หินดำไม่มีอภินิหาร หะดีษเกี่ยวกับหินดำที่มีสายรายงานถูกต้อง ไม่ขัดแย้งกับหลักเตาฮีด (การให้เอกภาพแด่พระเจ้าองค์เดียว)

เนื่องจากมีประเด็นกระทู้ที่กล่าวหาหะดีษเกี่ยวกับหินดำที่มีสายรายงานถูกต้องว่าเป็นชิริก
ซุบฮานัลลอฮฺ ไม่จริงในประเด็นที่มีการกล่าวหาเช่นนั้น ซึ่งจริงๆ ควรจะพิจารณาที่พฤติกรรมของคนนำไปปฏิบัติมากกว่า ว่าเข้าข่ายชิริกไหม

ขนาดคนๆ หนึ่ง ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายชิริกนั้น มุสลิมยังเตือนด้วยความสุภาพเลยว่า พฤติกรรมแบบนี้หมิ่นเหม่ชิริกนะ แต่ไม่ได้ตัดสินใคร อิสลามสอนให้เตือนกันด้วยมารยาทที่ดี และพูดถึงพฤติกรรม ไม่ใช่วิจารณ์ตัวบุคคล เพราะคนเรามีโอกาสทำผิดเสมอ  พระองค์ทรงเมตตาและให้อภัย และใครจะเป็นคนดีหรือไม่นั้น ดูกันที่บั้นปลายชีวิต

แต่การตัดสินตัวบทที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด คือ หะดีษเศาะฮีหฺ เหมือนกำลังตัดสินคนรายงาน คนบันทึก คนที่เชื่อ ทั้งหมด เพราะพาดพิงถึงมุสลิมซุนนีย์ วัลอิยาซุบิลลาฮฺ ขอให้เราห่างไกลจากพฤติกรรมตัดสินคนอื่น เพราะเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ พระเจ้าผู้ทรงอภิสิทธิ์ (อัลมาลิก) ผู้ทรงพิพากษา (อัลฟัตตาห์) แต่เพียงผู้เดียว

การอ้างอิงตัวบทหะดีษที่ไม่ระบุผู้บันทึก ไม่มีเลขที่หะดีษ เนื้อหาตัวบทก็ไม่ครบ ตัดทอนบางส่วนแล้วเอามาผสมกับพฤติกรรมชิริกของผู้คน เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ซึ่งหลักการอ้างอิงหะดีษที่ดีนั้นจะต้องมีครบถ้วนทั้งเนื้อหา สถานะ ผู้บันทึก และเลขที่หะดีษ

ปกติการอ้างอิงหะดีษจะมีเพียงชื่อผู้รายงานใกล้ชิด จะได้กระชับ แต่ครั้งนี้ นำหลักฐานที่มีสายรายงานครบถ้วนมาอ้างอิง นั่นหมายความว่า หะดีษเป็นประจักษ์พยานที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่อาจปฏิเสธได้

1. หะดีษหินดำ ตัวบทที่ครบถ้วน และถูกต้องตามหลักวิชาการ
1) หินดำเป็นพยานในวันพิพากษา
กุตัยบะฮ์ได้เล่าให้เราฟัง จากญะรีร จากอิบนุ คุษัยม์ จากสะอี๊ด บิน ญุบัยร์ จากอิบนุ อับบาส กล่าวว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวเกี่ยวกับหินดำว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงให้มันฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮฺ โดยจะมีดวงตาสองข้างเพื่อใช้มองเห็น และมีลิ้นเพื่อใช้พูด มันจะเป็นพยานให้แก่ผู้ที่สัมผัสมันบนพื้นฐานของความสัจจริง" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยติรมีซีย์ เลขที่ 961)

(คำอธิบายเพิ่มเติม: นักวิชาการเน้นย้ำว่า หินดำจะเป็นพยานให้เฉพาะคนที่หัวใจสะอาดบริสุทธิ์จากชิริกเท่านั้น ส่วนใครที่ไปสัมผัสด้วยความเชื่อแบบผิด ๆ ว่าหินดำมีพลังวิเศษ มีอภินิหารดลบันดาลโชคลาภได้ การสัมผัสแบบนั้นจะไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความสัจจริง หินดำจึงไม่ใช่สิ่งเคารพกราบไหว้แต่อย่างใด)


2) การสัมผัสหินดำ เป็นสาเหตุในการลบล้างความผิดบาป
กุตัยบะฮ์ได้แจ้งแก่พวกเรา โดยกล่าวว่า ฮัมมาด ได้รายงานแก่พวกเรา จากท่านอะฏออ์ จากท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุบัยด์ บิน อุมัยร์ เล่าว่า : มีชายคนหนึ่งกล่าวแก่ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร (อบู อับดิรเราะฮฺมาน) รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า 'โอ้ อบู อับดิรเราะฮฺมาน ฉันไม่เห็นท่านสัมผัส ยกเว้นเพียงแค่สองมุมนี้เท่านั้น' (มุมหินดำและมุมยะมานีย์) อิบนุ อุมัร จึงตอบว่า 'ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงการสัมผัสสิ่งทั้งสอง (หินดำและมุมยะมานีย์) นั้น ย่อมลบล้างความผิดบาป”' (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อันนะซาอีย์ เลขที่ 2919)

(มุมยะมานีย์คือมุมกะบะฮฺที่หันไปทางทิศของประเทศเยเมน)

มุสลิมทุกคนมีหลักการศรัทธาที่เหมือนกันว่า ผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงลบความผิด คือ อัลลอฮฺ เพียงพระองค์เดียว แต่การกระทำต่างๆ เป็นเพียงสาเหตุ (สะบาบ) ดังนั้น ผู้ที่อนุมัติคืออัลลอฮฺ พระเจ้าแห่งสากลโลกเท่านั้น


3) หินดำไม่มีอำนาจให้คุณหรือให้โทษ ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ

3.1) ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แสดงแบบอย่างในการสัมผัสหินดำที่หลากหลาย ยืดหยุ่นตามความเหมาะสม ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ไม่ได้ให้ค่าหินดำว่ามีอภินิหารหรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

อะหฺมัด บินศอลิหฺ และยะหฺยา บินสุลัยมาน ได้รายงานแก่พวกเราโดยกล่าวว่า อิบนุวะฮบฺได้รายงานแก่พวกเราโดยกล่าวว่า ยูนุสได้บอกเล่าแก่ฉัน จากอิบนุชิฮาบ จากอุบัยดุลลอฮฺ บินอับดุลลอฮฺ จากท่านอิบนุอับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำเฏาะวาฟในช่วงฮัจญ์อำลาบนหลังอูฐ โดยท่านใช้ไม้เท้าหัวงอแตะสัมผัสมุมหินดำ" และอัดดะรอวัรดีย์ได้รายงานสอดคล้องกับสายรายงานนี้ จากหลานชายของอัซซุฮฺรีย์ จากลุงของเขา (คือ อัซซุฮฺรีย์) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 1607)

หะดีษดังกล่าว คือ ตัวอย่างหนึ่งของการสัมผัสหินดำ
- นอกจากการจุมพิต หรือกอด หรือใช้มือสัมผัส หรือชี้ผ่านสิ่งของที่ท่านถือ หรือใช้ไม้เท้าแตะหรือชี้ไปที่หินดำ หรือยกมือขวา
- ทุกครั้งหลังสัมผัสหินดำแล้ว จะมีการกล่าว "บิสมิลลาฮฺ อัลลอฮุอักบัรฺ" (ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด) เป็นการแสดงเตาฮีดที่ชัดเจน อัลลอฮฺเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียว

แนวปฏิบัติเหล่านี้ จึงแสดงถึงการที่หินดำ ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด ไม่มีการกราบไหว้ ไม่ต้องใช้วิธีจุมพิตอย่างเดียว หากสถานการณ์ไม่อำนวย เช่น คนเยอะ อยู่ไกล แต่ถ้าหมายถึงพฤติกรรมขอความศิริมงคลต่อหินดำ จึงจะเข้าข่ายหมิ่นเหม่ชิริก (ตั้งภาคีต่อพระองค์) วัลอิยาซุบิลลาฮฺ


3.2) บรรดาศอฮาบะฮฺ (สาวกท่านนบี) มีความรู้ความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องหลักเตาฮีดว่า หินดำไม่มีความศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด นี่คือตัวอย่างของศอฮาบะฮฺคนสำคัญ

มุฮัมหมัด บินกะษีร ได้รายงานแก่พวกเราว่า ซุฟยานได้บอกแก่พวกเรา จากอัลอะอฺมัช จากอิบรอฮีม จากอาบิส บินเราะบีอะฮฺ จากท่านอุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า : ท่านได้เดินมาที่หินดำ (หะญะรุล อัสวัด) แล้วจูบมัน แล้วท่านก็กล่าวว่า 'แท้จริงแล้วฉันรู้ดีว่า เจ้าเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง ที่ไม่ได้ให้โทษและให้คุณใด ๆ และหากมิใช่เพราะว่าฉันเคยเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จูบเจ้าแล้ว ฉันก็จะไม่จูบเจ้าเป็นอันขาด' (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 1597)

บทสรุป คุณค่าที่แท้จริงของหินดำตามหลักการอิสลาม
1) หินดำ มาจากสวรรค์ มีสีขาวบริสุทธิ์ แต่ปัจจุบันกลายเป็นสีดำ เพราะมนุษย์ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีบาป ไปสัมผัสหินดำ
2) ใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเริ่มต้นเฏาะวาฟ ซึ่งเป็นการสัมผัสหินดำเมื่อเริ่มต้นเฏาะวาฟในทุกๆ รอบ (ทั้งหมด 7 รอบ)
3) ถูกประดิษฐานและสืบทอดมาตั้งแต่ยุคของท่านนบีอิบรอฮีม และมีต้นกำเนิดผูกพันมาตั้งแต่ยุคท่านนบีอาดัม
4) หินดำ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ในการเริ่มต้นเวียนรอบกะบะฮฺ (เฎาะวาฟ) เช่นเดียวกับกะบะฮฺ ที่มุสลิมทั่วโลกหันหน้าไปทางกะบะฮฺ แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียว
5) หินดำจะทำหน้าที่เป็นพยานในการกระทำของแต่ละคนในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ คล้ายกับที่ชั้นฟ้า แผ่นดิน และร่างกายของมนุษย์ต่างก็จะเป็นพยานในวันนั้นเช่นกัน  
6) ผู้สัมผัสหินดำ หรือใช้วิธีอื่นตามความเหมาะสม ได้รับการลบล้างบาป ไม่ได้หมายถึงหินดำลบล้างบาปได้ แต่เป็นสาเหตุที่ผู้ที่สัมผัสจะได้รับการอภัยโทษจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น

หินดำจึงมีความพิเศษ ที่อัลลอฮฺทรงประทานให้ แต่ไม่มีความวิเศษ หรืออภินิหาร และไม่มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น


- - -
2. ความเป็นหนึ่งเดียวและความมั่นคงในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม
ความจริงส่วนใหญ่สะท้อนหลักการของกลุ่มนั้นๆ และคนส่วนมากจะปฏิบัติไปตามนั้น ในทางวิชาการศาสนาอิสลาม เรียกว่า หลักการเอกฉันท์สากล (อิจญ์มาอ์) ของประชาชาติอิสลาม ซึ่งนี่คือ "เกราะคุ้มครองหลัก" ที่อัลลอฮฺและรอซูลทรงวางไว้เพื่อรับรองว่า หลักการสอนที่แท้จริงของอิสลามจะไม่มีวันบิดเบือนหรือสูญหายไปตามใจชอบของบุคคลหรือกลุ่มใด

ต่อให้คุณจะเผยแพร่ปฏิเสธหะดีษบทใด เช่น หะดีษเกี่ยวกับผ่าดวงจันทร์ ที่เคยทำไป (ทั้งที่ก็ระบุในอัลกุรอาน) ก็ไม่สามารถหักล้างความจริงให้กลายเป็นความเท็จ อย่างที่คุณตัดสินได้

ผู้ที่มีสติปัญญานั้น เขาจะมองเห็นว่า การพูดกล่าวหามุสลิมส่วนใหญ่ที่เป็นซุนนีย์นั้น เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

“และจงกล่าวเถิด เมื่อความจริงปรากฏขึ้นและความเท็จย่อมมลายไป แท้จริงความเท็จนั้นย่อมมลายไปเสมอ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอิสรออฺ 81)


- - -
3. คำเตือนจากอัลกุรอานเกี่ยวกับการปฏิเสธวจนะของศาสนทูต
ระวังการเผยแพร่การปฏิเสธหะดีษ ซึ่งอัลกุรอานได้เตือนไว้ การลงมาของอัลกุรอานก็เป็นสิ่งเร้นลับเช่นกันนะ

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงสิ่งที่พระเจ้าของฉันทรงห้ามนั้น คือบรรดาสิ่งชั่วช้าน่ารังเกียจ ทั้งเป็นสิ่งที่เปิดเผยจากมันและสิ่งที่ไม่เปิดเผย และสิ่งที่เป็นบาป และการข่มเหงรังแกโดยไม่เป็นธรรม และการที่พวกเจ้าให้เป็นภาคีแก่อัลลอฮฺซึ่งสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงประทานหลักฐานใด ๆ ลงมาแก่สิ่งนั้น และการที่พวกเจ้ากล่าวให้ร้าย (ตัฟซีร: คืออุตริกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น แล้วอ้างว่าเป็นศาสนาของอัลลอฮฺ ปฏิบัติการดังกล่าวนี้ถือเป็นการให้ร้ายแก่พระองค์) แก่อัลลอฮฺในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้" (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอะอฺรอฟ 33 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)

“ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺแล้ว” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 80)

ปกติมุสลิมจะไม่เตือนกันในที่สาธารณะแบบนี้ จะเตือนกันแบบส่วนตัว ยกเว้นกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนหลักการศาสนา เป็นวาญิบ (จำเป็น) ที่จะต้องบอกกล่าวข้อเท็จจริง ซึ่งการปฏิเสธหะดีษเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

และเนื่องจากข้อเท็จจริงมีความยาว ไม่เหมาะที่จะเป็นการตอบความเห็นใต้กระทู้ที่มีการกล่าวถึง และเพื่อเป็นการทำความเข้าใจที่ถูกต้องของคนต่างศาสนิกและผู้ที่สนใจศึกษาหลักการอิสลามเกี่ยวกับเรื่องหลักเตาฮีดและหินดำ จึงนำข้อเท็จจริงและเนื้อหาหะดีษที่มีสายรายงานสมบูรณ์มาไว้ในกระทู้นี้แทน

วัลลอฮุอะอฺลัม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่