ลองดูตัวเลขการจัดเก็บภาษีอากรของแต่ละจังหวัด ประจำปี 2568 แล้วจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า จังหวัดที่สร้างรายได้ให้ประเทศจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับงบประมาณกลับมาพัฒนาพื้นที่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
กรุงเทพฯ จัดเก็บภาษีได้กว่า
1.2 ล้านล้านบาท สมุทรปราการกว่า
1.2 แสนล้านบาท ชลบุรีกว่า
8.5 หมื่นล้านบาท และระยองกว่า
5.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่สมุทรสาครก็จัดเก็บได้กว่า
2.4 หมื่นล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของจังหวัดอุตสาหกรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจในการสร้างรายได้ให้ประเทศ
แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ
เมื่อพื้นที่เหล่านี้สร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล แล้วเงินที่จัดเก็บได้ถูกนำกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน?
โรงงานอุตสาหกรรมสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างภาษี แต่คนในพื้นที่ก็ต้องเผชิญกับภาระที่ตามมา ทั้งปัญหาการจราจร มลพิษ สิ่งแวดล้อม ความแออัด และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ
จังหวัดที่มีโรงงานจำนวนมากจึงไม่ได้มีเพียงรายได้จากภาษี แต่ยังมีต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ต้องบริหารจัดการด้วย
ส่วนหนึ่งของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างการคลังของไทย ซึ่งรายได้ภาษีจำนวนมากถูกจัดเก็บโดยส่วนกลาง ก่อนนำไปจัดสรรเป็นงบประมาณผ่านกลไกต่าง ๆ ให้หน่วยงานและพื้นที่ทั่วประเทศ การจัดสรรจึงไม่ได้ผูกกับยอดภาษีที่แต่ละจังหวัดจัดเก็บได้โดยตรง แต่ยังต้องคำนึงถึงประชากร ความจำเป็นในการพัฒนา ภารกิจของรัฐ และนโยบายระดับประเทศด้วย
แน่นอนว่า การกระจายงบประมาณให้จังหวัดที่มีรายได้น้อยเป็นเรื่องจำเป็น เพราะการพัฒนาประเทศไม่ควรทิ้งพื้นที่ใดไว้ข้างหลัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดที่เป็นฐานการผลิตและสร้างรายได้จำนวนมากก็ควรได้รับทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับแก้ปัญหาที่เกิดจากการเติบโตของตัวเองเช่นกัน
ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าใครเก็บภาษีได้มากแล้วต้องได้คืนทั้งหมด แต่คือการจัดสรรงบประมาณควรเป็นธรรม โปร่งใส และตอบโจทย์ปัญหาจริงของแต่ละพื้นที่มากเพียงใด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่อยู่ในจังหวัดซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศ ก็สมควรได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศอย่างเหมาะสม ไม่ใช่มีเพียงตัวเลขรายได้ที่สวยงามอยู่ในรายงาน แต่ถนน การระบายน้ำ การจัดการสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตกลับพัฒนาไม่ทันกับเศรษฐกิจที่เติบโต
ประเทศจะเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ หากพื้นที่ที่สร้างความมั่งคั่งต้องแบกรับต้นทุนของการเติบโต แต่ไม่ได้รับการพัฒนากลับคืนอย่างเหมาะสม
คำถามที่สังคมควรช่วยกันหาคำตอบจึงไม่ใช่แค่ “จังหวัดไหนเก็บภาษีได้มากที่สุด” แต่ต้องถามต่อด้วยว่า “งบประมาณที่จัดสรรกลับไปนั้น เพียงพอและเป็นธรรมกับคนในพื้นที่แล้วหรือยัง?”
เก็บภาษีได้มากที่สุด แต่ทำไมคนในพื้นที่ถึงไม่ได้ประโยชน์มากที่สุด?
กรุงเทพฯ จัดเก็บภาษีได้กว่า 1.2 ล้านล้านบาท สมุทรปราการกว่า 1.2 แสนล้านบาท ชลบุรีกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท และระยองกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่สมุทรสาครก็จัดเก็บได้กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของจังหวัดอุตสาหกรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจในการสร้างรายได้ให้ประเทศ
แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อพื้นที่เหล่านี้สร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล แล้วเงินที่จัดเก็บได้ถูกนำกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน?
โรงงานอุตสาหกรรมสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างภาษี แต่คนในพื้นที่ก็ต้องเผชิญกับภาระที่ตามมา ทั้งปัญหาการจราจร มลพิษ สิ่งแวดล้อม ความแออัด และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ
จังหวัดที่มีโรงงานจำนวนมากจึงไม่ได้มีเพียงรายได้จากภาษี แต่ยังมีต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ต้องบริหารจัดการด้วย
ส่วนหนึ่งของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างการคลังของไทย ซึ่งรายได้ภาษีจำนวนมากถูกจัดเก็บโดยส่วนกลาง ก่อนนำไปจัดสรรเป็นงบประมาณผ่านกลไกต่าง ๆ ให้หน่วยงานและพื้นที่ทั่วประเทศ การจัดสรรจึงไม่ได้ผูกกับยอดภาษีที่แต่ละจังหวัดจัดเก็บได้โดยตรง แต่ยังต้องคำนึงถึงประชากร ความจำเป็นในการพัฒนา ภารกิจของรัฐ และนโยบายระดับประเทศด้วย
แน่นอนว่า การกระจายงบประมาณให้จังหวัดที่มีรายได้น้อยเป็นเรื่องจำเป็น เพราะการพัฒนาประเทศไม่ควรทิ้งพื้นที่ใดไว้ข้างหลัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดที่เป็นฐานการผลิตและสร้างรายได้จำนวนมากก็ควรได้รับทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับแก้ปัญหาที่เกิดจากการเติบโตของตัวเองเช่นกัน
ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าใครเก็บภาษีได้มากแล้วต้องได้คืนทั้งหมด แต่คือการจัดสรรงบประมาณควรเป็นธรรม โปร่งใส และตอบโจทย์ปัญหาจริงของแต่ละพื้นที่มากเพียงใด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่อยู่ในจังหวัดซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศ ก็สมควรได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศอย่างเหมาะสม ไม่ใช่มีเพียงตัวเลขรายได้ที่สวยงามอยู่ในรายงาน แต่ถนน การระบายน้ำ การจัดการสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตกลับพัฒนาไม่ทันกับเศรษฐกิจที่เติบโต
ประเทศจะเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ หากพื้นที่ที่สร้างความมั่งคั่งต้องแบกรับต้นทุนของการเติบโต แต่ไม่ได้รับการพัฒนากลับคืนอย่างเหมาะสม
คำถามที่สังคมควรช่วยกันหาคำตอบจึงไม่ใช่แค่ “จังหวัดไหนเก็บภาษีได้มากที่สุด” แต่ต้องถามต่อด้วยว่า “งบประมาณที่จัดสรรกลับไปนั้น เพียงพอและเป็นธรรมกับคนในพื้นที่แล้วหรือยัง?”