เห็นกระทู้เกี่ยวกับ “ความกตัญญู” ที่คนรุ่นใหม่บางส่วนมองว่า เป็นเรื่องที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อหลอกล่อให้ลูกต้องยอมลำบากเลี้ยงดูพ่อแม่ ผ่านคำสอนทางศาสนาและจารีตประเพณี ทั้งที่พ่อแม่กับลูกต่างก็เป็นคนละชีวิต และมนุษย์ทุกคนก็ไม่ได้ร้องขอที่จะเกิดมา
พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก เพราะเป็นผู้ให้กำเนิดและรับผิดชอบต่อชีวิตที่ตนสร้างขึ้น ส่วนลูกก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ไปตลอดชีวิตจริงหรือไม่?
ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ผู้คนจำนวนมากกำลังดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด จนรู้สึกว่า “ความกตัญญู” กลายเป็นกับดักที่เปิดโอกาสให้คนบางคนเอาเปรียบลูกหลาน โดยเฉพาะเมื่อความกตัญญูถูกนำมาใช้เรียกร้องเงินทอง บังคับให้เสียสละ หรือทำให้คนที่ไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้รู้สึกผิด
เรื่องนี้เป็นหลุมพรางที่สังคมอุปโลกน์ขึ้นมาจริงหรือ?
ก่อนจะตอบคำถามนี้ ลองย้อนกลับไปดูเรื่องราวของมนุษยชาติ ผ่านหลักฐานทางมานุษยวิทยาและโบราณคดีกันก่อนครับ
1. มนุษย์ดูแลกันมาก่อนมีศาสนาหรือไม่?
ศาสนาหลักที่เรารู้จักกันมีอายุเพียงไม่กี่พันปีเท่านั้น แต่มนุษย์มีมานับแสนปีแล้ว
Homo sapiens มีหลักฐานการปรากฏตัวในแอฟริกาอย่างน้อยประมาณ 300,000 ปีก่อน และ บรรพบุรุษของมนุษย์ ก็มีความเป็นอยู่แบบเผ่า ฝูง เป็นระบบสังคมมาก่อนหน้านั้น
นั่นหมายความว่า มนุษย์และบรรพบุรุษของมนุษย์มีชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ดูแลลูกหลาน แบ่งปันทรัพยากร และพึ่งพากันมาเป็นเวลานาน ก่อนจะมีศาสนาที่เรารู้จักในปัจจุบัน
คำถามจึงอยู่ที่ว่า ความกตัญญูมีอยู่ก่อนศาสนา หรือเป็นสิ่งที่ศาสนาสร้างขึ้นมา?
เราไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุได้ว่ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เข้าใจแนวคิดเรื่องความกตัญญูเหมือนคนในสังคมปัจจุบันหรือไม่ แต่เรามีหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชี้ว่า การช่วยเหลือสมาชิกที่บาดเจ็บหรือมีข้อจำกัดทางร่างกายเกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่หลายแสนปีก่อน
หลักฐานเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นว่า การดูแลกันอาจมีรากฐานลึกกว่าคำสอนทางศาสนาและกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในภายหลัง
2. หลักฐานจากมนุษย์โบราณ: คนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?
กรณีที่ 1: มนุษย์โบราณจากดมานิซี อายุประมาณ 1.77 ล้านปี
ในแหล่งโบราณคดีดมานิซี (Dmanisi) ประเทศจอร์เจีย นักวิจัยค้นพบกะโหลกและขากรรไกรของมนุษย์สกุล Homo ซึ่งมีอายุประมาณ 1.77 ล้านปี
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือบุคคลที่สูญเสียฟันไปเกือบทั้งหมดก่อนเสียชีวิตหลายปี หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บุคคลนี้มีข้อจำกัดอย่างรุนแรงในการบดเคี้ยวอาหาร แต่ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้
การค้นพบนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 2005 โดยนักวิจัยเสนอว่า การมีชีวิตอยู่ต่อทั้งที่สูญเสียฟันเกือบทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับวิธีการหาอาหารและการดำรงชีวิตของมนุษย์กลุ่มนี้
มนุษย์ที่ไร้ฟัน ต้องมีคนช่วยบดย่อยอาหาร หรือ การทำอาหารนิ่ม เพื่อดำรงชีวิตต่อได้อีกหลายปี
กรณีที่ 2: มนุษย์ที่มีความบกพร่องทางร่างกายจากแหล่งซิมาเดโลสอูเอซอส อายุประมาณ 430,000 ปี
ที่แหล่งโบราณคดีซิมาเดโลสอูเอซอส (Sima de los Huesos) ในเทือกเขาอาตาปูเอร์กา ประเทศสเปน นักวิจัยค้นพบซากมนุษย์โบราณจำนวนมาก ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 430,000–300,000 ปีก่อน
ในบรรดาซากเหล่านั้น มีบุคคลที่แสดงสัญญาณของความชราและข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว นักวิจัยตีความว่าการมีชีวิตอยู่ของบุคคลที่มีข้อจำกัดเช่นนี้อาจสะท้อนถึงการช่วยเหลือจากสมาชิกในกลุ่ม
งานศึกษาซากดึกดำบรรพ์จากแหล่งนี้ยังช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของมนุษย์โบราณกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสายวิวัฒนาการของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
ทำให้เชื่อได้ว่า โครงสร้างสังคมของบรรพบุรุษมนุษย์สาย Homo ได้พัฒนาการช่วยเหลือกันภายในกลุ่มขึ้นมาก่อนหน้านั้นนานแล้วอีกด้วย
กรณีที่ 3: ชานิดาร์ 1 มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่มีบาดแผลรุนแรง อายุประมาณ 45,000–35,000 ปีก่อน
นี่เป็นหนึ่งในกรณีที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับการดูแลสมาชิกในสังคมมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ที่ถ้ำชานิดาร์ (Shanidar) ในประเทศอิรัก นักโบราณคดีค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่รู้จักกันในชื่อ “Shanidar 1” มีอายุประมาณ 45,000–35,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือราว 45,000–35,000 ปีก่อนปัจจุบัน
โครงกระดูกแสดงร่องรอยการบาดเจ็บหลายตำแหน่ง ทั้งบริเวณศีรษะ แขน และเท้า แขนข้างหนึ่งมีลักษณะลีบ และอาจมีข้อจำกัดด้านการมองเห็นหรือการเคลื่อนไหวร่วมด้วย กระดูกบางตำแหน่งมีร่องรอยการสมานตัว แสดงว่าบาดแผลเกิดขึ้นก่อนเสียชีวิตเป็นเวลานับสิบปี นานพอที่ร่างกายจะฟื้นตัว
นักวิจัยประเมินว่า บุคคลนี้มีชีวิตอยู่จนถึงอายุประมาณ 35–45 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในวัยสูงอายุเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมและความเสี่ยงของชีวิตในยุคนั้น
เราไม่สามารถบอกได้ว่า เขาดำรงชีวิตได้ด้วยลูกหลาาน เครือญาติหรือไม่ แต่ หลักฐานนี้ บอกกับเราได้ชัดเจนว่า พวกเขา มีรูปแบบสังคมและวิถีชีวิตที่เกื้อกูล ดูแล สมาชิกในกลุ่ม ที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์
3. ทำไมมนุษย์จึงต้องการคนสูงอายุ?
ลองจินตนาการถึงชุมชนมนุษย์ที่ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ เก็บพืชป่า และพึ่งพาสภาพแวดล้อมเมื่อหลายหมื่นปีก่อน
ในชุมชนลักษณะนี้ เด็กเล็กต้องอาศัยผู้ใหญ่ดูแลเป็นเวลานาน ผู้ใหญ่ต้องใช้แรงงานเพื่อหาอาหาร ขณะที่สมาชิกบางคนอาจมีข้อจำกัดจากอายุ ความเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ
หากมองเพียงความสามารถทางกายภาพ คนที่แข็งแรงและล่าสัตว์ได้ย่อมดูเหมือนมีประโยชน์ต่อกลุ่มมากกว่า
แต่ถ้ามองในมิติขององค์ความรู้ ภาพจะเปลี่ยนไป
คนที่มีอายุยืนอาจสะสมประสบการณ์เกี่ยวกับฤดูกาล แหล่งน้ำ พืชที่กินได้ พืชมีพิษ เส้นทางอพยพของสัตว์ วิธีทำเครื่องมือ และความสัมพันธ์กับกลุ่มอื่น ๆ
ในสังคมที่ยังไม่มีภาษาเขียน ความรู้เหล่านี้ต้องอาศัยความทรงจำ การสังเกต การฝึกฝน และการถ่ายทอดระหว่างบุคคล
ลองคิดดูว่า หากสมาชิกคนหนึ่งจำได้ว่าภัยแล้งครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน และรู้ว่าบริเวณใดมีน้ำเหลืออยู่ในฤดูแล้ง ความทรงจำของเขาอาจช่วยให้คนทั้งกลุ่มหลีกเลี่ยงความอดอยากได้
หากหญิงสูงอายุคนหนึ่งรู้จักพืชป่าที่ให้พลังงานสูงและสามารถหาได้ในฤดูที่อาหารขาดแคลน ความรู้ของเธอก็อาจช่วยให้ลูกหลานมีอาหารกิน
คุณค่าของคนสูงอายุจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ความสามารถในการออกแรง แต่ยังอยู่ที่ความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถในการถ่ายทอดสิ่งที่ตนเรียนรู้มาตลอดชีวิต
สมมติว่าชุมชนหนึ่งมีคน 4 รุ่น
รุ่น A: เด็กเล็กและเด็กวัยเรียนรู้
รุ่น B: วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์
รุ่น C: ผู้ใหญ่ในวัยทำงาน ผู้ดูแลครอบครัวและมีประสบการณ์ในการดำรงชีวิต
รุ่น D: ผู้สูงอายุ ผู้มีประสบการณ์สะสมมายาวนานและอาจเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้าน
ยิ่งกลุ่มนั้นมีคนรุ่น D มากเท่าไหร่ อยู่มานานเท่าไหร่ เท่ากับ ขอบเขตุระยะเวลาของความรู้ทางตรงก็จะยิ่งยาวนานขึ้นไปด้วย
หากบรรพบุรุษของมนุษย์ มีลูกตั้งแต่ 12-15 ปี เราจะมี เด็กเล็กๆ ที่มีพ่อแม่เป็นหนุ่มสาววัย 17-18 โดยในกลุ่ม จะมีผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 18 ขึ้นไปจนถึง 30-35 ปีเป็นกำลังสำคัญ หาก คนที่ชราที่สุดมีอายุราว 45 ปี เท่ากับ องค์ความรู้ทางตรงของกลุ่ม ครอบคลุมระยะเวลาราว 60 ปี มีความรู้ทางอ้อมที่ตกทอดข้ามรุ่นคนครอบคลุมระยะเวลา 70-90 ปี
ในขณะที่ หากอีกกลุ่มหนึ่ง มีสมาชิกอยู่ได้ถึง 70 ปี หมายถึง ความรู้ทางตรงที่ตกทอดกันได้ในระยะ 85 ปี และความรู้ทางอ้อมที่ส่งต่อข้ามรุ่นผ่านเรื่องเล่าครอบคลุมข้อมูล 140-170 ปี
นี่คือความแตกต่างของ”ข้อมูล”
ความกตัญญูเป็นเรื่องหลอกลวง เพื่อบังคับให้เลี้ยงดูพ่อแม่จริงหรือ?
เห็นกระทู้เกี่ยวกับ “ความกตัญญู” ที่คนรุ่นใหม่บางส่วนมองว่า เป็นเรื่องที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อหลอกล่อให้ลูกต้องยอมลำบากเลี้ยงดูพ่อแม่ ผ่านคำสอนทางศาสนาและจารีตประเพณี ทั้งที่พ่อแม่กับลูกต่างก็เป็นคนละชีวิต และมนุษย์ทุกคนก็ไม่ได้ร้องขอที่จะเกิดมา
พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก เพราะเป็นผู้ให้กำเนิดและรับผิดชอบต่อชีวิตที่ตนสร้างขึ้น ส่วนลูกก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ไปตลอดชีวิตจริงหรือไม่?
ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ผู้คนจำนวนมากกำลังดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด จนรู้สึกว่า “ความกตัญญู” กลายเป็นกับดักที่เปิดโอกาสให้คนบางคนเอาเปรียบลูกหลาน โดยเฉพาะเมื่อความกตัญญูถูกนำมาใช้เรียกร้องเงินทอง บังคับให้เสียสละ หรือทำให้คนที่ไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้รู้สึกผิด
เรื่องนี้เป็นหลุมพรางที่สังคมอุปโลกน์ขึ้นมาจริงหรือ?
ก่อนจะตอบคำถามนี้ ลองย้อนกลับไปดูเรื่องราวของมนุษยชาติ ผ่านหลักฐานทางมานุษยวิทยาและโบราณคดีกันก่อนครับ
1. มนุษย์ดูแลกันมาก่อนมีศาสนาหรือไม่?
ศาสนาหลักที่เรารู้จักกันมีอายุเพียงไม่กี่พันปีเท่านั้น แต่มนุษย์มีมานับแสนปีแล้ว
Homo sapiens มีหลักฐานการปรากฏตัวในแอฟริกาอย่างน้อยประมาณ 300,000 ปีก่อน และ บรรพบุรุษของมนุษย์ ก็มีความเป็นอยู่แบบเผ่า ฝูง เป็นระบบสังคมมาก่อนหน้านั้น
นั่นหมายความว่า มนุษย์และบรรพบุรุษของมนุษย์มีชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ดูแลลูกหลาน แบ่งปันทรัพยากร และพึ่งพากันมาเป็นเวลานาน ก่อนจะมีศาสนาที่เรารู้จักในปัจจุบัน
คำถามจึงอยู่ที่ว่า ความกตัญญูมีอยู่ก่อนศาสนา หรือเป็นสิ่งที่ศาสนาสร้างขึ้นมา?
เราไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุได้ว่ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เข้าใจแนวคิดเรื่องความกตัญญูเหมือนคนในสังคมปัจจุบันหรือไม่ แต่เรามีหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชี้ว่า การช่วยเหลือสมาชิกที่บาดเจ็บหรือมีข้อจำกัดทางร่างกายเกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่หลายแสนปีก่อน
หลักฐานเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นว่า การดูแลกันอาจมีรากฐานลึกกว่าคำสอนทางศาสนาและกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในภายหลัง
2. หลักฐานจากมนุษย์โบราณ: คนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?
กรณีที่ 1: มนุษย์โบราณจากดมานิซี อายุประมาณ 1.77 ล้านปี
ในแหล่งโบราณคดีดมานิซี (Dmanisi) ประเทศจอร์เจีย นักวิจัยค้นพบกะโหลกและขากรรไกรของมนุษย์สกุล Homo ซึ่งมีอายุประมาณ 1.77 ล้านปี
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือบุคคลที่สูญเสียฟันไปเกือบทั้งหมดก่อนเสียชีวิตหลายปี หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บุคคลนี้มีข้อจำกัดอย่างรุนแรงในการบดเคี้ยวอาหาร แต่ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้
การค้นพบนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 2005 โดยนักวิจัยเสนอว่า การมีชีวิตอยู่ต่อทั้งที่สูญเสียฟันเกือบทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับวิธีการหาอาหารและการดำรงชีวิตของมนุษย์กลุ่มนี้
มนุษย์ที่ไร้ฟัน ต้องมีคนช่วยบดย่อยอาหาร หรือ การทำอาหารนิ่ม เพื่อดำรงชีวิตต่อได้อีกหลายปี
กรณีที่ 2: มนุษย์ที่มีความบกพร่องทางร่างกายจากแหล่งซิมาเดโลสอูเอซอส อายุประมาณ 430,000 ปี
ที่แหล่งโบราณคดีซิมาเดโลสอูเอซอส (Sima de los Huesos) ในเทือกเขาอาตาปูเอร์กา ประเทศสเปน นักวิจัยค้นพบซากมนุษย์โบราณจำนวนมาก ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 430,000–300,000 ปีก่อน
ในบรรดาซากเหล่านั้น มีบุคคลที่แสดงสัญญาณของความชราและข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว นักวิจัยตีความว่าการมีชีวิตอยู่ของบุคคลที่มีข้อจำกัดเช่นนี้อาจสะท้อนถึงการช่วยเหลือจากสมาชิกในกลุ่ม
งานศึกษาซากดึกดำบรรพ์จากแหล่งนี้ยังช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของมนุษย์โบราณกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสายวิวัฒนาการของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
ทำให้เชื่อได้ว่า โครงสร้างสังคมของบรรพบุรุษมนุษย์สาย Homo ได้พัฒนาการช่วยเหลือกันภายในกลุ่มขึ้นมาก่อนหน้านั้นนานแล้วอีกด้วย
กรณีที่ 3: ชานิดาร์ 1 มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่มีบาดแผลรุนแรง อายุประมาณ 45,000–35,000 ปีก่อน
นี่เป็นหนึ่งในกรณีที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับการดูแลสมาชิกในสังคมมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ที่ถ้ำชานิดาร์ (Shanidar) ในประเทศอิรัก นักโบราณคดีค้นพบโครงกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลที่รู้จักกันในชื่อ “Shanidar 1” มีอายุประมาณ 45,000–35,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือราว 45,000–35,000 ปีก่อนปัจจุบัน
โครงกระดูกแสดงร่องรอยการบาดเจ็บหลายตำแหน่ง ทั้งบริเวณศีรษะ แขน และเท้า แขนข้างหนึ่งมีลักษณะลีบ และอาจมีข้อจำกัดด้านการมองเห็นหรือการเคลื่อนไหวร่วมด้วย กระดูกบางตำแหน่งมีร่องรอยการสมานตัว แสดงว่าบาดแผลเกิดขึ้นก่อนเสียชีวิตเป็นเวลานับสิบปี นานพอที่ร่างกายจะฟื้นตัว
นักวิจัยประเมินว่า บุคคลนี้มีชีวิตอยู่จนถึงอายุประมาณ 35–45 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในวัยสูงอายุเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมและความเสี่ยงของชีวิตในยุคนั้น
เราไม่สามารถบอกได้ว่า เขาดำรงชีวิตได้ด้วยลูกหลาาน เครือญาติหรือไม่ แต่ หลักฐานนี้ บอกกับเราได้ชัดเจนว่า พวกเขา มีรูปแบบสังคมและวิถีชีวิตที่เกื้อกูล ดูแล สมาชิกในกลุ่ม ที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์
3. ทำไมมนุษย์จึงต้องการคนสูงอายุ?
ลองจินตนาการถึงชุมชนมนุษย์ที่ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ เก็บพืชป่า และพึ่งพาสภาพแวดล้อมเมื่อหลายหมื่นปีก่อน
ในชุมชนลักษณะนี้ เด็กเล็กต้องอาศัยผู้ใหญ่ดูแลเป็นเวลานาน ผู้ใหญ่ต้องใช้แรงงานเพื่อหาอาหาร ขณะที่สมาชิกบางคนอาจมีข้อจำกัดจากอายุ ความเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ
หากมองเพียงความสามารถทางกายภาพ คนที่แข็งแรงและล่าสัตว์ได้ย่อมดูเหมือนมีประโยชน์ต่อกลุ่มมากกว่า
แต่ถ้ามองในมิติขององค์ความรู้ ภาพจะเปลี่ยนไป
คนที่มีอายุยืนอาจสะสมประสบการณ์เกี่ยวกับฤดูกาล แหล่งน้ำ พืชที่กินได้ พืชมีพิษ เส้นทางอพยพของสัตว์ วิธีทำเครื่องมือ และความสัมพันธ์กับกลุ่มอื่น ๆ
ในสังคมที่ยังไม่มีภาษาเขียน ความรู้เหล่านี้ต้องอาศัยความทรงจำ การสังเกต การฝึกฝน และการถ่ายทอดระหว่างบุคคล
ลองคิดดูว่า หากสมาชิกคนหนึ่งจำได้ว่าภัยแล้งครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน และรู้ว่าบริเวณใดมีน้ำเหลืออยู่ในฤดูแล้ง ความทรงจำของเขาอาจช่วยให้คนทั้งกลุ่มหลีกเลี่ยงความอดอยากได้
หากหญิงสูงอายุคนหนึ่งรู้จักพืชป่าที่ให้พลังงานสูงและสามารถหาได้ในฤดูที่อาหารขาดแคลน ความรู้ของเธอก็อาจช่วยให้ลูกหลานมีอาหารกิน
คุณค่าของคนสูงอายุจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ความสามารถในการออกแรง แต่ยังอยู่ที่ความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถในการถ่ายทอดสิ่งที่ตนเรียนรู้มาตลอดชีวิต
สมมติว่าชุมชนหนึ่งมีคน 4 รุ่น
รุ่น A: เด็กเล็กและเด็กวัยเรียนรู้
รุ่น B: วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์
รุ่น C: ผู้ใหญ่ในวัยทำงาน ผู้ดูแลครอบครัวและมีประสบการณ์ในการดำรงชีวิต
รุ่น D: ผู้สูงอายุ ผู้มีประสบการณ์สะสมมายาวนานและอาจเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้าน
ยิ่งกลุ่มนั้นมีคนรุ่น D มากเท่าไหร่ อยู่มานานเท่าไหร่ เท่ากับ ขอบเขตุระยะเวลาของความรู้ทางตรงก็จะยิ่งยาวนานขึ้นไปด้วย
หากบรรพบุรุษของมนุษย์ มีลูกตั้งแต่ 12-15 ปี เราจะมี เด็กเล็กๆ ที่มีพ่อแม่เป็นหนุ่มสาววัย 17-18 โดยในกลุ่ม จะมีผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 18 ขึ้นไปจนถึง 30-35 ปีเป็นกำลังสำคัญ หาก คนที่ชราที่สุดมีอายุราว 45 ปี เท่ากับ องค์ความรู้ทางตรงของกลุ่ม ครอบคลุมระยะเวลาราว 60 ปี มีความรู้ทางอ้อมที่ตกทอดข้ามรุ่นคนครอบคลุมระยะเวลา 70-90 ปี
ในขณะที่ หากอีกกลุ่มหนึ่ง มีสมาชิกอยู่ได้ถึง 70 ปี หมายถึง ความรู้ทางตรงที่ตกทอดกันได้ในระยะ 85 ปี และความรู้ทางอ้อมที่ส่งต่อข้ามรุ่นผ่านเรื่องเล่าครอบคลุมข้อมูล 140-170 ปี
นี่คือความแตกต่างของ”ข้อมูล”