ทำไมความเข้มงวดของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถึงสร้างแมนยูให้เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่งของโลก? / By When Saturday Comes
ในโลกธุรกิจ เวลาพูดถึงผู้นำที่ประสบความสำเร็จ
หลายคนมักนึกถึงคนที่สร้างแรงบันดาลใจ พูดเก่ง หรือเป็นที่รักของพนักงาน
แต่ในความเป็นจริงผู้นำที่ยิ่งใหญ่จำนวนไม่น้อย กลับมีภาพลักษณ์ตรงกันข้าม
พวกเขาเข้มงวด
เรียกร้องมาตรฐานสูง
และพร้อมตำหนิเมื่อลูกทีมทำได้ไม่ดี
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
อดีตผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ชายที่หลายคนจดจำจากบุคลิกอันดุดัน และสิ่งที่ถูกเรียกว่า
"Hairdryer Treatment"
หรือการดุลูกทีมอย่างหนักในห้องแต่งตัว
จนเหมือนกำลังถูกลมร้อนจากไดร์เป่าผมเป่าใส่หน้า
คำถามคือ บุคลิกที่เข้มงวดและกร้าวแบบนี้
ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลจริงหรือไม่?
ก่อนอื่น ต้องยอมรับว่า เฟอร์กูสันเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล
ตลอด 26 ปีที่คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระหว่างปี 1986-2013
เขาพาทีมคว้าแชมป์รวมถึง 38 รายการ ประกอบด้วย
-พรีเมียร์ลีก 13 สมัย
-เอฟเอ คัพ 5 สมัย
-ลีกคัพ 4 สมัย
-ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2 สมัย
-สโมสรโลก 1 สมัย
และแชมป์อื่น ๆ อีกหลายรายการ
หากความเข้มงวดคือ คำตอบทั้งหมด ผู้จัดการทีมที่อารมณ์ร้อนก็คงประสบความสำเร็จทุกคน
แต่สิ่งที่ทำให้เฟอร์กูสันแตกต่าง คือเขาใช้ "ความเข้มงวด" เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย..
หนึ่งในหลักคิดสำคัญของเฟอร์กูสัน คือ ไม่มีนักเตะคนใดใหญ่กว่าสโมสร
ตลอดอาชีพการคุมทีม เขากล้าตัดสินใจแยกทางกับนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์หลายคน ไม่ว่าจะเป็น
-เดวิด เบ็คแฮม
-รอย คีน
-รุด ฟาน นิสเตลรอย
-ยาป สตัม
ทั้งที่หลายคนยังเป็นกำลังหลักของทีม เพราะเฟอร์กูสันเชื่อว่า
หากปล่อยให้อำนาจของบุคคลอยู่เหนือวัฒนธรรมองค์กร
ความสำเร็จระยะยาวจะเริ่มสั่นคลอน
นี่ไม่ต่างจากซีอีโอที่กล้าปล่อยผู้บริหารฝีมือดี หากบุคคลนั้นเริ่มส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมองค์กร
อดีตนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายคนเล่าว่า
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การถูกด่า แต่คือการทำให้เฟอร์กูสันผิดหวัง
เพราะเขาคาดหวังมาตรฐานสูงจากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ดังหรือนักเตะเยาวชน
หากเล่นไม่เต็มที่ ทุกคนมีสิทธิ์ถูกตำหนิเท่ากัน
ในทางกลับกัน หากทุ่มเทเต็มที่ เขาก็พร้อมสนับสนุนลูกทีมอย่างเต็มที่เช่นกัน
นั่นทำให้ความเข้มงวดของเขา ถูกมองเป็นเรื่องของ "มาตรฐาน"
ไม่ใช่อารมณ์ส่วนตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้จัดการทีมหลายคนประสบความสำเร็จจากนักเตะชุดเดิม
แต่เฟอร์กูสันสร้างทีมแชมป์ได้หลายยุคตั้งแต่
-เอริก คันโตนา
-เดวิด เบ็คแฮม
-ไรอัน กิกส์
-พอล สโคลส์
-รอย คีน
-คริสเตียโน โรนัลโด
-เวย์น รูนีย์
ตลอดช่วงเวลา 26 ปี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปลี่ยนผ่านนักเตะหลายรุ่น
แต่ยังคว้าแชมป์อย่างต่อเนื่อง
สิ่งนี้สะท้อนว่า เฟอร์กูสันไม่ได้เก่งแค่การคุมคน
แต่เก่งเรื่อง "การสร้างคน" ด้วย..
หลายคนอาจมองว่า ความเข้มงวดของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
คือเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ
แต่ความจริงแล้ว ความเข้มงวดเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
คือความสามารถในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร
การรักษามาตรฐาน
การตัดสินใจในเรื่องยาก
และการพัฒนาคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า
เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
อาจไม่ใช่คนที่ทุกคนรักแต่คือ คนที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ในวันที่ตัวเองไม่อยู่แล้วก็ตาม.
Reference
-
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_football_personalities_with_British_honours
-
https://en.wikipedia.org/wiki/Alex_Ferguson
-
https://www.manutd.com/en/history/managers-and-coaches/sir-alex-ferguson
- Photo Credit: wikipedia
ทำไมความเข้มงวดของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถึงสร้างแมนยูให้เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่งของโลก?
ทำไมความเข้มงวดของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถึงสร้างแมนยูให้เป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่งของโลก? / By When Saturday Comes
ในโลกธุรกิจ เวลาพูดถึงผู้นำที่ประสบความสำเร็จ
หลายคนมักนึกถึงคนที่สร้างแรงบันดาลใจ พูดเก่ง หรือเป็นที่รักของพนักงาน
แต่ในความเป็นจริงผู้นำที่ยิ่งใหญ่จำนวนไม่น้อย กลับมีภาพลักษณ์ตรงกันข้าม
พวกเขาเข้มงวด
เรียกร้องมาตรฐานสูง
และพร้อมตำหนิเมื่อลูกทีมทำได้ไม่ดี
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
อดีตผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ชายที่หลายคนจดจำจากบุคลิกอันดุดัน และสิ่งที่ถูกเรียกว่า
"Hairdryer Treatment"
หรือการดุลูกทีมอย่างหนักในห้องแต่งตัว
จนเหมือนกำลังถูกลมร้อนจากไดร์เป่าผมเป่าใส่หน้า
คำถามคือ บุคลิกที่เข้มงวดและกร้าวแบบนี้
ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลจริงหรือไม่?
ก่อนอื่น ต้องยอมรับว่า เฟอร์กูสันเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล
ตลอด 26 ปีที่คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระหว่างปี 1986-2013
เขาพาทีมคว้าแชมป์รวมถึง 38 รายการ ประกอบด้วย
-พรีเมียร์ลีก 13 สมัย
-เอฟเอ คัพ 5 สมัย
-ลีกคัพ 4 สมัย
-ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2 สมัย
-สโมสรโลก 1 สมัย
และแชมป์อื่น ๆ อีกหลายรายการ
หากความเข้มงวดคือ คำตอบทั้งหมด ผู้จัดการทีมที่อารมณ์ร้อนก็คงประสบความสำเร็จทุกคน
แต่สิ่งที่ทำให้เฟอร์กูสันแตกต่าง คือเขาใช้ "ความเข้มงวด" เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย..
หนึ่งในหลักคิดสำคัญของเฟอร์กูสัน คือ ไม่มีนักเตะคนใดใหญ่กว่าสโมสร
ตลอดอาชีพการคุมทีม เขากล้าตัดสินใจแยกทางกับนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์หลายคน ไม่ว่าจะเป็น
-เดวิด เบ็คแฮม
-รอย คีน
-รุด ฟาน นิสเตลรอย
-ยาป สตัม
ทั้งที่หลายคนยังเป็นกำลังหลักของทีม เพราะเฟอร์กูสันเชื่อว่า
หากปล่อยให้อำนาจของบุคคลอยู่เหนือวัฒนธรรมองค์กร
ความสำเร็จระยะยาวจะเริ่มสั่นคลอน
นี่ไม่ต่างจากซีอีโอที่กล้าปล่อยผู้บริหารฝีมือดี หากบุคคลนั้นเริ่มส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมองค์กร
อดีตนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายคนเล่าว่า
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การถูกด่า แต่คือการทำให้เฟอร์กูสันผิดหวัง
เพราะเขาคาดหวังมาตรฐานสูงจากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ดังหรือนักเตะเยาวชน
หากเล่นไม่เต็มที่ ทุกคนมีสิทธิ์ถูกตำหนิเท่ากัน
ในทางกลับกัน หากทุ่มเทเต็มที่ เขาก็พร้อมสนับสนุนลูกทีมอย่างเต็มที่เช่นกัน
นั่นทำให้ความเข้มงวดของเขา ถูกมองเป็นเรื่องของ "มาตรฐาน"
ไม่ใช่อารมณ์ส่วนตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้จัดการทีมหลายคนประสบความสำเร็จจากนักเตะชุดเดิม
แต่เฟอร์กูสันสร้างทีมแชมป์ได้หลายยุคตั้งแต่
-เอริก คันโตนา
-เดวิด เบ็คแฮม
-ไรอัน กิกส์
-พอล สโคลส์
-รอย คีน
-คริสเตียโน โรนัลโด
-เวย์น รูนีย์
ตลอดช่วงเวลา 26 ปี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปลี่ยนผ่านนักเตะหลายรุ่น
แต่ยังคว้าแชมป์อย่างต่อเนื่อง
สิ่งนี้สะท้อนว่า เฟอร์กูสันไม่ได้เก่งแค่การคุมคน
แต่เก่งเรื่อง "การสร้างคน" ด้วย..
หลายคนอาจมองว่า ความเข้มงวดของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
คือเหตุผลที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ
แต่ความจริงแล้ว ความเข้มงวดเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
คือความสามารถในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร
การรักษามาตรฐาน
การตัดสินใจในเรื่องยาก
และการพัฒนาคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า
เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
อาจไม่ใช่คนที่ทุกคนรักแต่คือ คนที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ในวันที่ตัวเองไม่อยู่แล้วก็ตาม.
Reference
- https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_football_personalities_with_British_honours
- https://en.wikipedia.org/wiki/Alex_Ferguson
- https://www.manutd.com/en/history/managers-and-coaches/sir-alex-ferguson
- Photo Credit: wikipedia