USA
ในช่วงต้นสงครามเย็น (ทศวรรษ 1950) ยุคที่ขีปนาวุธนำวิถียังไม่ได้รับการพัฒนาให้แม่นยำ สหรัฐอเมริกาได้สร้าง "ปืนใหญ่นิวเคลียร์ M65" หรือที่รู้จักกันในฉายา "Atomic Annie" ขึ้นมา เพื่อรับมือและตอบโต้ความได้เปรียบทางยุทธวิธีของกองทัพสหภาพโซเวียต
ในช่วงเวลานั้นสหภาพโซเวียตมีความได้เปรียบอย่างมหาศาลทางด้าน กองกำลังภาคพื้นดิน ทั้งจำนวนทหารและรถถังตามแนวชายแดนยุโรป สหรัฐฯ จึงต้องการอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical Nuclear Weapon) ที่สามารถยิงสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นดินได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาท้องฟ้าหรือสภาพอากาศ
ข้อมูลทางเทคนิค
ขนาดลำกล้อง 280 มิลลิเมตรยิงหัวรบนิวเคลียร์รุ่น W9 และ W19 มีอานุภาพทำลายล้างราวๆ 15 กิโลตัน (เทียบเท่ากับระเบิดที่ลงฮิโรชิมา)
ยิงได้ไกลประมาณ 20 ไมล์ (32 กิโลเมตร)
การขนส่ง - ลากจูงด้วยรถบรรทุกหัว-ท้ายขนาดใหญ่ 2 คัน (Kenworth M249 และ M250) มีน้ำหนักรวมกว่า 83 ตัน
การใช้งาน - สหรัฐฯ เคยทำการทดสอบยิงกระสุนนิวเคลียร์จริงจากปืนใหญ่นี้เพียงครั้งเดียวในปี 1953 ในรหัสการทดสอบ Upshot-Knothole Grable ที่ทะเลทรายเนวาดา ก่อนจะนำไปติดตั้งตั้งการ์ดจริงในเยอรมนีตะวันตกและเกาหลีใต้
ปืนใหญ่ M65 ถูกประจำการอยู่เพียงช่วงสั้นๆ (ประจำการปี 1953 และถูกปลดระวางโดยสมบูรณ์ในปี 1963) เนื่องจากข้อจำกัดและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเพราะว่า...
การย่อขนาดหัวรบ (Miniaturization) นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ให้มีขนาดเล็กลงจนสามารถยิงจากปืนใหญ่สนามมาตรฐานขนาด 203 มม. (8 นิ้ว) และ 155 มม. ได้ เช่น กระสุน W48 ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนใหญ่ยักษ์เทอะทะอย่าง M65 อีกต่อไป
การมาถึงของขีปนาวุธนำวิถี (Tactical Missiles & Rocket Systems) จรวดและขีปนาวุธอย่าง MGR-1 Honest John หรือ MGM-5 Corporal เริ่มเข้ามาแทนที่ ขีปนาวุธเหล่านี้เคลื่อนย้ายง่ายกว่า ตั้งยิงได้รวดเร็ว และมีระยะยิงที่ไกลกว่าปืนใหญ่หลายเท่า
ความคล่องตัวต่ำ (Low Mobility) M65 มีขนาดใหญ่และหนักมาก การเคลื่อนย้ายผ่านสะพาน ถนนแคบๆ หรือภูมิประเทศที่ขรุขระในยุโรปทำได้ยากลำบาก และต้องใช้เวลาติดตั้งก่อนยิงค่อนข้างนาน
ตกเป็นเป้าหมายได้ง่าย - เนื่องจากขนาดที่มหึมา มันจึงตกเป็นเป้าการโจมตีทางอากาศและการสอดแนมของฝั่งโซเวียตได้ง่ายมาก หากเกิดสงครามจริงมันจะถูกทำลายก่อนที่จะได้ตั้งยิง
M65 จึงกลายเป็นเพียงอาวุธช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional Weapon) ก่อนที่มหาอำนาจจะก้าวเข้าสู่ยุคขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) และขีปนาวุธทางยุทธวิธีเต็มรูปแบบ
USSR
ฝั่งโซเวียตเองก็พัฒนา "ปืนใหญ่นิวเคลียร์ยักษ์" ออกมาตอบโต้สหรัฐฯ เช่นกัน โดยสร้างออกมาถึง 2 แบบหลักๆ เพื่อข่มขวัญและเตรียมรับมือสงครามในยุโรปได้แก่
2A3 Kondensator 2P
ขนาด - ปืนใหญ่ขนาดมหึมา 406 มิลลิเมตร ติดตั้งบนแชสซีส์ถังรถถัง T-10M
ระยะยิง - ประมาณ 25.6 กิโลเมตร
จุดเด่น - ถูกเปิดตัวครั้งแรกในการสวนสนามที่จัตุรัสแดงปี 1957 สร้างความตื่นตระหนกให้ชาติตะวันตกอย่างมาก เพราะขนาดลำกล้องใหญ่กว่า M65 ของอเมริกาเสียอีก
2B1 Oka
เครื่องยิงลูกปืนครก (Mortar) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถึง 420 มิลลิเมตร ลำกล้องยาวกว่า 20 เมตร
ระยะยิง - ประมาณ 45 กิโลเมตร
ปืนใหญ่นิวเคลียร์ของโซเวียตประสบปัญหาที่หนักหนากว่าของสหรัฐฯ เสียอีก จนถูกปลดระวางในปี 1960 (หลังเปิดตัวได้เพียง 3 ปี) ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้...
แรงสะท้อนถอยหลัง (Recoil) ทำลายตัวเอง - แรงอัดมหาศาลจากการยิงกระสุนนิวเคลียร์ขนาด 406–420 มม. ทำให้ระบบส่งกำลัง ชุดเกียร์ และระบบไฮดรอลิกของตัวรถพังเสียหายเกือบทุกครั้งที่ทำการซ้อมยิง
ขี่ช้างจับตั๊กแตน - ตัวรถมีน้ำหนักมากถึง 64 ตัน เคลื่อนที่ได้ช้ามาก (ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 30 กม./ชม.) ไม่สามารถข้ามสะพานมาตรฐานทั่วไปได้ และตัวลำกล้องที่ยาวเกินไปทำให้เลี้ยวตามโค้งถนนในเมืองหรือป่าได้ลำบากสุดๆ
การเข้าสู่ยุคขีปนาวุธของ นิกีตา ครุชชอฟ - ผู้นำโซเวียตในขณะนั้น (Nikita Khrushchev) เป็นผู้หลงใหลในเทคโนโลยีขีปนาวุธอย่างมาก มองว่าปืนใหญ่ยักษ์เหล่านี้เทอะทะ ล้าสมัย และไร้ประสิทธิภาพ เมื่อโซเวียตพัฒนาขีปนาวุธยุทธวิธีอย่าง 2K6 Luna (FROG-3) และระบบ Scud (R-17) ได้สำเร็จ โครงการปืนใหญ่นิวเคลียร์ทั้งหมดจึงถูกสั่งยกเลิกทันที
https://www.army.mil/article/219608/ria_self_guided_tour_atomic_annie
https://www.thearmorylife.com/m65-atomic-cannon/
https://man.fas.org/dod-101/sys/land/row/2p.htm
https://www.warhistoryonline.com/instant-articles/nuclear-mortar.html
สวัสดีครับ
สารานุกรมปืนตอนที่ 2425 ยุคสมัยแห่งปืนใหญ่นิวเคลียร์ที่แสนสั้น
USA
ในช่วงต้นสงครามเย็น (ทศวรรษ 1950) ยุคที่ขีปนาวุธนำวิถียังไม่ได้รับการพัฒนาให้แม่นยำ สหรัฐอเมริกาได้สร้าง "ปืนใหญ่นิวเคลียร์ M65" หรือที่รู้จักกันในฉายา "Atomic Annie" ขึ้นมา เพื่อรับมือและตอบโต้ความได้เปรียบทางยุทธวิธีของกองทัพสหภาพโซเวียต
ในช่วงเวลานั้นสหภาพโซเวียตมีความได้เปรียบอย่างมหาศาลทางด้าน กองกำลังภาคพื้นดิน ทั้งจำนวนทหารและรถถังตามแนวชายแดนยุโรป สหรัฐฯ จึงต้องการอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี (Tactical Nuclear Weapon) ที่สามารถยิงสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นดินได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาท้องฟ้าหรือสภาพอากาศ
ข้อมูลทางเทคนิค
ขนาดลำกล้อง 280 มิลลิเมตรยิงหัวรบนิวเคลียร์รุ่น W9 และ W19 มีอานุภาพทำลายล้างราวๆ 15 กิโลตัน (เทียบเท่ากับระเบิดที่ลงฮิโรชิมา)
ยิงได้ไกลประมาณ 20 ไมล์ (32 กิโลเมตร)
การขนส่ง - ลากจูงด้วยรถบรรทุกหัว-ท้ายขนาดใหญ่ 2 คัน (Kenworth M249 และ M250) มีน้ำหนักรวมกว่า 83 ตัน
การใช้งาน - สหรัฐฯ เคยทำการทดสอบยิงกระสุนนิวเคลียร์จริงจากปืนใหญ่นี้เพียงครั้งเดียวในปี 1953 ในรหัสการทดสอบ Upshot-Knothole Grable ที่ทะเลทรายเนวาดา ก่อนจะนำไปติดตั้งตั้งการ์ดจริงในเยอรมนีตะวันตกและเกาหลีใต้
ปืนใหญ่ M65 ถูกประจำการอยู่เพียงช่วงสั้นๆ (ประจำการปี 1953 และถูกปลดระวางโดยสมบูรณ์ในปี 1963) เนื่องจากข้อจำกัดและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเพราะว่า...
การย่อขนาดหัวรบ (Miniaturization) นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ให้มีขนาดเล็กลงจนสามารถยิงจากปืนใหญ่สนามมาตรฐานขนาด 203 มม. (8 นิ้ว) และ 155 มม. ได้ เช่น กระสุน W48 ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนใหญ่ยักษ์เทอะทะอย่าง M65 อีกต่อไป
การมาถึงของขีปนาวุธนำวิถี (Tactical Missiles & Rocket Systems) จรวดและขีปนาวุธอย่าง MGR-1 Honest John หรือ MGM-5 Corporal เริ่มเข้ามาแทนที่ ขีปนาวุธเหล่านี้เคลื่อนย้ายง่ายกว่า ตั้งยิงได้รวดเร็ว และมีระยะยิงที่ไกลกว่าปืนใหญ่หลายเท่า
ความคล่องตัวต่ำ (Low Mobility) M65 มีขนาดใหญ่และหนักมาก การเคลื่อนย้ายผ่านสะพาน ถนนแคบๆ หรือภูมิประเทศที่ขรุขระในยุโรปทำได้ยากลำบาก และต้องใช้เวลาติดตั้งก่อนยิงค่อนข้างนาน
ตกเป็นเป้าหมายได้ง่าย - เนื่องจากขนาดที่มหึมา มันจึงตกเป็นเป้าการโจมตีทางอากาศและการสอดแนมของฝั่งโซเวียตได้ง่ายมาก หากเกิดสงครามจริงมันจะถูกทำลายก่อนที่จะได้ตั้งยิง
M65 จึงกลายเป็นเพียงอาวุธช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional Weapon) ก่อนที่มหาอำนาจจะก้าวเข้าสู่ยุคขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) และขีปนาวุธทางยุทธวิธีเต็มรูปแบบ
USSR
ฝั่งโซเวียตเองก็พัฒนา "ปืนใหญ่นิวเคลียร์ยักษ์" ออกมาตอบโต้สหรัฐฯ เช่นกัน โดยสร้างออกมาถึง 2 แบบหลักๆ เพื่อข่มขวัญและเตรียมรับมือสงครามในยุโรปได้แก่
2A3 Kondensator 2P
ขนาด - ปืนใหญ่ขนาดมหึมา 406 มิลลิเมตร ติดตั้งบนแชสซีส์ถังรถถัง T-10M
ระยะยิง - ประมาณ 25.6 กิโลเมตร
จุดเด่น - ถูกเปิดตัวครั้งแรกในการสวนสนามที่จัตุรัสแดงปี 1957 สร้างความตื่นตระหนกให้ชาติตะวันตกอย่างมาก เพราะขนาดลำกล้องใหญ่กว่า M65 ของอเมริกาเสียอีก
2B1 Oka
เครื่องยิงลูกปืนครก (Mortar) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถึง 420 มิลลิเมตร ลำกล้องยาวกว่า 20 เมตร
ระยะยิง - ประมาณ 45 กิโลเมตร
ปืนใหญ่นิวเคลียร์ของโซเวียตประสบปัญหาที่หนักหนากว่าของสหรัฐฯ เสียอีก จนถูกปลดระวางในปี 1960 (หลังเปิดตัวได้เพียง 3 ปี) ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้...
แรงสะท้อนถอยหลัง (Recoil) ทำลายตัวเอง - แรงอัดมหาศาลจากการยิงกระสุนนิวเคลียร์ขนาด 406–420 มม. ทำให้ระบบส่งกำลัง ชุดเกียร์ และระบบไฮดรอลิกของตัวรถพังเสียหายเกือบทุกครั้งที่ทำการซ้อมยิง
ขี่ช้างจับตั๊กแตน - ตัวรถมีน้ำหนักมากถึง 64 ตัน เคลื่อนที่ได้ช้ามาก (ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 30 กม./ชม.) ไม่สามารถข้ามสะพานมาตรฐานทั่วไปได้ และตัวลำกล้องที่ยาวเกินไปทำให้เลี้ยวตามโค้งถนนในเมืองหรือป่าได้ลำบากสุดๆ
การเข้าสู่ยุคขีปนาวุธของ นิกีตา ครุชชอฟ - ผู้นำโซเวียตในขณะนั้น (Nikita Khrushchev) เป็นผู้หลงใหลในเทคโนโลยีขีปนาวุธอย่างมาก มองว่าปืนใหญ่ยักษ์เหล่านี้เทอะทะ ล้าสมัย และไร้ประสิทธิภาพ เมื่อโซเวียตพัฒนาขีปนาวุธยุทธวิธีอย่าง 2K6 Luna (FROG-3) และระบบ Scud (R-17) ได้สำเร็จ โครงการปืนใหญ่นิวเคลียร์ทั้งหมดจึงถูกสั่งยกเลิกทันที
https://www.army.mil/article/219608/ria_self_guided_tour_atomic_annie
https://www.thearmorylife.com/m65-atomic-cannon/
https://man.fas.org/dod-101/sys/land/row/2p.htm
https://www.warhistoryonline.com/instant-articles/nuclear-mortar.html