอกพูนมิจฉาทิฏฐิยิ่งขึ้นไป แม้แต่เรื่องกรรมและผลของกรรมก็ยังขาดปัญญาจนไม่ให้ความสำคัญ แต่นั่งฝันหวานที่จะฟังธรรมจนรู้แจ้งอนัตตางั้นหรือ