รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่อนุญาตให้พรรคส้ม เข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน?
“การทำงานมันต้องคิดว่าเราชนะการเลือกตั้งไหม ต้องชนะ ไม่ชนะนี่ยิ่งไม่มีทาง ไม่มี ส.ส.ยิ่งไม่มีทาง หรือมี ส.ส.น้อยยิ่งไม่มีทาง ดังนั้นมันต้องชนะเลือกตั้ง ชนะเพื่อเอาอำนาจมาเปลี่ยนแปลงแต่มันเป็นเครื่องมือหนึ่งของการทำการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่มันไม่ใช่ทั้งหมด”
.
“การเป็นนักการเมืองไทยอัฐฐบริขารมันเยอะ เมื่อก่อนในอดีตเราเห็นรุ่นพี่เป็นพวกโซเชียลลิสต์ ซ้ายจัด บางคนเป็นคอมมิวนิสต์ มีอุดมการณ์ แต่พอคุณเข้าไปเรื่อยๆ คุณก็จะกลายเป็นนักการเมืองในระบบ ดังนั้นมันต้องตั้งคำถามตลอดเวลาว่าเราเข้ามาต้องการเป็นแค่มหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่เหรอ คุณได้เป็นชนชั้นนำทางการเมืองกลุ่มใหม่เหรอที่ไม่ใช่มาจากบ้านใหญ่ หรือคุณคิดว่าต้องเข้ามาเพื่อเปลี่ยนอะไรบางอย่าง”
.
“ดังนั้นมันต้องคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนได้หมด จงใช้รัฐสภา จงใช้ระบบการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการรณรงค์ ในการเปิดโปง ในการชี้นำให้คนเห็นสังคมแบบใหม่ต้องเป็นอย่างไร แต่มันไม่ใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ที่คุณต้องไปเป็น เพราะถ้ากลายเป็นแบบนี้พูดตรงๆ ไม่ต้องตั้งพรรคนี้ก็ได้”
.
“ผมไม่ปฏิเสธนะว่าต้องทำ แต่ว่าในทุกอณูหายใจเข้าออกคุณต้องรู้ว่าทำมันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ ไม่ใช่ทำเพื่อให้ตัวเองได้เป็น ไม่ใช่ทำเพื่อสนองความต้องการของตนเอง แต่ทำเพราะรู้ว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่”
.
“อย่ามองประชาชนเป็นเพียงแค่ผู้ลงคะแนนเสียง แต่ต้องมองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เพราะถ้าเมื่อไรคุณมองประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียงนั่นคือคุณเอาประชาชนมาเป็นสะพานให้คุณกลายเป็นมหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่ แต่ถ้าคุณมองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศเช่นเดียวกับพวกคุณมันจะร่วมกันต่อสู้”
.
“หรือคุณจะคิดว่าพรรคสีส้ม ตั้งแล้วยุบไปเรื่อยๆ จะเอาอย่างนี้เหรอ หรือว่าวันนึงคุณจะเริ่มรู้สึกว่ามันต้องมีขบวนการจากข้างนอกสภาและในสภาสนับสนุนเดินไปด้วยกัน นอกอย่างเดียวก็เปลี่ยนไม่ได้ ในอย่างเดียวก็เปลี่ยนไม่ได้ มันต้องผนึกกำลังกันไป ทั้งต่อสู้กับระบบที่เป็นอยู่และถ้าวันนึงคุณโดนปราบคุณก็ประคองกันไปได้ หรือวันหนึ่งคุณชนะคุณจะได้สานดอกผลของชัยชนะนี้ต่อได้มันต้องไปด้วยกันทั้งสองฝั่งทั้งในสภาและนอกสภา”
.
“นี่ความเชื่อส่วนตัวผมแล้วกัน ระบอบตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ประสงค์ให้พรรคสีส้มซึ่งไม่รู้ว่าอนาคตจะชื่อพรรคอะไรอีกได้บริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว พูดแบบนี้หมายความว่าอะไรอย่างนี้ก็เลิกหรือยิ่งต้องสู้?”
.
“เขามีวิธีการทุกๆ อย่างตั้งแต่เบาสุดแข่งขันการเลือกตั้งแล้วเขารวมสหพันธ์บ้านใหญ่ล้มคุณได้ ตั้งแต่เปลี่ยนระบบเลือกตั้งทำให้อย่างไรก็ตามคุณถูกล็อกไว้อยู่แค่นี้ 100 กว่าเสียงทะยานถึง 200 ไม่ได้ มีศาลรัฐธรรมนูญ มีองค์กรอิสระ หรือแม้กระทั่งวันหนึ่งกองทัพก็ยังมี คือมันชัดแล้วผมพิสูจน์ตกผลึกความคิดนี้มาแล้วว่าภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ 2560 เขาไม่อนุญาตให้พรรคนี้ได้บริหารราชการแผ่นดิน แต่เขาจะสกัดทีละนิดๆ”
.
“ดังนั้นมันต้องคิดให้ไกลกว่านั้น โอเคระยะสั้นพยายามจะไปให้ถึง 200 เสียงซึ่งเขาก็พยายามไม่ให้คุณถึง แต่ถ้าคุณไปถึงแล้วเขาไม่ให้คุณเป็น คุณจะทำอะไร หรือถ้าคุณถึงเขาให้คุณเป็นแล้วเขาคอยทุบคุณทีหลังคุณจะทำอย่างไร หรือถ้าคุณถึงเขาให้คุณเป็นคราวนี้คุณไปหมอบ หมอบในที่นี้หมายความว่าคุณจะไม่กล้าทำอะไรเลย พรรคนี้ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ มันต้องคิดอันนี้ต่อ มันไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ฉันจะเป็น ส.ส. พรุ่งนี้ฉันจะเป็นรัฐมนตรี คือ สมมติฐานมันตรงกันหรือเปล่า สมมติฐานผมเป็นอย่างนี้ซึ่งคนอาจจะบอกว่าผิดก็ได้วันหนึ่งอาจจะได้เป็นก็ได้”
ส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในรายการ ประชาธิปไตย 2 สี โดยใบตองแห้ง เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2569
https://www.facebook.com/share/p/14xKgiBSfMA/
#MatichonTV #ประชาธิปไตย2สี
รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่อนุญาตให้พรรคส้ม เข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน?
“การทำงานมันต้องคิดว่าเราชนะการเลือกตั้งไหม ต้องชนะ ไม่ชนะนี่ยิ่งไม่มีทาง ไม่มี ส.ส.ยิ่งไม่มีทาง หรือมี ส.ส.น้อยยิ่งไม่มีทาง ดังนั้นมันต้องชนะเลือกตั้ง ชนะเพื่อเอาอำนาจมาเปลี่ยนแปลงแต่มันเป็นเครื่องมือหนึ่งของการทำการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่มันไม่ใช่ทั้งหมด”
.
“การเป็นนักการเมืองไทยอัฐฐบริขารมันเยอะ เมื่อก่อนในอดีตเราเห็นรุ่นพี่เป็นพวกโซเชียลลิสต์ ซ้ายจัด บางคนเป็นคอมมิวนิสต์ มีอุดมการณ์ แต่พอคุณเข้าไปเรื่อยๆ คุณก็จะกลายเป็นนักการเมืองในระบบ ดังนั้นมันต้องตั้งคำถามตลอดเวลาว่าเราเข้ามาต้องการเป็นแค่มหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่เหรอ คุณได้เป็นชนชั้นนำทางการเมืองกลุ่มใหม่เหรอที่ไม่ใช่มาจากบ้านใหญ่ หรือคุณคิดว่าต้องเข้ามาเพื่อเปลี่ยนอะไรบางอย่าง”
.
“ดังนั้นมันต้องคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนได้หมด จงใช้รัฐสภา จงใช้ระบบการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการรณรงค์ ในการเปิดโปง ในการชี้นำให้คนเห็นสังคมแบบใหม่ต้องเป็นอย่างไร แต่มันไม่ใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ที่คุณต้องไปเป็น เพราะถ้ากลายเป็นแบบนี้พูดตรงๆ ไม่ต้องตั้งพรรคนี้ก็ได้”
.
“ผมไม่ปฏิเสธนะว่าต้องทำ แต่ว่าในทุกอณูหายใจเข้าออกคุณต้องรู้ว่าทำมันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ ไม่ใช่ทำเพื่อให้ตัวเองได้เป็น ไม่ใช่ทำเพื่อสนองความต้องการของตนเอง แต่ทำเพราะรู้ว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่”
.
“อย่ามองประชาชนเป็นเพียงแค่ผู้ลงคะแนนเสียง แต่ต้องมองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เพราะถ้าเมื่อไรคุณมองประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียงนั่นคือคุณเอาประชาชนมาเป็นสะพานให้คุณกลายเป็นมหาอำมาตย์ทางการเมืองรายใหม่ แต่ถ้าคุณมองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศเช่นเดียวกับพวกคุณมันจะร่วมกันต่อสู้”
.
“หรือคุณจะคิดว่าพรรคสีส้ม ตั้งแล้วยุบไปเรื่อยๆ จะเอาอย่างนี้เหรอ หรือว่าวันนึงคุณจะเริ่มรู้สึกว่ามันต้องมีขบวนการจากข้างนอกสภาและในสภาสนับสนุนเดินไปด้วยกัน นอกอย่างเดียวก็เปลี่ยนไม่ได้ ในอย่างเดียวก็เปลี่ยนไม่ได้ มันต้องผนึกกำลังกันไป ทั้งต่อสู้กับระบบที่เป็นอยู่และถ้าวันนึงคุณโดนปราบคุณก็ประคองกันไปได้ หรือวันหนึ่งคุณชนะคุณจะได้สานดอกผลของชัยชนะนี้ต่อได้มันต้องไปด้วยกันทั้งสองฝั่งทั้งในสภาและนอกสภา”
.
“นี่ความเชื่อส่วนตัวผมแล้วกัน ระบอบตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ประสงค์ให้พรรคสีส้มซึ่งไม่รู้ว่าอนาคตจะชื่อพรรคอะไรอีกได้บริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว พูดแบบนี้หมายความว่าอะไรอย่างนี้ก็เลิกหรือยิ่งต้องสู้?”
.
“เขามีวิธีการทุกๆ อย่างตั้งแต่เบาสุดแข่งขันการเลือกตั้งแล้วเขารวมสหพันธ์บ้านใหญ่ล้มคุณได้ ตั้งแต่เปลี่ยนระบบเลือกตั้งทำให้อย่างไรก็ตามคุณถูกล็อกไว้อยู่แค่นี้ 100 กว่าเสียงทะยานถึง 200 ไม่ได้ มีศาลรัฐธรรมนูญ มีองค์กรอิสระ หรือแม้กระทั่งวันหนึ่งกองทัพก็ยังมี คือมันชัดแล้วผมพิสูจน์ตกผลึกความคิดนี้มาแล้วว่าภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ 2560 เขาไม่อนุญาตให้พรรคนี้ได้บริหารราชการแผ่นดิน แต่เขาจะสกัดทีละนิดๆ”
.
“ดังนั้นมันต้องคิดให้ไกลกว่านั้น โอเคระยะสั้นพยายามจะไปให้ถึง 200 เสียงซึ่งเขาก็พยายามไม่ให้คุณถึง แต่ถ้าคุณไปถึงแล้วเขาไม่ให้คุณเป็น คุณจะทำอะไร หรือถ้าคุณถึงเขาให้คุณเป็นแล้วเขาคอยทุบคุณทีหลังคุณจะทำอย่างไร หรือถ้าคุณถึงเขาให้คุณเป็นคราวนี้คุณไปหมอบ หมอบในที่นี้หมายความว่าคุณจะไม่กล้าทำอะไรเลย พรรคนี้ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ มันต้องคิดอันนี้ต่อ มันไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ฉันจะเป็น ส.ส. พรุ่งนี้ฉันจะเป็นรัฐมนตรี คือ สมมติฐานมันตรงกันหรือเปล่า สมมติฐานผมเป็นอย่างนี้ซึ่งคนอาจจะบอกว่าผิดก็ได้วันหนึ่งอาจจะได้เป็นก็ได้”
ส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" เลขาธิการคณะก้าวหน้า ในรายการ ประชาธิปไตย 2 สี โดยใบตองแห้ง เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2569
https://www.facebook.com/share/p/14xKgiBSfMA/
#MatichonTV #ประชาธิปไตย2สี