เขย่าสวัสดิการรักษาข้าราชการ เล็งโมเดลประกันกลุ่ม คุมงบฯค่ารักษา 4.5 หมื่นล.

KEY POINTS
รัฐบาลเผชิญปัญหางบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่บานปลาย โดยยอดเบิกจ่ายจริงสูงเกิน 1 แสนล้านบาทต่อปี ทำให้ต้องพิจารณาแนวทางปฏิรูปเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

หนึ่งในแนวทางหลักที่กำลังศึกษาคือการนำระบบประกันสุขภาพกลุ่มจากบริษัทเอกชนมาใช้บริหารจัดการ เพื่อให้สามารถวางแผนและควบคุมงบประมาณได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ตั้งเป้าหมายเบื้องต้นเพื่อลดภาระงบประมาณลงเหลือประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี โดยยังคงสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรักษาพยาบาลของข้าราชการไว้เช่นเดิม

“สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ” เป็นอีกหนึ่งรายจ่ายก้อนใหญ่ของงบประมาณประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ใช้สิทธิและต้นทุนการรักษาพยาบาล โดยปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิทั่วประเทศเกือบ 4.9 ล้านคน ขณะที่ภาครัฐจัดสรรงบประมาณรองรับกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ยอดเบิกจ่ายจริงกลับ "สูงกว่า 1 แสนล้านบาท"
 


 

ในปี 2568 ภาครัฐโดยสำนักงบประมาณได้ ตั้งงบประมาณไว้ 93,800 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายจริงสูงถึง 106,740 ล้านบาท เกินวงเงินที่ตั้งไว้เกือบ 13,000 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 รัฐจัดสรรงบไว้ 94,200 ล้านบาท แต่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีการเบิกจ่ายแล้วกว่า 94,273 ล้านบาท สูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้แล้ว 73.72 ล้านบาท
 

สะท้อนให้เห็นถึงโจทย์สำคัญว่า รัฐจะบริหารสวัสดิการนี้อย่างไรให้ผู้มีสิทธิได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง โดยไม่ปล่อยให้ภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นจนยากจะควบคุม
 

เนื่องจากค่าใช้จ่ายจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้สิทธิเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ราคายา และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้รัฐประเมินรายจ่ายล่วงหน้าได้ยาก และอาจต้องจัดหาเงินมารองรับเพิ่มเติมเมื่อยอดเบิกจ่ายสูงกว่าวงเงินที่ตั้งไว้
 
ภาระดังกล่าวยังส่งผ่านในงบประมาณปี 2570 ซึ่งรัฐบาลจัดสรรค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐไว้ 94,200 ล้านบาท เป็นรายจ่ายด้านบุคลากรที่อยู่ในงบกลาง
 

สำหรับผู้มีสิทธิสวัสดิการดังกล่าว ไม่ได้จำกัดเฉพาะข้าราชการที่ยังปฏิบัติงานอยู่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัวที่เข้าเกณฑ์ ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส และบุตร
 

ข้อมูลกรมบัญชีกลาง ณ เดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า มีผู้มีสิทธิรวม 4,896,816 คน แบ่งเป็นเจ้าของสิทธิ 2,308,765 คน และบุคคลในครอบครัว 2,588,051 คน
 

จากภาระรายจ่ายประจำปีที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลเริ่มพิจารณาทางเลือกในการปรับระบบสวัสดิการ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำระบบประกันสุขภาพแบบกลุ่มจากบริษัทประกันเอกชนมาใช้บริหารค่ารักษาพยาบาล เพื่อให้ภาครัฐจัดการความเสี่ยงและวางแผนค่าใช้จ่ายได้เป็นระบบมากขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้าลดรายจ่ายจากระดับกว่า 1 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี 
 

โดยยังคงสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรักษาพยาบาลของข้าราชการไว้เช่นเดิม ตามข้อกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ข้าราชการเคยได้รับ แต่ต้องปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึงยิ่งขึ้น
 

นอกจากการปรับรูปแบบการบริหารค่าใช้จ่ายแล้ว อีกแนวทางหนึ่งคือ การพัฒนาระบบข้อมูล โดยเชื่อมโยงข้อมูลการรักษา การสั่งจ่ายยา และประวัติผู้ป่วยของโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งเข้าสู่ระบบกลาง เพื่อให้ตรวจสอบการเบิกจ่ายได้สะดวกขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และปิดช่องโหว่การทุจริต ซึ่งจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้อีกทางหนึ่ง
 

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า การนำระบบประกันภัยเข้ามาช่วยบริหารค่ารักษาพยาบาล จะทำให้ภาครัฐจัดการความเสี่ยงได้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งการกำหนดขอบเขตความคุ้มครองและการวางแผนงบประมาณ โดยต้องอาศัยข้อมูลการรักษาจากโรงพยาบาลทั่วประเทศเป็นฐานในการประเมินค่าใช้จ่าย
 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้ประกันเอกชนมีทั้งโอกาสและข้อจำกัด หากรัฐสามารถกำหนดเบี้ยประกันและขอบเขตความคุ้มครองได้ชัดเจน ก็อาจช่วยให้วางแผนงบประมาณล่วงหน้าได้ง่ายขึ้น ขณะที่กระบวนการตรวจสอบสินไหมของบริษัทประกันอาจเป็นอีกกลไกที่ช่วยควบคุมการเบิกจ่ายบางส่วน
 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการมองว่า การใช้ประกันเอกชนเข้ามาทดแทนระบบเดิมทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีต้นทุนบริหารจัดการ และบริษัทประกันต้องประเมินความเสี่ยงของผู้เอาประกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้รับบำนาญ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือโรคซับซ้อน ซึ่งมีโอกาสเกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงกว่าประชากรทั่วไป ส่งผลให้เบี้ยประกันที่รัฐต้องจ่ายอาจสูงตามไปด้วย
 

ดังนั้น การซื้อประกันจึงไม่ได้หมายความว่ารัฐจะประหยัดงบประมาณได้โดยอัตโนมัติ เพราะเบี้ยประกันต้องรวมทั้งต้นทุนความเสี่ยงและค่าบริหารจัดการของบริษัทประกัน สิ่งที่ต้องประเมินให้ชัดคือ ค่าใช้จ่ายรวมของระบบประกันเมื่อเทียบกับระบบเบิกจ่ายเดิม รวมถึงขอบเขตความคุ้มครอง วงเงินรักษา และผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินในกรณีที่ค่ารักษาพยาบาลสูงกว่าวงเงินประกัน เพื่อไม่ให้ภาระดังกล่าวตกอยู่กับข้าราชการและครอบครัว
 

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจากระบบเบิกจ่ายมาเป็นการซื้อประกัน แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ารูปแบบใหม่จะช่วยลดภาระงบประมาณได้จริงเพียงใด โดยไม่ลดสิทธิประโยชน์หรือทำให้ผู้มีสิทธิต้องควักเงินจ่ายค่ารักษาเพิ่ม เพราะการประหยัดงบประมาณต้องไม่แลกกับคุณภาพการรักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว
 

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ตามมติที่ประชุม ก.พ. ซึ่งมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงาน คปภ. ศึกษาการนำระบบประกันสุขภาพมาเป็นทางเลือกทดแทนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเดิม โดยยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาสรุปผลการศึกษา


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่