ยามุ่งเป้ารักษามะเร็ง คืออะไร? ทำงานยังไง?
เมื่อพูดถึงการรักษามะเร็ง หลายคนอาจคุ้นเคยกับ ยาเคมีบำบัด หรือ “คีโม” ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็ส่งผลต่อเซลล์ปกติบางส่วนของร่างกายด้วย เช่น เซลล์รากผม เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร หรือเซลล์เม็ดเลือด จึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงระหว่างการรักษาได้
แต่สำหรับยามุ่งเป้ารักษามะเร็ง หรือ Targeted Therapy เป็นทางเลือกการรักษามะเร็ง ที่ได้รับการออกแบบให้ทำงานกับโปรตีนหรือยีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยตัวยาจะเข้าไปยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณที่ทำให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโต การแบ่งตัว หรือการแพร่กระจาย โดยไม่ทำอันตรายหรือทำอันตรายต่อเซลล์ปกติข้างเคียงน้อยมาก
อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาและผลข้างเคียงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน และแต่ละชนิดของมะเร็ง ดังนั้นแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นสำคัญ
รู้ไหม? ไทยสามารถผลิตยามุ่งเป้ารักษามะเร็งได้แล้ว!
ยามุ่งเป้ารักษามะเร็งบางชนิดที่เคยต้องพึ่งการนำเข้าราคาสูง วันนี้ประเทศไทยสามารถพัฒนาผลิตยาเองได้แล้ว โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ประสบความสำเร็จผลิตยาอินครานิบ 100 และผ่านการทะเบียนจากอย.เรียบร้อยแล้ว
ความสำเร็จนี้ช่วยลดต้นทุนยามุ่งเป้าจากเดิมเม็ดละประมาณ 400-500 บาท เหลือเพียงหลักสิบบาท หรือลดลงได้มากกว่า 40 เท่า เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้นในอนาคต โดยเริ่มนำร่องใช้ที่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ก่อนขยายสู่โรงพยาบาลอื่น ๆ ทั่วประเทศ
ยามุ่งเป้ามีกี่ชนิด และแบ่งประเภทอย่างไร?
ในทางการแพทย์จะแบ่งกลุ่มยารักษามะเร็งประเภทนี้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามขนาดของโมเลกุล และลักษณะการเข้าถึงเซลล์เป้าหมาย ดังนี้
1. ยาประเภทโมเลกุลขนาดเล็ก (Small Molecule Drugs)
ยากลุ่มนี้มีโมเลกุลขนาดเล็ก จึงสามารถเข้าสู่เซลล์และออกฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนหรือกระบวนการทำงานบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ส่วนใหญ่ผลิตออกมาในรูปแบบ “ยารับประทาน” (ยาเม็ด) ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ป่วยสามารถทานยาเองที่บ้านได้ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลบ่อย ๆ เช่น Erlotinib, Gefitinib, Osimertinib ซึ่งนิยมใช้ในมะเร็งปอด เป็นต้น
2. ยาประเภทแอนติบอดีจำเพาะ (Monoclonal Antibodies)
ยากลุ่มนี้เป็นสารสังเคราะห์ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ไม่สามารถเข้าสู่ภายในเซลล์ได้โดยตรง แต่จะออกฤทธิ์โดยเข้าจับกับโปรตีนหรือ “ตัวรับ” (Receptors) บนผิวเซลล์มะเร็ง เพื่อยับยั้งการส่งสัญญาณที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งเติบโตและแพร่กระจาย ยากลุ่มนี้ต้องให้ทาง “สายน้ำเกลือ (ยาฉีดเข้าเส้นเลือด)” ที่โรงพยาบาล เช่น Trastuzumab (ใช้รักษามะเร็งเต้านมชนิด HER2), Cetuximab (ใช้รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่)
ผลข้างเคียงของยามุ่งเป้า ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษา
แม้ยามุ่งเป้าจะเป็นการรักษาที่ออกฤทธิ์ได้อย่างจำเพาะเจาะจงมากขึ้นเมื่อเทียบกับยาเคมีบำบัด แต่ก็อาจมีผลข้างเคียง เนื่องจากเซลล์ปกติบางส่วนในร่างกายอาจมีโปรตีนชนิดเดียวกับที่ยามุ่งเป้าไปจับ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรรู้จักกับอาการยามุ่งเป้า ผลข้างเคียงที่พบบ่อย เพื่อการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง
ผิวหนังและเล็บ : ผื่นแดงคล้ายสิว ผิวแห้งลอก คัน เล็บฉีกอักเสบ ดูแลและรับมือด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ทาโลชั่นสูตรอ่อนโยน และห้ามแกะเกา
ระบบทางเดินอาหาร : ท้องเสีย ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร ดูแลและรับมือด้วยการจิบน้ำบ่อย ๆ ป้องกันการขาดน้ำ ทานอาหารสุกสะอาด ย่อยง่าย
ระบบหลอดเลือดและหัวใจ : ยามุ่งเป้าบางชนิดอาจทำให้ความดันโลหิตสูง มีลิ่มเลือดอุดตัน การทำงานของหัวใจลดลง ดูแลและรับมือด้วยการวัดความดันโลหิตเป็นประจำ พบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจเช็คหัวใจ
ตับและไต : ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น การทำงานของไตลดลง ดูแลและรับมือด้วยการหลีกเลี่ยงการทานยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่มีใบสั่งแพทย์
อาการทั่วไป : อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อ ดูแลและรับมือด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบา ๆ เท่าที่ร่างกายรับไหว
ยามุ่งเป้ารักษามะเร็ง ราคาเท่าไหร่?
มาถึงประเด็นที่สำคัญในการเข้าถึงการรักษามะเร็ง เรื่องของราคาในการรักษาเนื่องจากยากลุ่มนี้เป็นยาที่ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่ซับซ้อน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และส่วนใหญ่ยังติดสิทธิบัตรของบริษัทผู้ผลิตยาจากต่างประเทศ ทำให้มูลค่าของยาค่อนข้างสูงมาก
ราคาของยามุ่งเป้าจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท ไปจนถึง 200,000 บาทขึ้นไป ต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและน้ำหนักตัวของผู้ป่วย)
ผู้ป่วยมะเร็งหลายรายจำเป็นต้องทานหรือฉีดยานี้ต่อเนื่องเป็นเดือน หรืออาจเป็นปี ตามอาการและดุลยพินิจของแพทย์ ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงถึง 600,000 บาท ถึง 2,000,000 กว่าบาทเลยทีเดียว
ที่มา
เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้จักยามุ่งเป้า ; ยามุ่งเป้ารักษามะเร็ง คืออะไร? ทำงานยังไง?
เมื่อพูดถึงการรักษามะเร็ง หลายคนอาจคุ้นเคยกับ ยาเคมีบำบัด หรือ “คีโม” ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็ส่งผลต่อเซลล์ปกติบางส่วนของร่างกายด้วย เช่น เซลล์รากผม เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร หรือเซลล์เม็ดเลือด จึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงระหว่างการรักษาได้
แต่สำหรับยามุ่งเป้ารักษามะเร็ง หรือ Targeted Therapy เป็นทางเลือกการรักษามะเร็ง ที่ได้รับการออกแบบให้ทำงานกับโปรตีนหรือยีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยตัวยาจะเข้าไปยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณที่ทำให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโต การแบ่งตัว หรือการแพร่กระจาย โดยไม่ทำอันตรายหรือทำอันตรายต่อเซลล์ปกติข้างเคียงน้อยมาก
อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาและผลข้างเคียงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน และแต่ละชนิดของมะเร็ง ดังนั้นแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นสำคัญ
รู้ไหม? ไทยสามารถผลิตยามุ่งเป้ารักษามะเร็งได้แล้ว!
ยามุ่งเป้ารักษามะเร็งบางชนิดที่เคยต้องพึ่งการนำเข้าราคาสูง วันนี้ประเทศไทยสามารถพัฒนาผลิตยาเองได้แล้ว โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ประสบความสำเร็จผลิตยาอินครานิบ 100 และผ่านการทะเบียนจากอย.เรียบร้อยแล้ว
ความสำเร็จนี้ช่วยลดต้นทุนยามุ่งเป้าจากเดิมเม็ดละประมาณ 400-500 บาท เหลือเพียงหลักสิบบาท หรือลดลงได้มากกว่า 40 เท่า เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้นในอนาคต โดยเริ่มนำร่องใช้ที่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ก่อนขยายสู่โรงพยาบาลอื่น ๆ ทั่วประเทศ
ยามุ่งเป้ามีกี่ชนิด และแบ่งประเภทอย่างไร?
ในทางการแพทย์จะแบ่งกลุ่มยารักษามะเร็งประเภทนี้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามขนาดของโมเลกุล และลักษณะการเข้าถึงเซลล์เป้าหมาย ดังนี้
1. ยาประเภทโมเลกุลขนาดเล็ก (Small Molecule Drugs)
ยากลุ่มนี้มีโมเลกุลขนาดเล็ก จึงสามารถเข้าสู่เซลล์และออกฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนหรือกระบวนการทำงานบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ส่วนใหญ่ผลิตออกมาในรูปแบบ “ยารับประทาน” (ยาเม็ด) ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ป่วยสามารถทานยาเองที่บ้านได้ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลบ่อย ๆ เช่น Erlotinib, Gefitinib, Osimertinib ซึ่งนิยมใช้ในมะเร็งปอด เป็นต้น
2. ยาประเภทแอนติบอดีจำเพาะ (Monoclonal Antibodies)
ยากลุ่มนี้เป็นสารสังเคราะห์ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ไม่สามารถเข้าสู่ภายในเซลล์ได้โดยตรง แต่จะออกฤทธิ์โดยเข้าจับกับโปรตีนหรือ “ตัวรับ” (Receptors) บนผิวเซลล์มะเร็ง เพื่อยับยั้งการส่งสัญญาณที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งเติบโตและแพร่กระจาย ยากลุ่มนี้ต้องให้ทาง “สายน้ำเกลือ (ยาฉีดเข้าเส้นเลือด)” ที่โรงพยาบาล เช่น Trastuzumab (ใช้รักษามะเร็งเต้านมชนิด HER2), Cetuximab (ใช้รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่)
ผลข้างเคียงของยามุ่งเป้า ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษา
แม้ยามุ่งเป้าจะเป็นการรักษาที่ออกฤทธิ์ได้อย่างจำเพาะเจาะจงมากขึ้นเมื่อเทียบกับยาเคมีบำบัด แต่ก็อาจมีผลข้างเคียง เนื่องจากเซลล์ปกติบางส่วนในร่างกายอาจมีโปรตีนชนิดเดียวกับที่ยามุ่งเป้าไปจับ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรรู้จักกับอาการยามุ่งเป้า ผลข้างเคียงที่พบบ่อย เพื่อการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง
ผิวหนังและเล็บ : ผื่นแดงคล้ายสิว ผิวแห้งลอก คัน เล็บฉีกอักเสบ ดูแลและรับมือด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ทาโลชั่นสูตรอ่อนโยน และห้ามแกะเกา
ระบบทางเดินอาหาร : ท้องเสีย ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร ดูแลและรับมือด้วยการจิบน้ำบ่อย ๆ ป้องกันการขาดน้ำ ทานอาหารสุกสะอาด ย่อยง่าย
ระบบหลอดเลือดและหัวใจ : ยามุ่งเป้าบางชนิดอาจทำให้ความดันโลหิตสูง มีลิ่มเลือดอุดตัน การทำงานของหัวใจลดลง ดูแลและรับมือด้วยการวัดความดันโลหิตเป็นประจำ พบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจเช็คหัวใจ
ตับและไต : ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น การทำงานของไตลดลง ดูแลและรับมือด้วยการหลีกเลี่ยงการทานยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่มีใบสั่งแพทย์
อาการทั่วไป : อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อ ดูแลและรับมือด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบา ๆ เท่าที่ร่างกายรับไหว
ยามุ่งเป้ารักษามะเร็ง ราคาเท่าไหร่?
มาถึงประเด็นที่สำคัญในการเข้าถึงการรักษามะเร็ง เรื่องของราคาในการรักษาเนื่องจากยากลุ่มนี้เป็นยาที่ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่ซับซ้อน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และส่วนใหญ่ยังติดสิทธิบัตรของบริษัทผู้ผลิตยาจากต่างประเทศ ทำให้มูลค่าของยาค่อนข้างสูงมาก
ราคาของยามุ่งเป้าจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท ไปจนถึง 200,000 บาทขึ้นไป ต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและน้ำหนักตัวของผู้ป่วย)
ผู้ป่วยมะเร็งหลายรายจำเป็นต้องทานหรือฉีดยานี้ต่อเนื่องเป็นเดือน หรืออาจเป็นปี ตามอาการและดุลยพินิจของแพทย์ ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงถึง 600,000 บาท ถึง 2,000,000 กว่าบาทเลยทีเดียว
ที่มา