ฟอกสีฟัน Zoom กับ Opalescence Boost ต่างกันตรงไหน? เทียบวิธีทำก่อนเลือก


ถ้าเข้ามาดูแพ็กเกจฟอกสีฟันแล้วเจอทั้ง Zoom และ Opalescence Boost หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมวิธีหนึ่งมีเครื่องฉายแสง ส่วนอีกวิธีลงเจลแล้วรอให้ทำงานได้เลย?

แบบไม่มีแสงจะขาวได้จริงไหม?
แบบมีแสงจำเป็นต้องดีกว่าไหม?
แล้วเจลที่เข้มข้นกว่าจะทำให้เสียวฟันมากกว่าหรือเปล่า?

ทีม HeySmile Dental Clinic อยากพาเปรียบเทียบผ่านสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันทำจริงครับ เพื่อให้เข้าใจความต่างก่อนตัดสินใจจากชื่อหรือราคาแพ็กเกจ

ฟอกสีฟัน Zoom กับ Opalescence Boost เป็นการฟอกสีฟันในคลินิกภายใต้การดูแลของทันตแพทย์เหมือนกัน ความต่างหลักคือ Philips Zoom WhiteSpeed ใช้เจลร่วมกับแสง LED ส่วน Opalescence Boost ใช้เจลที่กระตุ้นการทำงานด้วยการผสมสาร ไม่ต้องใช้แสงหรือเลเซอร์ในการฟอก

ทั้งสองวิธีช่วยให้สีฟันธรรมชาติสว่างขึ้นได้ แต่ผลที่เปลี่ยนไปและอาการระหว่างทำแตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่ควรเลือกจากการมีไฟหรือไม่มีไฟเพียงอย่างเดียวครับ


ก่อนเริ่มเปรียบเทียบ ต้องรู้ชื่อให้ตรงรุ่น

คำว่า Zoom และ Opalescence เป็นชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีหลายรูปแบบ รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ที่บ้านด้วย

ในบทความนี้ เราพูดถึง Philips Zoom WhiteSpeed และ Opalescence Boost ที่ทำในคลินิกโดยเฉพาะ

หากแพ็กเกจเขียนเพียงว่า “Zoom” หรือ “Opalescence” ควรถามชื่อรุ่นและวิธีใช้ให้ครบก่อน เพราะผลิตภัณฑ์สำหรับทำในคลินิกกับเจลใช้ในถาดฟอกที่บ้านมีรายละเอียดต่างกัน

เมื่อชื่อผลิตภัณฑ์ตรงกันแล้ว จึงค่อยเทียบขั้นตอนและขอบเขตบริการครับ


ช่วงแรกของการนัด: ทั้งสองวิธีควรเริ่มจากตรวจฟัน

ก่อนจะพูดถึงเครื่องหรือเจล ทันตแพทย์ควรประเมินก่อนว่าสีฟันที่กังวลเกิดจากอะไร และช่องปากพร้อมสำหรับการฟอกหรือไม่

สิ่งที่ควรแจ้ง ได้แก่ อาการเสียวฟันที่มีอยู่เดิม ประวัติการฟอกครั้งก่อน ฟันที่เคยกระแทก และครอบฟัน วีเนียร์ หรือวัสดุอุดบริเวณฟันหน้า

หากพบฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือปัญหาที่อาจทำให้เกิดอาการระหว่างฟอก อาจต้องจัดการก่อน

ขั้นตอนนี้สำคัญกับทั้ง Zoom และ Opalescence Boost เพราะการเปลี่ยนยี่ห้อไม่ได้แก้ปัญหาช่องปากที่ยังไม่ได้รับการดูแล

หลังประเมินแล้วจึงบันทึกสีฟันเริ่มต้น เพื่อใช้ประกอบการเปรียบเทียบหลังทำ ไม่อาศัยเพียงความรู้สึกว่าฟันดูขาวขึ้นหรือไม่ครับ


ช่วงเตรียม: ไม่มีแสงก็ยังต้องป้องกันเหงือก

ทั้งสองระบบใช้สารฟอกสีฟันที่ต้องควบคุมการสัมผัสกับเนื้อเยื่ออ่อน จึงต้องมีการเตรียมและป้องกันเหงือก ริมฝีปาก และบริเวณที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน

บางคนเข้าใจว่า Opalescence Boost ไม่ใช้เครื่องฉายแสง จึงน่าจะไม่ต้องป้องกันมากเท่าอีกระบบ ความจริงการป้องกันไม่ได้มีไว้เฉพาะเรื่องแสง แต่รวมถึงการหลีกเลี่ยงไม่ให้เจลสัมผัสเนื้อเยื่อที่ไม่ต้องการด้วย

ส่วนไฟที่อาจเห็นทันตแพทย์ใช้ทำให้วัสดุป้องกันเหงือกแข็งตัว เป็นคนละหน้าที่กับแสงที่ใช้ร่วมกับเจลฟอกสีฟันครับ


ช่วงฟอก: จุดที่สองระบบต่างกันชัดที่สุด

สำหรับ Zoom WhiteSpeed

ทันตแพทย์ใช้เจลร่วมกับเครื่องฉายแสง LED ของระบบ โดยเครื่องสามารถปรับระดับความเข้มของแสงได้

แสงที่ใช้เป็น LED ไม่ใช่เลเซอร์ แม้บางคนจะเรียกการฟอกที่มีเครื่องฉายแสงรวม ๆ ว่า “ฟอกเลเซอร์” ก็ตาม

สำหรับ Opalescence Boost

ผู้รักษาผสมสารผ่านระบบกระบอกฉีดก่อนใช้งาน เพื่อกระตุ้นเจลทางเคมี แล้วจึงนำเจลไปใช้กับฟันตามขั้นตอน

เจลสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟอกหรือเลเซอร์ การไม่มีเครื่องฉายแสงจึงเป็นลักษณะของระบบ ไม่ใช่การทำขั้นตอนขาดไป

คำถามที่ควรสนใจจึงเป็น “ใช้ผลิตภัณฑ์ครบตามแนวทางของระบบหรือไม่?” มากกว่า “ทำไมอีกแบบไม่มีไฟ?” ครับ


เห็นตัวเลข 25% กับ 40% ควรตีความอย่างไร?

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่นำมาเปรียบเทียบระบุว่า Zoom WhiteSpeed มีสูตรไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 25% ส่วน Opalescence Boost มีสูตรไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 40%

แต่เปอร์เซ็นต์ไม่ได้เป็นคะแนนว่าใครขาวกว่า หรือใครเหมาะกับคนไข้มากกว่า

ความเข้มข้นต้องอ่านร่วมกับสูตรเจล วิธีใช้ ระยะเวลาที่สัมผัสฟัน และขั้นตอนของแต่ละระบบ

การเห็นว่า Boost มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าจึงยังไม่พอจะสรุปว่าต้องขาวกว่า เช่นเดียวกับการเห็นว่า Zoom มีเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เสียวฟัน

ควรถามคลินิกถึงผลิตภัณฑ์และสูตรที่ใช้จริง และไม่ควรนำเจลความเข้มข้นสูงสำหรับคลินิกไปใช้เองที่บ้านครับ


ระหว่างรอเจลทำงาน: ต้องทำกี่รอบ?

ทั้งสองระบบมีแนวทางกำหนดเวลาของตัวเอง จึงไม่ควรเทียบความคุ้มด้วยจำนวนรอบอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น ข้อมูล Opalescence Boost ระบุการใช้งาน 2–3 รอบ รอบละ 20 นาที ส่วนข้อมูล Zoom WhiteSpeed มีการระบุช่วงฟอกประมาณ 45 นาที

ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลของระบบ ไม่ใช่คำยืนยันว่าเวลานัดทั้งหมดหรือแผนของทุกคนต้องเท่ากัน

ยังต้องเผื่อการตรวจ บันทึกสี ป้องกันเหงือก และประเมินหลังทำด้วย

ก่อนจองจึงควรถามว่า “ต้องเผื่อเวลาที่คลินิกทั้งหมดเท่าไร?” และ “หากมีอาการระหว่างทำ จะปรับแผนอย่างไร?”

การทำได้หลายรอบกว่าไม่ได้แปลว่าจะให้ผลดีกว่าสำหรับทุกคน และไม่ควรฝืนทำต่อเพียงเพื่อให้ครบจำนวนที่คาดไว้ครับ


คนเสียวฟันง่ายควรเลือกตัวไหน?

ยังไม่ควรฟันธงจากชื่อระบบครับ

Opalescence Boost มีโพแทสเซียมไนเตรตและฟลูออไรด์เป็นส่วนประกอบ ส่วน Zoom WhiteSpeed มีการปรับระดับแสงและแนวทางดูแลความรู้สึกระหว่างทำ

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองวิธียังมีโอกาสเกิดอาการเสียวฟันหรือระคายเคืองเหงือกได้

สิ่งที่ช่วยเลือกได้ตรงกว่าคือ การตรวจหาสาเหตุของอาการเดิม เช่น เสียวบริเวณคอฟัน เสียวเฉพาะซี่ หรือเคยมีอาการมากหลังฟอกครั้งก่อน

หากมีอาการอยู่แล้ว ไม่ควรคิดว่าระบบที่ไม่มีแสงจะไม่เสียวแน่นอน หรือระบบที่ปรับแสงได้จะทำได้โดยไม่มีอาการทุกคน

ระหว่างทำ หากเสียวมาก ปวด หรือแสบเหงือก ควรแจ้งทันตแพทย์ทันที ไม่ต้องรอจนจบรอบ และไม่ต้องทนเพราะกลัวว่าหยุดแล้วจะไม่คุ้มครับ


ตอนดูสีหลังทำ: อะไรเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์?

ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อยี่ห้ออย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสีฟันเริ่มต้น สาเหตุของการเปลี่ยนสี และการตอบสนองของฟันแต่ละคน

คนที่สีฟันเดิมค่อนข้างสว่าง อาจเห็นความต่างน้อยกว่าคนที่เริ่มด้วยสีเข้มกว่า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าฟันเข้มทุกชนิดจะฟอกได้ง่าย

การเทียบภาพรีวิวของคนหนึ่งที่ทำ Zoom กับอีกคนที่ทำ Boost จึงยังใช้ตัดสินไม่ได้ว่าระบบไหนดีกว่า เพราะไม่ได้เริ่มจากสภาพฟันเดียวกัน

ควรดูการบันทึกสีของตัวเองร่วมกับการประเมินของทันตแพทย์ และถามว่าควรติดตามสีอีกครั้งเมื่อไร

เป้าหมายที่คุยกันได้ชัด เช่น “อยากให้ดูเหลืองน้อยลง” หรือ “อยากให้รอยยิ้มดูสว่างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ” จะช่วยวางแผนได้ดีกว่าการคาดหวังว่าต้องขาวเท่าภาพตัวอย่างทุกจุดครับ


ข้อจำกัดที่เปลี่ยนระบบแล้วก็ยังต้องคำนึงถึง

ครอบฟัน วีเนียร์ และวัสดุอุดไม่ขาวตามฟันธรรมชาติจากการฟอกในลักษณะเดียวกัน

หากสิ่งที่กังวลคือสีของวัสดุเหล่านี้ ต้องประเมินแนวทางดูแลแยก ไม่ใช่เลือกเจลที่เข้มข้นกว่าแล้วคาดว่าจะเปลี่ยนสีได้

การฟอกก็ไม่ได้รักษาฟันผุหรือทดแทนการขูดหินปูน และสีหลังทำไม่ได้คงอยู่ถาวร

ทั้ง Zoom และ Opalescence Boost จึงยังต้องอาศัยการดูแลช่องปากและการติดตามตามความเหมาะสม ไม่ควรเพิ่มความถี่ในการฟอกเองเพียงเพราะเริ่มเห็นสีเปลี่ยนครับ


ถ้าทั้งสองวิธีเหมาะกับเรา จะเลือกจากอะไรต่อ?

เมื่อผ่านการตรวจแล้ว และทันตแพทย์เห็นว่าทั้งสองระบบเป็นทางเลือกได้ ลองพิจารณา 4 เรื่องนี้ร่วมกัน

หนึ่ง — เหตุผลที่แนะนำ

ถามว่าทันตแพทย์แนะนำระบบใดสำหรับฟันของเรา เพราะอะไร และอีกระบบมีข้อจำกัดต่างกันอย่างไร

สอง — ความสะดวกในวันทำ

ถามเวลารวมที่ต้องเผื่อ และแจ้งหากมีข้อจำกัดเรื่องการนั่งทำหรือการอ้าปากนาน

สาม — รายการในแพ็กเกจ

เทียบว่ารวมค่าตรวจ การบันทึกสี ผลิตภัณฑ์ดูแลหลังทำ ชุดกลับบ้าน หรือนัดติดตามอะไรบ้าง อย่าคิดว่าทุกแพ็กเกจรวมเหมือนกัน

สี่ — งบประมาณที่รับได้

หากทั้งสองวิธีเหมาะสมกับฟัน สามารถนำราคาสุทธิและบริการที่จำเป็นมาใช้เลือกได้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มโดยยังไม่รู้ว่าส่วนต่างตอบโจทย์เราอย่างไร


ประโยคที่ใช้ถามทันตแพทย์ก่อนเลือกได้

“จากสีฟันเดิมและอาการเสียวฟันของเรา คุณหมอแนะนำ Zoom WhiteSpeed หรือ Opalescence Boost เพราะอะไร คาดหวังผลได้ประมาณไหน และถ้ามีอาการระหว่างทำจะดูแลอย่างไร?”


ทีม HeySmile Dental Clinic อยากให้การเลือกฟอกสีฟัน Zoom กับ Opalescence เริ่มจากความเข้าใจในวิธีทำ และเหตุผลที่เหมาะกับฟันของเรา

Zoom WhiteSpeed ใช้เจลร่วมกับแสง LED ส่วน Opalescence Boost ใช้เจลที่กระตุ้นทางเคมีโดยไม่ต้องใช้แสง ทั้งสองเป็นคนละระบบที่ควรใช้อย่างถูกวิธี

ก่อนตัดสินใจ ควรรู้ทั้งผลที่คาดหวังได้ ความเสี่ยงเรื่องอาการ และบริการที่รวมในราคา เพื่อเลือกได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องอาศัยแค่คำว่า “มีไฟ” “เข้มข้นกว่า” หรือ “แพงกว่า” ครับ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่นี่

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่