เมื่อวานอยากดูหนังขึ้นมาค่ะ วันพุธ movies day สามารถดูหนังได้ในราคาประหยัด เลื่อนไปเลื่อนมา ก็เจอกับเรื่องนี้ โปสเตอร์ดูน่าดู ดูตัวอย่างหนังแล้วก็รู้สึกว่าเป็นสไตล์ที่ชอบ จึงไม่ลังเลที่จะเลือกดูเรื่อง The Balck Ball หรือ La bola negra เรื่องนี้ค่ะ
ต่อไปนี้จะเป็นการรีวิว ที่อาจจะมีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังบ้างค่ะ โดยการรีวิวด้านล่างนี้อาจจะเล่ากระโดดไปมา หรือเล่าบางพาร์ทมากกว่าเพราะเป็นส่วนที่อยากเล่าออกมา หนังมีรายละเอียดเยอะมาก และคิดว่าแต่ละคนที่ดูก็คงจะจับเมสเสจ และใจความที่หนังจะสื่อได้แตกต่างกันค่ะ💓
หนังจะมี protagonists อยู่ 3 คน ซึ่งแต่ละคนอยู่กันคนละที่ คนละช่วงเวลา ซึ่งจังหวะการเล่า การตัดฉาก ตั้งแต่แรกไปจนสุดท้าย รู้สึกว่าร้อยเรียงได้เป็นอย่างดีมาก ๆ คือในที่สุด ทั้ง 3 ตัวละครหลักนี้จะมีบางสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน ค่อยเฉลย ๆ แบบเนิบ ๆ ไม่มีอะไรกระโตกกระตาก เหมือนจะเรียบ ๆ เงียบ ๆ เรื่อย ๆ (จนโรงที่เราไปดูมีคนหลับกรนเสียงดังเลยค่ะ55555) แต่โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันแนบเนียน และไม่น่าเบื่อค่ะ
ขอแวะชมงานภาพนิดนึงค่ะ รู้สึกว่าแต่ละเฟรมมันสวยงามมาก ช่วงแรกของหนังมีภาพที่เต็มไปด้วยสัญญะมากมาย ที่มันทั้งสวยงามทางตา และทำความรู้สึกกับใจ ประทับใจมากเลยค่ะ ในช่วงท้ายก็เช่นเดียวกันค่ะ ซีนหิมะ มันติดตาติดใจเราจนร้องไห้ออกมาแบบไม่รู้ตัวค่ะ
สิ่งที่เราเห็นในหนังคือสงคราม และการสู้กันของสองฝ่าย ตอนดูเราไม่ทราบเลยค่ะว่าฝั่งไหนสู้กับใครเพราะอะไร ออกมาจึงหาข้อมูล ว่าช่วงนั้นเป็นสงครามกลางเมืองของประเทศสเปน ที่เป็นการสู้กันระหว่างรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่มีโซเวียตหนุนหลัง และฝั่งทหารฝ่ายขวาของนายพลฟรังโก ซึ่งมีนาซีเยอรมัน(ฮิตเลอร์) และอิตาลี(มุสโสลินี) สนับสนุน
ตัวเอกแรกของเรา ถูกพวกฝ่ายขวาโจมตีหมู่บ้าน เพราะเข้าใจว่าเป็นพวกฝ่ายซ้าย มีคนตายจำนวนมาก รวมถึงแม่ของเขาด้วย ซีนนี้หดหู่ใจมากค่ะ เครื่องบินที่ถล่มยิงใส่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีแต่เด็ก มีแต่คนแก่ ๆ ที่เดินแทบไม่ไหว แต่กลับถล่มยิงเสียมากมายทั้ง ๆ ที่เห็นเต็มตาว่าพวกเขาไร้อาวุธและไม่มีความคิดจะต่อสู้ เป็นการกระทำที่เฮงซวยและบัดซบมาก ตัวเอกของเราที่เป็นเพียงคนเป่าทรัมเป็ต ก็โดนเกณฑ์มาเป็นทหารที่ต้องมาถือปืนแทนการถือทรัมเป็ตค่ะ
ตัวเอกทั้งสามคนมีหนึ่งจุดร่วมคือ พวกเขาเป็นเกย์ค่ะ พวกเขาต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่แตกต่างกันไป ทั้งการสู้กับตนเอง กับบริบททางสังคม รวมถึงปัญหาชีวิตอีกมาก ที่มนุษย์แต่ละคนต้องเจอ แม้จะต่างช่วงเวลา ต่างสถานการณ์ แต่การต่อสู้นั้นก็ไม่ได้ลำบากน้อยลงแต่อย่างไร
มีซีนเล็ก ๆ ในหนังที่กล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เธอถูกสามี และลูก ทำร้ายจนตาย เพียงเพราะเธอชอบดูงานแสดง และพี่สาวของตัวเอกอีกท่านหนึ่ง ที่อิจฉาน้องของเธอที่เป็นผู้ชาย เพราะการเป็นผู้ชายหมายถึงได้ออกจากบ้าน ได้ไปเดินเล่นนอกรั้วบ้าน เธออยากทำเช่นนั้น แต่สิ่งที่ต้องแลกกับการจะเป็นผู้หญิงที่ดีตามขนบ คือต้องอยู่แต่ในบ้าน ดูแลบ้าน เป็นแม่ศรีเรือนเท่านั้น มิเช่นนั้นสิ่งที่ต้องและกับความอิสระเพียงน้อยนิดนอกตัวบ้าน อาจเป็นชีวิตของเธอเพราะคนในครอบครัวมองว่าสิ่งนั้นไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี
ประเด็นทางสังคมมากมายค่อย ๆ เล่า และจนวันนี้ยังมีความคิดมากมายอยู่ในหัวของเราเต็มไปหมด ซีนระหว่างแม่กับตัวเอกคนที่สาม ผู้ที่ใช้ชีวิตในปี 2017 ก็เป็นอะไรที่ทำถึงทำดีมาก ตัวละครแม่เป็นตัวละครที่เปิดตัวมาตอนแรกทุกคนคงเกลียด แต่เธอเป็นคนที่แตกสลายซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นผลลัพธ์อันเกิดมาจากการกระทำของคนอื่น เป็นตัวละครที่มีอะไรให้ชวนขบคิดมากมายจริง ๆ ค่ะ
ดูจบแล้วเราอยากมาตามอ่านงานเขียนของ Federico García Lorca เลยค่ะ เพราะบทสั้น ๆ ที่เราได้เห็นในหนัง มันทำให้เรารู้สึกกับมันมากมาย อยากเข้าใจมากขึ้น อยากรู้มากขึ้น สำหรับเราหนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ดี เพราะมันทำงานกับความรู้สึก และความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว ไม่ใช่แค่ดูแล้วจบ แต่ดูแล้วอยากค้นคว้า อยากเข้าใจ และอีกอย่างที่สรุปได้คือสงครามเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างมากเสมอ การแย่งชิงอำนาจของคนไม่กี่คน กลับต้องแลกมาด้วยการสูญเสียชีวิต เสียความฝัน เสียโอกาสของคนจำนวนมาก คิดอย่างไรก็ไม่คุ้ม
ภาพของทหารในเรื่อง ที่ทำกับศพผู้เสียชีวิตของอีกฝ่ายอย่างไร้เกียรติ เห็นศพนั้นเป็นเพียงของเล่น แปะป้ายคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และกระทำสิ่งที่ต่ำแสนต่ำกับคนที่คิดต่าง มันน่ารังเกียจมาก สงครามเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นมาเลย แต่ผ่านไปยังไม่นานเท่าไหร่ โลกของเราก็ดูจะวนกลับมาที่จุดนี้ซ้ำ ๆ นะคะ
สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นเมสเสจสำคัญของหนังเรื่องนี้เลยคือหากกลัวที่จะเป็นตัวเอง และเอาแต่ผัดวันที่จะใช้ชีวิตที่ตนเองอยากใช้ หากเอาแต่รอให้ถึงวันนั้น วันนั้นมันอาจจะไม่มีวันมาถึงเลยก็ได้ อยากจะเป็น อยากจะทำอะไร ต้องทำ หากต้องมาเสียดาย เพราะกลัวผลของการกระทำนั้น เพราะกรอบสังคมที่กั้นเอาไว้หรืออื่นใดก็ตาม มันคงเป็นสิ่งที่น่าเศร้า และช่วงเวลาก่อนที่จะจากไป คงทำได้แค่ตระหนักว่าโอกาสและเวลาที่คิดว่ามีอยู่มากมาย มันไม่มีเสียแล้ว คุณไม่มีโอกาสที่จะใช้ชีวิต ในแบบที่คุณอยากจะใช้อีกต่อไปแล้ว
แต่อย่างที่บอกไปข้างต้น เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ จะทำให้ผู้รับชมได้เมสเสจที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัว และวิถีชีวิตของผู้ชมเอง มีอีกหลายประเด็นและหลายซีนที่อยากพูดถึง แต่อยากให้ทุกท่านได้ลองเข้าไปรับชมที่โรงภาพยนตร์และสัมผัสมันด้วยตนเอง และทั้งหมดนี้คือมุมมองของเราค่ะ
💓💓💓
[CR] The Black Ball จงอย่ากลัวที่จะเป็นตัวเอง
ต่อไปนี้จะเป็นการรีวิว ที่อาจจะมีการเปิดเผยเนื้อหาของหนังบ้างค่ะ โดยการรีวิวด้านล่างนี้อาจจะเล่ากระโดดไปมา หรือเล่าบางพาร์ทมากกว่าเพราะเป็นส่วนที่อยากเล่าออกมา หนังมีรายละเอียดเยอะมาก และคิดว่าแต่ละคนที่ดูก็คงจะจับเมสเสจ และใจความที่หนังจะสื่อได้แตกต่างกันค่ะ💓
หนังจะมี protagonists อยู่ 3 คน ซึ่งแต่ละคนอยู่กันคนละที่ คนละช่วงเวลา ซึ่งจังหวะการเล่า การตัดฉาก ตั้งแต่แรกไปจนสุดท้าย รู้สึกว่าร้อยเรียงได้เป็นอย่างดีมาก ๆ คือในที่สุด ทั้ง 3 ตัวละครหลักนี้จะมีบางสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน ค่อยเฉลย ๆ แบบเนิบ ๆ ไม่มีอะไรกระโตกกระตาก เหมือนจะเรียบ ๆ เงียบ ๆ เรื่อย ๆ (จนโรงที่เราไปดูมีคนหลับกรนเสียงดังเลยค่ะ55555) แต่โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันแนบเนียน และไม่น่าเบื่อค่ะ
ขอแวะชมงานภาพนิดนึงค่ะ รู้สึกว่าแต่ละเฟรมมันสวยงามมาก ช่วงแรกของหนังมีภาพที่เต็มไปด้วยสัญญะมากมาย ที่มันทั้งสวยงามทางตา และทำความรู้สึกกับใจ ประทับใจมากเลยค่ะ ในช่วงท้ายก็เช่นเดียวกันค่ะ ซีนหิมะ มันติดตาติดใจเราจนร้องไห้ออกมาแบบไม่รู้ตัวค่ะ
สิ่งที่เราเห็นในหนังคือสงคราม และการสู้กันของสองฝ่าย ตอนดูเราไม่ทราบเลยค่ะว่าฝั่งไหนสู้กับใครเพราะอะไร ออกมาจึงหาข้อมูล ว่าช่วงนั้นเป็นสงครามกลางเมืองของประเทศสเปน ที่เป็นการสู้กันระหว่างรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่มีโซเวียตหนุนหลัง และฝั่งทหารฝ่ายขวาของนายพลฟรังโก ซึ่งมีนาซีเยอรมัน(ฮิตเลอร์) และอิตาลี(มุสโสลินี) สนับสนุน
ตัวเอกแรกของเรา ถูกพวกฝ่ายขวาโจมตีหมู่บ้าน เพราะเข้าใจว่าเป็นพวกฝ่ายซ้าย มีคนตายจำนวนมาก รวมถึงแม่ของเขาด้วย ซีนนี้หดหู่ใจมากค่ะ เครื่องบินที่ถล่มยิงใส่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีแต่เด็ก มีแต่คนแก่ ๆ ที่เดินแทบไม่ไหว แต่กลับถล่มยิงเสียมากมายทั้ง ๆ ที่เห็นเต็มตาว่าพวกเขาไร้อาวุธและไม่มีความคิดจะต่อสู้ เป็นการกระทำที่เฮงซวยและบัดซบมาก ตัวเอกของเราที่เป็นเพียงคนเป่าทรัมเป็ต ก็โดนเกณฑ์มาเป็นทหารที่ต้องมาถือปืนแทนการถือทรัมเป็ตค่ะ
ตัวเอกทั้งสามคนมีหนึ่งจุดร่วมคือ พวกเขาเป็นเกย์ค่ะ พวกเขาต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่แตกต่างกันไป ทั้งการสู้กับตนเอง กับบริบททางสังคม รวมถึงปัญหาชีวิตอีกมาก ที่มนุษย์แต่ละคนต้องเจอ แม้จะต่างช่วงเวลา ต่างสถานการณ์ แต่การต่อสู้นั้นก็ไม่ได้ลำบากน้อยลงแต่อย่างไร
มีซีนเล็ก ๆ ในหนังที่กล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เธอถูกสามี และลูก ทำร้ายจนตาย เพียงเพราะเธอชอบดูงานแสดง และพี่สาวของตัวเอกอีกท่านหนึ่ง ที่อิจฉาน้องของเธอที่เป็นผู้ชาย เพราะการเป็นผู้ชายหมายถึงได้ออกจากบ้าน ได้ไปเดินเล่นนอกรั้วบ้าน เธออยากทำเช่นนั้น แต่สิ่งที่ต้องแลกกับการจะเป็นผู้หญิงที่ดีตามขนบ คือต้องอยู่แต่ในบ้าน ดูแลบ้าน เป็นแม่ศรีเรือนเท่านั้น มิเช่นนั้นสิ่งที่ต้องและกับความอิสระเพียงน้อยนิดนอกตัวบ้าน อาจเป็นชีวิตของเธอเพราะคนในครอบครัวมองว่าสิ่งนั้นไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี
ประเด็นทางสังคมมากมายค่อย ๆ เล่า และจนวันนี้ยังมีความคิดมากมายอยู่ในหัวของเราเต็มไปหมด ซีนระหว่างแม่กับตัวเอกคนที่สาม ผู้ที่ใช้ชีวิตในปี 2017 ก็เป็นอะไรที่ทำถึงทำดีมาก ตัวละครแม่เป็นตัวละครที่เปิดตัวมาตอนแรกทุกคนคงเกลียด แต่เธอเป็นคนที่แตกสลายซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นผลลัพธ์อันเกิดมาจากการกระทำของคนอื่น เป็นตัวละครที่มีอะไรให้ชวนขบคิดมากมายจริง ๆ ค่ะ
ดูจบแล้วเราอยากมาตามอ่านงานเขียนของ Federico García Lorca เลยค่ะ เพราะบทสั้น ๆ ที่เราได้เห็นในหนัง มันทำให้เรารู้สึกกับมันมากมาย อยากเข้าใจมากขึ้น อยากรู้มากขึ้น สำหรับเราหนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ดี เพราะมันทำงานกับความรู้สึก และความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว ไม่ใช่แค่ดูแล้วจบ แต่ดูแล้วอยากค้นคว้า อยากเข้าใจ และอีกอย่างที่สรุปได้คือสงครามเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างมากเสมอ การแย่งชิงอำนาจของคนไม่กี่คน กลับต้องแลกมาด้วยการสูญเสียชีวิต เสียความฝัน เสียโอกาสของคนจำนวนมาก คิดอย่างไรก็ไม่คุ้ม
ภาพของทหารในเรื่อง ที่ทำกับศพผู้เสียชีวิตของอีกฝ่ายอย่างไร้เกียรติ เห็นศพนั้นเป็นเพียงของเล่น แปะป้ายคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และกระทำสิ่งที่ต่ำแสนต่ำกับคนที่คิดต่าง มันน่ารังเกียจมาก สงครามเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นมาเลย แต่ผ่านไปยังไม่นานเท่าไหร่ โลกของเราก็ดูจะวนกลับมาที่จุดนี้ซ้ำ ๆ นะคะ
สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นเมสเสจสำคัญของหนังเรื่องนี้เลยคือหากกลัวที่จะเป็นตัวเอง และเอาแต่ผัดวันที่จะใช้ชีวิตที่ตนเองอยากใช้ หากเอาแต่รอให้ถึงวันนั้น วันนั้นมันอาจจะไม่มีวันมาถึงเลยก็ได้ อยากจะเป็น อยากจะทำอะไร ต้องทำ หากต้องมาเสียดาย เพราะกลัวผลของการกระทำนั้น เพราะกรอบสังคมที่กั้นเอาไว้หรืออื่นใดก็ตาม มันคงเป็นสิ่งที่น่าเศร้า และช่วงเวลาก่อนที่จะจากไป คงทำได้แค่ตระหนักว่าโอกาสและเวลาที่คิดว่ามีอยู่มากมาย มันไม่มีเสียแล้ว คุณไม่มีโอกาสที่จะใช้ชีวิต ในแบบที่คุณอยากจะใช้อีกต่อไปแล้ว
แต่อย่างที่บอกไปข้างต้น เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ จะทำให้ผู้รับชมได้เมสเสจที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัว และวิถีชีวิตของผู้ชมเอง มีอีกหลายประเด็นและหลายซีนที่อยากพูดถึง แต่อยากให้ทุกท่านได้ลองเข้าไปรับชมที่โรงภาพยนตร์และสัมผัสมันด้วยตนเอง และทั้งหมดนี้คือมุมมองของเราค่ะ
💓💓💓
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้