ผู้เขียน โดย คุณ Apichart Kamutchat 🌺การรบของกองทัพไทยปะทะกองพล 93 ใน #ศึกเชียงตุง
การรบใน ศึกเชียงตุง (พ.ศ. 2485) ระหว่าง กองทัพพายัพของไทย และ กองพล 93 ของจีนก๊กมินตั๋ง เป็นการปะทะที่ดุเดือดท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย โดยกองทัพไทยต้องใช้ทั้งการรุกทางบกและทางอากาศเข้าบดขยี้แนวรับของจีนก๊กมินตั๋งจนสามารถ ยึดเมืองเชียงตุงได้สำเร็จ
เมื่อรัฐบาลไทยประกาศสงครามกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ก็ถูกบังคับให้ต้องใช้กำลังทหารสนับสนุนปฏิบัติการรบของกองทัพญี่ปุ่น โดยให้เคลื่อนกำลังทหารของกองทัพบกไทยเข้าไปยึดเชียงตุงเพื่อเป็นฝ่ายรักษาแนวเขตด้านพม่าซึ่งเป็นดินแดนที่อังกฤษปกครองอยู่ รัฐบาลไทยสมัยนั้นได้ปฏิบัติทางทหาร โดยส่งกองทัพรุกเข้าไปในเชียงตุงกับเมืองพานแห่งแคว้นฉานอันเป็นดินแดนในอารักขาของอังกฤษ ซึ่งเป็นเป้าหมายอันหนึ่งตามคติของประมุขรัฐบาลไทยในการรวบรวมชนเชื้อชาติไทย
ฝ่ายไทย (กองทัพพายัพ) นำโดย พลโท หลวงเสรีเริงฤทธิ์ (แม่ทัพพายัพ) แบ่งกำลังหลักออกเป็น 3 กองพล โดยมี พลตรี ผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 3 ซึ่งเป็นกำลังรบหลักในการเข้าตีเมืองเชียงตุง
ฝ่ายจีน (กองพล 93 ก๊กมินตั๋ง) เป็นทหารยูนนานที่เจนจัดสนามรบ ได้รับการสนับสนุนอาวุธจากสหรัฐฯ ทำการตั้งรับตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเทือกเขาสูง วางกำลังกระจายตามหัวเมืองรายทาง เช่น เมืองสาด เมืองพยาค และดอยช้างงู
ทำไมกองพล 93 ก๊กมินตั๋งจึงมาอยู่เชียงตุง
เหตุผลที่ กองพล 93 ของจีนก๊กมินตั๋ง เข้ามาตั้งมั่นอยู่บริเวณ เชียงตุง (และรัฐฉานของพม่า) เกิดขึ้นจากคำสั่งลงใต้ของเจียงไคเชก
เมื่อญี่ปุ่นบุกพม่าในปี พ.ศ. 2484 อังกฤษซึ่งเป็นเจ้าของอาณานิคมต้านทานไม่ไหว จึงขอความช่วยเหลือจาก จอมพลเจียงไคเชก ผู้นำจีนก๊กมินตั๋ง
จีนส่งกองกำลังหลายกองพลรวมถึง กองพล 93 เดินทัพลงใต้ข้ามพรมแดนมาตั้งฐานรับศึกอยู่ที่ เชียงตุง เพื่อช่วยอังกฤษสกัดกั้นทหารญี่ปุ่น และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อปกป้อง "ถนนพม่า" (Burma Road) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและเสบียงสายเดียวที่จีนใช้รับของสนับสนุนจากอเมริกา
กองทัพไทยเริ่มเคลื่อนพลข้ามพรมแดนในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2485 การรบแบ่งออกเป็นหลายสมรภูมิย่อยตามเส้นทางมุ่งสู่เชียงตุง อุปสรรคใหญ่ของทหารไทย คือ "ดินฟ้าอากาศ" ช่วงที่บุกเป็นฤดูฝน ถนนกลายสภาพเป็นทะเลโคลนลึก ยานยนต์และรถรบของไทยใช้งานไม่ได้ ทหารไทยต้องเดินเท้า ลุยโคลน และใช้ช้างหรือวัวต่างในการขนส่งเสบียงและอาวุธหนัก
กองทัพอากาศไทยจึงส่งเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิดนำร่อง เพื่อทำลายค่ายและแนวสนามเพลาะของทหารจีนบนยอดเขา ช่วยเปิดทางให้ทหารราบไทยรุกคืบได้ง่ายขึ้น
เมืองพยาค (Mong Hpyak / ม้งพยาก) คือ เมืองยุทธศาสตร์สำคัญด่านแรก ที่กองทัพไทยต้องตีหักเอาชนะกองทัพจีนก๊กมินตั๋งให้ได้ก่อนจะรุกคืบเข้าสู่ใจกลางเมืองเชียงตุง
เมืองพยาคตั้งอยู่กึ่งกลางบนเส้นทางคมนาคมสายหลัก ระหว่างท่าขี้เหล็ก (ชายแดนไทย) กับเมืองเชียงตุง โดยอยู่ห่างจากเชียงตุงลงมาทางใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร หากกองทัพใดจะบุกเชียงตุงจากทางทิศใต้ จำเป็นต้องผ่านและยึดเมืองพยาคให้ได้ก่อนเป็นประตูสู่เชียงตุง และเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางกำลังบำรุงและฐานทัพหน้า
กองพลที่ 4 นำโดย พันเอก หลวงหาญสงคราม (ฟ้อน สุวรรณไศละ) ได้รับคำสั่งให้เป็นกองหน้า เคลื่อนทัพล่วงหน้าข้ามแม่สายเพื่อไปตีเมืองพยาคโดยเฉพาะ
กองพลที่ 3 นำโดย พลตรี หลวงชำนาญยุทธศาสตร์ (ผิน ชุณหะวัณ) เดินทัพตามมาติดๆ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนสนับสนุนการเข้าตีและเตรียมแยกทัพมุ่งสู่ตัวเมืองเชียงตุง
กองพลที่ 2 ของไทยเข้าตีทหารจีนกองพล 93 ที่เมืองสาด ขณะที่กองพลที่ 3 รุกคืบกดดันจนสามารถยึดเมืองพยาคได้สำเร็จในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 ทหารจีนก๊กมินตั๋งใช้ยุทธวิธีตั้งรับอย่างเหนียวแน่นบนชัยภูมิที่ได้เปรียบ ซุ่มโจมตีกองทัพไทยเป็นระยะ แต่ด้วยกำลังพลของไทยที่โหมบุกมากกว่า จึงค่อยๆ บีบให้ทหารจีนต้องล่าถอยร่นไปรวมกันที่เชียงตุง เมื่อกองทัพไทยกดดันเข้ามาถึงชานเมือง ทหารจีนก๊กมินตั๋งตระหนักว่าป้อมปราการดอยเหมยและตัวเมืองเชียงตุงกำลังจะถูกล้อม และเส้นทางส่งกำลังบำรุงจากจีนเริ่มถูกคุกคาม ในที่สุดฝ่ายจีนจึงตัดสินใจ ถอนกำลังขึ้นไปทางเหนือ มุ่งหน้ากลับสู่ชายแดนจีนยูนนาน
ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2485 พลตรี ผิน ชุณหะวัณ นำกองทัพไทยบุกเข้ายึดเมืองเชียงตุงได้อย่างเป็นทางการโดยไม่มีการนองเลือดใหญ่ในตัวเมือง ทหารไทยจับเชลยศึกทหารจีนที่ตกค้างและบาดเจ็บได้จำนวนมาก
หลังจากกองทัพไทยยึดเชียงตุงได้ทั้งหมดและสถาปนาแว่นแคว้นเป็น "สหรัฐไทยเดิม" รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้จัดระเบียบการปกครองแผ่นดินใหม่ โดยแบ่งดินแดนออกเป็นอำเภอต่างๆ และ เมืองพยาคก็ได้รับการยกสถานะเป็น "อำเภอเมืองพยาค" ของประเทศไทย มีการส่งข้าราชการ ศาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากฝั่งสยามเข้าไปตั้งหน่วยดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ราว 3 ปี
แม้ไทยจะชนะการรบและจัดตั้ง "สหรัฐไทยเดิม" ได้สำเร็จ แต่ความสูญเสียที่แท้จริงหลังสิ้นสุดสงคราม ทหารไทยในเชียงตุงต้องเผชิญกับ ไข้มาลาเรีย (ไข้ป่า) และโรคบิด เล่นงานอย่างหนัก จนมีทหารป่วยสูงถึง 30-50% ประกอบกับการขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มและเสบียง ทำให้มีทหารไทยเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าเสียชีวิตในสมรภูมิรบเสียอีก
เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ประเทศไทยที่เคยยอมจำนนและจำใจเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ตกอยู่ในสถานะผู้แพ้สงครามทันทีในสายตาของอังกฤษ แม้จะมีขบวนการเสรีไทยช่วยกู้สถานะไว้ อังกฤษยื่นคำขาดให้กองทัพไทยถอนกำลังออกจากเชียงตุง (สหรัฐไทยเดิม) และคืนดินแดน
รัฐบาลไทยในเวลานั้นอยู่ในสภาวะถังแตกและวุ่นวายกับการเจรจาทางการเมือง การจัดการถอนกำลังพลนับหมื่นนายจากเชียงตุงกลับสู่มาตุภูมิจึงเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ทหารจำนวนมากไม่มีรถขนส่ง ไม่มีเสบียง
ทหารไทยต้องเดินเท้าจากเชียงตุงลุยป่าลุยดงลงมาทางใต้จนถึงจุดสิ้นสุดของทางรถไฟภาคเหนือ ส่วนใหญ่คือสถานีเชียงใหม่ หรือสถานีลำปาง
เมื่อมาถึงสถานีรถไฟ ขบวนรถมีจำกัดและต้องสงวนไว้ให้กองทัพอังกฤษและฝ่ายสัมพันธมิตรก่อน ทหารไทยไม่มีเงินซื้อตั๋ว และไม่มีรถไฟมารับทางเดียวคือเดินตามรางรถไฟ ทหารไทยหลายกองร้อยจึงตัดสินใจ "เดินเท้าตามแนวรางรถไฟ" มุ่งหน้าลงใต้สู่กรุงเทพฯ และภูมิลำเนาของตน การเดินบนหินหนุนรางและไม้หมอนรถไฟระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรท่ามกลางแดดและฝน
เมื่อเดินทางถึงจุดหมายปลายทางหรือบ้านเกิด แทนที่จะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติในฐานะวีรบุรุษผู้ไปรบเพื่อชาติ พวกเขากลับต้องแยกย้ายกันไปอย่างเงียบๆ รัฐบาลจ่ายเงินเบี้ยหวัดหรือเงินชดเชยให้เพียงน้อยนิด (บางคนได้เงินที่แทบไม่มีค่าเพราะเงินเฟ้อหลังสงคราม) ทหารหลายคนต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าที่ร่างกายจะรักษาหายจากโรคไข้ป่า
ทางฝ่ายกองพล 93 ก๊กมินตั๋ง
หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนเกิดสงครามกลางเมืองต่อทันที ผลคือ พรรคคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตงชนะ ทำให้จอมพลเจียงไคเชกต้องอพยพกองทัพหลักหนีไปตั้งหลักที่เกาะไต้หวัน ทหารจีนก๊กมินตั๋งบางส่วน (รวมถึงกองทัพที่ 8, 26 และกองพล 93) ที่สู้รบอยู่บริเวณมณฑลยูนนานทางตอนใต้ ถูกตัดขาดจากทัพหลักและไม่สามารถหนีไปไต้หวัน พวกเขาจึงต้องตีฝ่าวงล้อมของคอมมิวนิสต์ หนีตายข้ามพรมแดนลงมาทางใต้เข้าสู่รัฐฉานและพื้นที่บริเวณ เชียงตุง (ท่าขี้เหล็ก) ของพม่า อีกครั้งแต่คราวนี้ในฐานะของผู้ลี้ภัย
พวกเขาตั้งกองกำลังนอกแบบขึ้นมาใหม่โดยมีเป้าหมายคือการใช้พื้นที่แถบเชียงตุงและเมืองสาดในรัฐฉาน ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงตัดขาดจากรัฐบาลกลางพม่า เป็นฐานทัพลับสะสมกำลังพล โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนลับๆ จากอเมริกา (CIA) และไต้หวัน เพื่อรอวันบุกโจมตีตลบหลังยึดแผ่นดินใหญ่คืนจากจีนคอมมิวนิสต์
เมื่อกองทัพจีนก๊กมินตั๋งกลุ่มนี้ปักหลักยาวนานจนกองทัพพม่าทนไม่ไหวและเปิดฉากกวาดล้างครั้งใหญ่ พวกเขาจึงต้องสู้พลางถอนพลางอพยพหนีลงมาทางใต้อีกระลอก จนกระทั่งมาถึงตอนเกนือของไทยและกลายมาเป็นผู้ขอลี้ภัยของรัฐบาลไทย
วีรกรรมการช่วยรัฐบาลไทยปะทะกองกำลังคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในช่วงปี พ.ศ. 2514 - 2525 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ชุบชีวิตอดีตทหารจีนก๊กมินตั๋ง กองพล 93 จากสถานะผู้หลบหนีเข้าเมืองให้กลายมาเป็น "พลเมืองไทย"
ก่อนหน้านั้น กองกำลังของ นายพลต้วน ซีเหวิน (ดอยแม่สลอง) และ นายพลหลี่ เหวินฮวน (ถ้ำง็อบ) ถูกกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลไทยเพราะพัวพันกับการค้าของเถื่อนและฝิ่นในสามเหลี่ยมทองคำ รัฐบาลไทยถึงขั้นเกือบจะผลักดันออกนอกประเทศ แต่ในเวลานั้น ภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ทวีความรุนแรงขีดสุดบนป่าเขาทางภาคเหนือ
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ (ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น) จึงได้ยื่นเงื่อนไขสำคัญ: หากกองพล 93 ยอมมาจัดตั้งเป็น "กองกำลังอาสาสมัครทหารพราน" ช่วยกองทัพไทยรบปราบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจะอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นทางการ และพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่พวกเขาและลูกหลานซึ่งนายพลต้วน ซีเหวิน ตอบตกลงในทันที
กองพล 93 พวกเขาเป็นทหารจากมณฑลยูนนาน รบในที่สูงและป่าทึบมาทั้งชีวิต พวกเขารบพ่ายแพ้คอมมิวนิสต์จีนจนต้องสิ้นชาติพลัดถิ่นมา อุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์จึงเข้มข้นในสายเลือด การรบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ทำตามสั่ง แต่เป็นการรบกับศัตรูคู่อาฆาตเดิม
ทหารกองพล 93 (จัดตั้งในนาม กองกำลังทหารอาสา 04) ได้เข้าร่วมเปิดฉากบุกโจมตีฐานที่มั่นสำคัญของคอมมิวนิสต์ในหลายจุด
สมรภูมิดอยหลวง ดอยยาว และดอยผาหม่น (จ.เชียงราย) ที่นี่คือป้อมปราการหินของ ผกค. ที่ทหารไทยเข้าตียากมาก กองพล 93 ใช้ยุทธวิธีเดินเท้าแทรกซึมตัดหน้าผา โอบล้อมและเข้าตีค่ายคอมมิวนิสต์แตกพ่ายไป
สมรภูมิภูหินร่องกล้า และเขาค้อ (จ.เพชรบูรณ์) ในปี พ.ศ. 2524 นี่คือศึกใหญ่ครั้งสุดท้าย ฝ่ายไทยต้องการตัดถนนขึ้นเขาค้อแต่ถูกคอมมิวนิสต์ซุ่มโจมตีคนงานสร้างทางอย่างหนัก กองพล 93 ได้ส่งกำลังพลเดนตายลงมาช่วยทำหน้าที่ "หน่วยคุ้มกันและกองหน้าเปิดทาง" พวกเขาปะทะอย่างดุเดือดบนที่ราบสูงเขาค้อ รบแบบประจัญบานจนสามารถกวาดล้างฐาน ผกค. ได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแลกกับการที่ทหารจีนก๊กมินตั๋งพลีชีพและบาดเจ็บพิการไปเป็นจำนวนมาก
พ.ศ. 2521 คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองสถานะและทยอยมอบ สัญชาติไทย ให้แก่อดีตทหารและครอบครัวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
รัฐบาลได้ปลดอาวุธกองกำลัง เปลี่ยนชื่อจากค่ายทหารดอยแม่สลองเป็น "บ้านสันติคีรี" (ภูเขาแห่งความสงบสุข) แปรสภาพดอยแม่สลอง พร้อมทั้งส่งเสริมให้พวกเขาเลิกปลูกฝิ่นอย่างเด็ดขาด แล้วหันมาปลูก ชาอู่หลง และพืชเมืองหนาว
จากคู่สงครามที่เคยต่อสู้กันดุเดือดในศึกเชียงตุง ตอนนี้กลายมาเป็นคนไทยในที่สุด.
การรบของกองทัพไทยปะทะกองพล 93 ในศึกเชียงตุง การรบใน ศึกเชียงตุง (พ.ศ. 2485)(กว่าจะกลายเป็นแม่สลองในยุคปัจจุบัน?)
การรบใน ศึกเชียงตุง (พ.ศ. 2485) ระหว่าง กองทัพพายัพของไทย และ กองพล 93 ของจีนก๊กมินตั๋ง เป็นการปะทะที่ดุเดือดท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย โดยกองทัพไทยต้องใช้ทั้งการรุกทางบกและทางอากาศเข้าบดขยี้แนวรับของจีนก๊กมินตั๋งจนสามารถ ยึดเมืองเชียงตุงได้สำเร็จ
เมื่อรัฐบาลไทยประกาศสงครามกับประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ก็ถูกบังคับให้ต้องใช้กำลังทหารสนับสนุนปฏิบัติการรบของกองทัพญี่ปุ่น โดยให้เคลื่อนกำลังทหารของกองทัพบกไทยเข้าไปยึดเชียงตุงเพื่อเป็นฝ่ายรักษาแนวเขตด้านพม่าซึ่งเป็นดินแดนที่อังกฤษปกครองอยู่ รัฐบาลไทยสมัยนั้นได้ปฏิบัติทางทหาร โดยส่งกองทัพรุกเข้าไปในเชียงตุงกับเมืองพานแห่งแคว้นฉานอันเป็นดินแดนในอารักขาของอังกฤษ ซึ่งเป็นเป้าหมายอันหนึ่งตามคติของประมุขรัฐบาลไทยในการรวบรวมชนเชื้อชาติไทย
ฝ่ายไทย (กองทัพพายัพ) นำโดย พลโท หลวงเสรีเริงฤทธิ์ (แม่ทัพพายัพ) แบ่งกำลังหลักออกเป็น 3 กองพล โดยมี พลตรี ผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 3 ซึ่งเป็นกำลังรบหลักในการเข้าตีเมืองเชียงตุง
ฝ่ายจีน (กองพล 93 ก๊กมินตั๋ง) เป็นทหารยูนนานที่เจนจัดสนามรบ ได้รับการสนับสนุนอาวุธจากสหรัฐฯ ทำการตั้งรับตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเทือกเขาสูง วางกำลังกระจายตามหัวเมืองรายทาง เช่น เมืองสาด เมืองพยาค และดอยช้างงู
ทำไมกองพล 93 ก๊กมินตั๋งจึงมาอยู่เชียงตุง
เหตุผลที่ กองพล 93 ของจีนก๊กมินตั๋ง เข้ามาตั้งมั่นอยู่บริเวณ เชียงตุง (และรัฐฉานของพม่า) เกิดขึ้นจากคำสั่งลงใต้ของเจียงไคเชก
เมื่อญี่ปุ่นบุกพม่าในปี พ.ศ. 2484 อังกฤษซึ่งเป็นเจ้าของอาณานิคมต้านทานไม่ไหว จึงขอความช่วยเหลือจาก จอมพลเจียงไคเชก ผู้นำจีนก๊กมินตั๋ง
จีนส่งกองกำลังหลายกองพลรวมถึง กองพล 93 เดินทัพลงใต้ข้ามพรมแดนมาตั้งฐานรับศึกอยู่ที่ เชียงตุง เพื่อช่วยอังกฤษสกัดกั้นทหารญี่ปุ่น และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อปกป้อง "ถนนพม่า" (Burma Road) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและเสบียงสายเดียวที่จีนใช้รับของสนับสนุนจากอเมริกา
กองทัพไทยเริ่มเคลื่อนพลข้ามพรมแดนในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2485 การรบแบ่งออกเป็นหลายสมรภูมิย่อยตามเส้นทางมุ่งสู่เชียงตุง อุปสรรคใหญ่ของทหารไทย คือ "ดินฟ้าอากาศ" ช่วงที่บุกเป็นฤดูฝน ถนนกลายสภาพเป็นทะเลโคลนลึก ยานยนต์และรถรบของไทยใช้งานไม่ได้ ทหารไทยต้องเดินเท้า ลุยโคลน และใช้ช้างหรือวัวต่างในการขนส่งเสบียงและอาวุธหนัก
กองทัพอากาศไทยจึงส่งเครื่องบินรบไปทิ้งระเบิดนำร่อง เพื่อทำลายค่ายและแนวสนามเพลาะของทหารจีนบนยอดเขา ช่วยเปิดทางให้ทหารราบไทยรุกคืบได้ง่ายขึ้น
เมืองพยาค (Mong Hpyak / ม้งพยาก) คือ เมืองยุทธศาสตร์สำคัญด่านแรก ที่กองทัพไทยต้องตีหักเอาชนะกองทัพจีนก๊กมินตั๋งให้ได้ก่อนจะรุกคืบเข้าสู่ใจกลางเมืองเชียงตุง
เมืองพยาคตั้งอยู่กึ่งกลางบนเส้นทางคมนาคมสายหลัก ระหว่างท่าขี้เหล็ก (ชายแดนไทย) กับเมืองเชียงตุง โดยอยู่ห่างจากเชียงตุงลงมาทางใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร หากกองทัพใดจะบุกเชียงตุงจากทางทิศใต้ จำเป็นต้องผ่านและยึดเมืองพยาคให้ได้ก่อนเป็นประตูสู่เชียงตุง และเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางกำลังบำรุงและฐานทัพหน้า
กองพลที่ 4 นำโดย พันเอก หลวงหาญสงคราม (ฟ้อน สุวรรณไศละ) ได้รับคำสั่งให้เป็นกองหน้า เคลื่อนทัพล่วงหน้าข้ามแม่สายเพื่อไปตีเมืองพยาคโดยเฉพาะ
กองพลที่ 3 นำโดย พลตรี หลวงชำนาญยุทธศาสตร์ (ผิน ชุณหะวัณ) เดินทัพตามมาติดๆ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนสนับสนุนการเข้าตีและเตรียมแยกทัพมุ่งสู่ตัวเมืองเชียงตุง
กองพลที่ 2 ของไทยเข้าตีทหารจีนกองพล 93 ที่เมืองสาด ขณะที่กองพลที่ 3 รุกคืบกดดันจนสามารถยึดเมืองพยาคได้สำเร็จในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 ทหารจีนก๊กมินตั๋งใช้ยุทธวิธีตั้งรับอย่างเหนียวแน่นบนชัยภูมิที่ได้เปรียบ ซุ่มโจมตีกองทัพไทยเป็นระยะ แต่ด้วยกำลังพลของไทยที่โหมบุกมากกว่า จึงค่อยๆ บีบให้ทหารจีนต้องล่าถอยร่นไปรวมกันที่เชียงตุง เมื่อกองทัพไทยกดดันเข้ามาถึงชานเมือง ทหารจีนก๊กมินตั๋งตระหนักว่าป้อมปราการดอยเหมยและตัวเมืองเชียงตุงกำลังจะถูกล้อม และเส้นทางส่งกำลังบำรุงจากจีนเริ่มถูกคุกคาม ในที่สุดฝ่ายจีนจึงตัดสินใจ ถอนกำลังขึ้นไปทางเหนือ มุ่งหน้ากลับสู่ชายแดนจีนยูนนาน
ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2485 พลตรี ผิน ชุณหะวัณ นำกองทัพไทยบุกเข้ายึดเมืองเชียงตุงได้อย่างเป็นทางการโดยไม่มีการนองเลือดใหญ่ในตัวเมือง ทหารไทยจับเชลยศึกทหารจีนที่ตกค้างและบาดเจ็บได้จำนวนมาก
หลังจากกองทัพไทยยึดเชียงตุงได้ทั้งหมดและสถาปนาแว่นแคว้นเป็น "สหรัฐไทยเดิม" รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้จัดระเบียบการปกครองแผ่นดินใหม่ โดยแบ่งดินแดนออกเป็นอำเภอต่างๆ และ เมืองพยาคก็ได้รับการยกสถานะเป็น "อำเภอเมืองพยาค" ของประเทศไทย มีการส่งข้าราชการ ศาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากฝั่งสยามเข้าไปตั้งหน่วยดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ราว 3 ปี
แม้ไทยจะชนะการรบและจัดตั้ง "สหรัฐไทยเดิม" ได้สำเร็จ แต่ความสูญเสียที่แท้จริงหลังสิ้นสุดสงคราม ทหารไทยในเชียงตุงต้องเผชิญกับ ไข้มาลาเรีย (ไข้ป่า) และโรคบิด เล่นงานอย่างหนัก จนมีทหารป่วยสูงถึง 30-50% ประกอบกับการขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มและเสบียง ทำให้มีทหารไทยเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าเสียชีวิตในสมรภูมิรบเสียอีก
เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 ประเทศไทยที่เคยยอมจำนนและจำใจเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ตกอยู่ในสถานะผู้แพ้สงครามทันทีในสายตาของอังกฤษ แม้จะมีขบวนการเสรีไทยช่วยกู้สถานะไว้ อังกฤษยื่นคำขาดให้กองทัพไทยถอนกำลังออกจากเชียงตุง (สหรัฐไทยเดิม) และคืนดินแดน
รัฐบาลไทยในเวลานั้นอยู่ในสภาวะถังแตกและวุ่นวายกับการเจรจาทางการเมือง การจัดการถอนกำลังพลนับหมื่นนายจากเชียงตุงกลับสู่มาตุภูมิจึงเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ทหารจำนวนมากไม่มีรถขนส่ง ไม่มีเสบียง
ทหารไทยต้องเดินเท้าจากเชียงตุงลุยป่าลุยดงลงมาทางใต้จนถึงจุดสิ้นสุดของทางรถไฟภาคเหนือ ส่วนใหญ่คือสถานีเชียงใหม่ หรือสถานีลำปาง
เมื่อมาถึงสถานีรถไฟ ขบวนรถมีจำกัดและต้องสงวนไว้ให้กองทัพอังกฤษและฝ่ายสัมพันธมิตรก่อน ทหารไทยไม่มีเงินซื้อตั๋ว และไม่มีรถไฟมารับทางเดียวคือเดินตามรางรถไฟ ทหารไทยหลายกองร้อยจึงตัดสินใจ "เดินเท้าตามแนวรางรถไฟ" มุ่งหน้าลงใต้สู่กรุงเทพฯ และภูมิลำเนาของตน การเดินบนหินหนุนรางและไม้หมอนรถไฟระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรท่ามกลางแดดและฝน
เมื่อเดินทางถึงจุดหมายปลายทางหรือบ้านเกิด แทนที่จะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติในฐานะวีรบุรุษผู้ไปรบเพื่อชาติ พวกเขากลับต้องแยกย้ายกันไปอย่างเงียบๆ รัฐบาลจ่ายเงินเบี้ยหวัดหรือเงินชดเชยให้เพียงน้อยนิด (บางคนได้เงินที่แทบไม่มีค่าเพราะเงินเฟ้อหลังสงคราม) ทหารหลายคนต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าที่ร่างกายจะรักษาหายจากโรคไข้ป่า
ทางฝ่ายกองพล 93 ก๊กมินตั๋ง
หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนเกิดสงครามกลางเมืองต่อทันที ผลคือ พรรคคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตงชนะ ทำให้จอมพลเจียงไคเชกต้องอพยพกองทัพหลักหนีไปตั้งหลักที่เกาะไต้หวัน ทหารจีนก๊กมินตั๋งบางส่วน (รวมถึงกองทัพที่ 8, 26 และกองพล 93) ที่สู้รบอยู่บริเวณมณฑลยูนนานทางตอนใต้ ถูกตัดขาดจากทัพหลักและไม่สามารถหนีไปไต้หวัน พวกเขาจึงต้องตีฝ่าวงล้อมของคอมมิวนิสต์ หนีตายข้ามพรมแดนลงมาทางใต้เข้าสู่รัฐฉานและพื้นที่บริเวณ เชียงตุง (ท่าขี้เหล็ก) ของพม่า อีกครั้งแต่คราวนี้ในฐานะของผู้ลี้ภัย
พวกเขาตั้งกองกำลังนอกแบบขึ้นมาใหม่โดยมีเป้าหมายคือการใช้พื้นที่แถบเชียงตุงและเมืองสาดในรัฐฉาน ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงตัดขาดจากรัฐบาลกลางพม่า เป็นฐานทัพลับสะสมกำลังพล โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนลับๆ จากอเมริกา (CIA) และไต้หวัน เพื่อรอวันบุกโจมตีตลบหลังยึดแผ่นดินใหญ่คืนจากจีนคอมมิวนิสต์
เมื่อกองทัพจีนก๊กมินตั๋งกลุ่มนี้ปักหลักยาวนานจนกองทัพพม่าทนไม่ไหวและเปิดฉากกวาดล้างครั้งใหญ่ พวกเขาจึงต้องสู้พลางถอนพลางอพยพหนีลงมาทางใต้อีกระลอก จนกระทั่งมาถึงตอนเกนือของไทยและกลายมาเป็นผู้ขอลี้ภัยของรัฐบาลไทย
วีรกรรมการช่วยรัฐบาลไทยปะทะกองกำลังคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในช่วงปี พ.ศ. 2514 - 2525 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ชุบชีวิตอดีตทหารจีนก๊กมินตั๋ง กองพล 93 จากสถานะผู้หลบหนีเข้าเมืองให้กลายมาเป็น "พลเมืองไทย"
ก่อนหน้านั้น กองกำลังของ นายพลต้วน ซีเหวิน (ดอยแม่สลอง) และ นายพลหลี่ เหวินฮวน (ถ้ำง็อบ) ถูกกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลไทยเพราะพัวพันกับการค้าของเถื่อนและฝิ่นในสามเหลี่ยมทองคำ รัฐบาลไทยถึงขั้นเกือบจะผลักดันออกนอกประเทศ แต่ในเวลานั้น ภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ทวีความรุนแรงขีดสุดบนป่าเขาทางภาคเหนือ
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ (ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น) จึงได้ยื่นเงื่อนไขสำคัญ: หากกองพล 93 ยอมมาจัดตั้งเป็น "กองกำลังอาสาสมัครทหารพราน" ช่วยกองทัพไทยรบปราบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยจะอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นทางการ และพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่พวกเขาและลูกหลานซึ่งนายพลต้วน ซีเหวิน ตอบตกลงในทันที
กองพล 93 พวกเขาเป็นทหารจากมณฑลยูนนาน รบในที่สูงและป่าทึบมาทั้งชีวิต พวกเขารบพ่ายแพ้คอมมิวนิสต์จีนจนต้องสิ้นชาติพลัดถิ่นมา อุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์จึงเข้มข้นในสายเลือด การรบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ทำตามสั่ง แต่เป็นการรบกับศัตรูคู่อาฆาตเดิม
ทหารกองพล 93 (จัดตั้งในนาม กองกำลังทหารอาสา 04) ได้เข้าร่วมเปิดฉากบุกโจมตีฐานที่มั่นสำคัญของคอมมิวนิสต์ในหลายจุด
สมรภูมิดอยหลวง ดอยยาว และดอยผาหม่น (จ.เชียงราย) ที่นี่คือป้อมปราการหินของ ผกค. ที่ทหารไทยเข้าตียากมาก กองพล 93 ใช้ยุทธวิธีเดินเท้าแทรกซึมตัดหน้าผา โอบล้อมและเข้าตีค่ายคอมมิวนิสต์แตกพ่ายไป
สมรภูมิภูหินร่องกล้า และเขาค้อ (จ.เพชรบูรณ์) ในปี พ.ศ. 2524 นี่คือศึกใหญ่ครั้งสุดท้าย ฝ่ายไทยต้องการตัดถนนขึ้นเขาค้อแต่ถูกคอมมิวนิสต์ซุ่มโจมตีคนงานสร้างทางอย่างหนัก กองพล 93 ได้ส่งกำลังพลเดนตายลงมาช่วยทำหน้าที่ "หน่วยคุ้มกันและกองหน้าเปิดทาง" พวกเขาปะทะอย่างดุเดือดบนที่ราบสูงเขาค้อ รบแบบประจัญบานจนสามารถกวาดล้างฐาน ผกค. ได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแลกกับการที่ทหารจีนก๊กมินตั๋งพลีชีพและบาดเจ็บพิการไปเป็นจำนวนมาก
พ.ศ. 2521 คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองสถานะและทยอยมอบ สัญชาติไทย ให้แก่อดีตทหารและครอบครัวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
รัฐบาลได้ปลดอาวุธกองกำลัง เปลี่ยนชื่อจากค่ายทหารดอยแม่สลองเป็น "บ้านสันติคีรี" (ภูเขาแห่งความสงบสุข) แปรสภาพดอยแม่สลอง พร้อมทั้งส่งเสริมให้พวกเขาเลิกปลูกฝิ่นอย่างเด็ดขาด แล้วหันมาปลูก ชาอู่หลง และพืชเมืองหนาว
จากคู่สงครามที่เคยต่อสู้กันดุเดือดในศึกเชียงตุง ตอนนี้กลายมาเป็นคนไทยในที่สุด.