SPOTLIGHT ชวนสำรวจรูปแบบการจ่ายสินบนจากคดีในหลายประเทศ ว่าส่งมอบผลประโยชน์กันอย่างไร แต่ละวิธีมีลักษณะเฉพาะอะไร และทิ้งร่องรอยให้ตรวจสอบได้อย่างไรบ้าง
เงินสด: สินบนสุดคลาสสิก ไร้รายการโอน แต่ยังทิ้งร่องรอย
วิธีจ่ายสินบนวิธีแรกที่ถือได้ว่าเป็นวิธีที่คลาสสิกที่สุดคือ การจ่ายด้วยเงินสด หรือการส่งมอบธนบัตรให้กันโดยตรง ทำให้ผู้รับสามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้ทันที โดยไม่มีรายการโอนระหว่างบัญชีของทั้งสองฝ่ายเป็นหลักฐาน
การตรวจสอบจึงต้องอาศัยพยานบุคคล การติดต่อระหว่างคู่กรณี และหลักฐานการส่งมอบ เพื่อเชื่อมโยงว่าเงินมาจากใคร ใครเป็นผู้รับ และเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่อย่างไร
ตัวอย่างหนึ่งของวิธีนี้คือคดีของโรเบิร์ต เมเนนเดซ (Robert Menendez) อดีตสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งถูกพิพากษาจำคุก 11 ปี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 หลังคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดทั้ง 16 ข้อหา ในคดีรับสินบนและความผิดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลอียิปต์
ต่อมา ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ภาคที่ 2 (Second Circuit) รับฟังคำแถลงด้วยวาจาในชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 โดยขณะนี้ยังไม่ปรากฏคำวินิจฉัย และเมเนนเดซยังคงรับโทษอยู่ในเรือนจำระหว่างรอผลอุทธรณ์
ตามคำฟ้องของอัยการสหรัฐฯ การตรวจค้นบ้านของเมเนนเดซเมื่อปี 2565 พบเงินสดมากกว่า 480,000 ดอลลาร์ โดยบางส่วนอยู่ในซอง และบางซองมีลายนิ้วมือของเมเนนเดซหรือผู้ให้สินบน หลักฐานลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า แม้การส่งมอบเงินสดจะไม่มีรายการโอนระหว่างบัญชี ก็ยังอาจมีร่องรอยที่เชื่อมโยงถึงผู้เกี่ยวข้องได้
นอกจากนี้ ยังพบเงินสดอีกกว่า 70,000 ดอลลาร์ในตู้นิรภัยที่ธนาคารของนาดีน ภรรยาของเมเนนเดซ หลักฐานเหล่านี้สะท้อนว่า การส่งมอบเงินสดยังอาจทิ้งร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเชื่อมโยงเงินกลับไปถึงผู้ให้ได้
อย่างไรก็ตาม การพบเงินสดจำนวนมากเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสินบน การดำเนินคดีต้องอาศัยหลักฐานประกอบว่า เงินหรือผลประโยชน์นั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือไม่กระทำการตามอำนาจหน้าที่ของผู้รับอย่างไร
เงินโอน: อาจไม่โอนตรงๆ ต้องตามรอยบัญชี สาวถึงผู้รับประโยชน์ตัวจริง
วิธีที่สองคือการจ่ายสินบนผ่านระบบธนาคาร โดยอาจเป็นการโอนเข้าบัญชีของเจ้าหน้าที่โดยตรง หรือผ่านบัญชีของญาติ คนใกล้ชิด ตัวแทน และบริษัทที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบจึงต้องตามต่อให้ได้ว่า ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเงินนั้นจริง
รายการเดินบัญชีช่วยบอกว่าเงินจำนวนเท่าไร โอนเมื่อใด และจากบัญชีใดไปยังบัญชีใด ส่วนเหตุผลเบื้องหลังการจ่ายเงินยังต้องอาศัยหลักฐานอื่นประกอบ เพราะรายการที่ระบุว่าเป็น “ค่าบริการ” “ค่าที่ปรึกษา” หรือ “ค่าคอมมิชชั่น” อาจไม่สะท้อนวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับไทยคือคดีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ เมื่อปี 2552 คณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินว่า เจอรัลด์และแพทริเซีย กรีน มีความผิดจากการจ่ายสินบนเพื่อให้ได้สัญญาจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งคู่จ่ายสินบนประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์ ผ่านบัญชีธนาคารต่างประเทศในชื่อบุตรสาวและเพื่อนของอดีตผู้ว่าการ ททท. โดยบันทึกรายจ่ายเหล่านี้เป็น “ค่าคอมมิชชั่นการขาย”
การใช้เอกสารธุรกิจอำพรางสินบนยังปรากฏในคดีของฮาเวียร์ อากีลาร์ (Javier Aguilar) อดีตเทรดเดอร์พลังงานของ Vitol Inc. บริษัทในสหรัฐฯ ที่อยู่ในกลุ่ม Vitol กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า อากีลาร์และพวกจ่ายสินบนรวมกว่า 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ได้สัญญาน้ำมันและก๊าซมูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ โดยใช้สัญญาปลอม ใบแจ้งหนี้ปลอม และบริษัทเปลือกที่จดทะเบียนในกือราเซา ปานามา และหมู่เกาะเคย์แมน เพื่อปกปิดแผนการ
ในส่วนของเม็กซิโก มีการจ่ายสินบนประมาณ 600,000 ดอลลาร์ให้เจ้าหน้าที่ของ PEMEX Procurement International บริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจน้ำมันเม็กซิโก เพื่อให้ Vitol ได้สัญญาจัดหาก๊าซอีเทนแก่ PEMEX
คณะลูกขุนตัดสินว่าอากีลาร์มีความผิดในส่วนการติดสินบนเจ้าหน้าที่เอกวาดอร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และเขารับสารภาพในส่วนของเม็กซิโกเมื่อเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ต่อมา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ศาลรัฐบาลกลางในบรุกลินพิพากษาจำคุกเขา 48 เดือน พร้อมสั่งริบทรัพย์ประมาณ 7.13 ล้านดอลลาร์ และปรับอีก 100,000 ดอลลาร์
การพิสูจน์สินบนลักษณะนี้จึงต้องตรวจสอบเส้นทางเงินควบคู่กับสัญญา งานที่ทำจริง และการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ การมีรายการโอนและเอกสารประกอบไม่ได้ยืนยันว่าการจ่ายเงินมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับเสมอไป ขณะเดียวกัน การใช้ตัวแทนหรือจ่ายค่าคอมมิชชั่นตามปกติก็ไม่ได้เป็นหลักฐานสินบนในตัวเอง
บิตคอยน์และสเตเบิลคอยน์: สินบนในรูปสินทรัพย์ดิจิทัล
สินบนอาจจ่ายเป็นคริปโทเคอร์เรนซีแทนการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร การตรวจสอบจึงต้องติดตามทั้งเส้นทางธุรกรรมบนเครือข่ายและตัวผู้ควบคุมกระเป๋าดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รู้ว่าสินทรัพย์ถูกส่งไปที่ใด และใครเป็นผู้รับประโยชน์จริง
ตัวอย่างคือคดีของมารัต ทัมบิเยฟ (Marat Tambiyev) อดีตพนักงานสอบสวนรัสเซีย ซึ่งสำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 ว่า ถูกศาลพิพากษาจำคุก 16 ปี จากการรับสินบนที่ส่วนใหญ่เป็นบิตคอยน์ โดยสินบนทั้งหมดมีมูลค่าประมาณ 73 ล้านดอลลาร์ ณ เวลาที่รายงาน ขณะที่ทัมบิเยฟปฏิเสธความผิด
ต่อมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 สื่อรัสเซีย RBC รายงานว่า ศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุก 16 ปี แต่ลดจำนวนเงินที่สั่งให้เรียกเก็บเข้ารัฐจากจำเลยทั้งสอง จากประมาณ 7,000 ล้านรูเบิล เหลือประมาณ 4,500 ล้านรูเบิล โดยยอดดังกล่าวแยกจากโทษปรับ 500 ล้านรูเบิลของทัมบิเยฟ
แม้ที่อยู่บิตคอยน์จะไม่ได้ระบุชื่อบุคคลเหมือนบัญชีธนาคาร แต่ก็มีร่องรอยธุรกรรมให้ตรวจสอบ Bitcoin. org อธิบายว่า สามารถติดตามการเคลื่อนย้ายบิตคอยน์ระหว่างที่อยู่ต่าง ๆ บนบล็อกเชนสาธารณะได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อระบุว่าใครเป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุมที่อยู่เหล่านั้น การตามเส้นทางสินทรัพย์ได้จึงไม่ได้หมายความว่าจะรู้ตัวผู้รับได้ทันที
นอกจากบิตคอยน์ ข้อมูลในปี 2569 ยังสะท้อนบทบาทของ สเตเบิลคอยน์ ในกิจกรรมผิดกฎหมาย สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้มีกลไกที่ออกแบบมาเพื่อรักษามูลค่าโดยอ้างอิงกับสินทรัพย์อื่น เช่น ดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะคงที่เสมอไป
รายงานของ FATF ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 อ้างข้อมูลจาก Chainalysis ว่า สเตเบิลคอยน์คิดเป็น 84% ของมูลค่าธุรกรรมสินทรัพย์เสมือนที่ผิดกฎหมายในปี 2568 ส่วนรายงานอัปเดตเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า ผู้กระทำผิดใช้สเตเบิลคอยน์เพิ่มขึ้น และกิจกรรมผิดกฎหมายบนบล็อกเชนที่ตรวจพบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์กลุ่มนี้
อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ครอบคลุมอาชญากรรมคริปโทหลายประเภท ไม่ได้หมายความว่า 84% ของการจ่ายสินบนใช้สเตเบิลคอยน์ หรือ 84% ของธุรกรรมคริปโททั้งหมดผิดกฎหมาย จึงยังใช้สรุปไม่ได้ว่าการรับสินบนส่วนใหญ่เปลี่ยนจากเงินสดหรือเงินโอนมาเป็นคริปโทแล้ว
ทรัพย์สิน: ทองคำ รถหรู และดีลบ้านแฝงสินบน
นอกจากเงิน สินบนอาจอยู่ในรูปทรัพย์สินที่ผู้รับนำไปครอบครองหรือใช้ประโยชน์ได้โดยตรง โดยไม่ต้องรับเงินไปซื้อเอง ตัวอย่างคือคดีเมเนนเดซ ซึ่งนอกจากเงินสดแล้ว ยังมีการให้สินบนเป็นทองคำแท่ง รถยนต์เปิดประทุนหรู และเครื่องเรือน โดยการตรวจค้นบ้านพบทองคำมูลค่ากว่า 100,000 ดอลลาร์
คดีนี้สะท้อนว่า การให้สินบนในคดีเดียวอาจมีทั้งเงินสดและทรัพย์สิน หากพิจารณาเฉพาะเงินสด ก็อาจมองไม่เห็นผลประโยชน์ทั้งหมดที่ผู้เกี่ยวข้องได้รับ
นอกจากการมอบทรัพย์สินให้โดยตรง สินบนยังอาจแฝงอยู่ในเงื่อนไขการซื้อขาย เช่น คดีของแรนดัลล์ คันนิงแฮม (Randall Cunningham) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งเอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เมื่อปี 2549 ระบุว่า ผู้รับเหมาด้านการทหารซื้อบ้านของเขาในราคาสูงเกินจริง โดยการซื้อบ้านครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการให้สินบน
รายได้จากการขายทรัพย์สินจึงอาจมีสินบนแฝงอยู่ด้วย การตรวจสอบต้องดูว่าราคาซื้อขายสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินหรือไม่ พร้อมพิจารณาหลักฐานที่เชื่อมโยงกับการใช้อำนาจหน้าที่ เพราะการมีสัญญาซื้อขายรองรับเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นธุรกรรมตามปกติ
ผลประโยชน์ทางอ้อม: จ่ายหนี้ จัดหางาน แลกการใช้อำนาจ
สินบนยังอาจอยู่ในรูปการออกค่าใช้จ่ายให้ แม้เงินจะส่งตรงไปยังเจ้าหนี้หรือผู้ให้บริการ แต่ผู้รับหรือครอบครัวก็ได้ประโยชน์จากการไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายนั้นเอง
ในคดีเมเนนเดซ สินบนรวมถึงการจ่ายหนี้บ้านให้นาดีน ภรรยาของเขา และการจ่ายค่าตอบแทนจากงานที่เธอแทบไม่ต้องไปทำหรือไม่ได้ทำจริง โดยนาดีน เมเนนเดซ ถูกพิพากษาจำคุก 54 เดือน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 จากบทบาทในแผนรับสินบนและความผิดที่เกี่ยวข้อง
ส่วนคดีคันนิงแฮม เอกสารของอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้รับเหมาอีกรายชำระหนี้จำนองบ้านหลังใหม่ให้เขาจนหมด นอกจากนี้ ยังมีผลประโยชน์อื่น ทั้งการซื้อและดูแลเรือยอชต์กับรถโรลส์-รอยซ์ ค่าเครื่องประดับและเครื่องเรือน ค่าเดินทางและโรงแรม ตลอดจนค่าจัดงานเลี้ยงจบการศึกษาให้บุตรสาว สะท้อนว่าสินบนอาจครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนตัวของทั้งผู้มีอำนาจและครอบครัว
สำหรับตำแหน่งงาน ผลประโยชน์ที่ใช้แลกเปลี่ยนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะงานที่รับเงินโดยไม่ต้องทำงานจริง โอกาสทำงานหรือฝึกงานก็อาจถูกใช้เป็นสิ่งตอบแทนได้ เช่น ในข้อตกลงยุติคดี JPMorgan เมื่อปี 2559 SEC สหรัฐฯ ระบุว่า ธนาคารให้ตำแหน่งงานและโอกาสฝึกงานแก่ญาติและเพื่อนของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ได้ธุรกิจใหม่หรือรักษาธุรกิจที่มีอยู่ โดยข้ามขั้นตอนการรับบุคลากรตามปกติของบริษัท
อย่างไรก็ตาม การที่ญาติของเจ้าหน้าที่ได้รับงานเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ามีการให้สินบน การตรวจสอบต้องดูว่าเหตุใดจึงรับบุคคลนั้นเข้าทำงาน และตำแหน่งงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงแลกกับการใช้อำนาจหน้าที่หรือไม่
หลักเดียวกันนี้ใช้กับเงินที่เรียกว่า “เงินบริจาค” หรือ “เงินช่วยพัฒนาโรงเรียน” ซึ่งต้องพิจารณาว่าจ่ายเพื่ออะไร เมื่อเดือนมีนาคม 2566 เลขาธิการ ป.ป.ช. เคยระบุว่า “แป๊ะเจี๊ยะ” หรือเงินที่ผู้ปกครองจ่ายเพื่อแลกที่นั่งเรียน ถือเป็นสินบนรูปแบบหนึ่ง พร้อมเสนอให้ สพฐ. ทบทวนการรับนักเรียนกรณีเงื่อนไขพิเศษ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญของปัญหา ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าเงินนั้นใช้แลกกับการใช้อำนาจตัดสินใจหรือไม่ มากกว่าชื่อที่ใช้เรียกเงินนั้น
ของขวัญหรือสินบน ต้องดูความเชื่อมโยงกับหน้าที่
เมื่อผลประโยชน์มีได้หลายรูปแบบ การพิจารณาว่าของขวัญ การเลี้ยงรับรอง หรือความช่วยเหลือใดเป็นสินบน จึงต้องดูทั้งข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิด โดยเฉพาะว่าผลประโยชน์นั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือไม่กระทำการในตำแหน่งอย่างไร
ขณะเดียวกัน แม้การรับผลประโยชน์จะยังไม่เข้าข่ายสินบน ก็อาจฝ่าฝืนหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินของเจ้าพนักงานของรัฐได้ จึงต้องแยกพิจารณาความผิดทั้งสองเรื่องนี้ด้วย
สำหรับประเทศไทย เกณฑ์ 3,000 บาทต่อบุคคลต่อโอกาส ตามประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ. 2563 นั้น เป็นเงื่อนไขหนึ่งของข้อยกเว้นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาจากผู้ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่วงเงินที่กฎหมายอนุญาตให้รับสินบนได้ ดังนั้น การรับสินบนที่มีมูลค่าต่ำกว่า 3,000 บาทจึงไม่ได้รับยกเว้นจากความผิด
นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมการ “เรียก” และ “ยอมจะรับ” ผลประโยชน์โดยมิชอบเพื่อแลกกับการกระทำหรือไม่กระทำการในตำแหน่ง หากครบองค์ประกอบความผิด ก็อาจเป็นความผิดได้แม้ยังไม่มีการส่งมอบเงินหรือทรัพย์สิน และการเรียกผลประโยชน์นั้นว่า “สินน้ำใจ” “ของขวัญ” หรือ “ค่าขอบคุณ” ก็ไม่ได้เปลี่ยนสาระของการกระทำ
สำรวจรูปแบบการจ่ายสินบนจากคดีในหลายประเทศ ว่าส่งมอบผลประโยชน์กันอย่างไร
เงินสด: สินบนสุดคลาสสิก ไร้รายการโอน แต่ยังทิ้งร่องรอย
วิธีจ่ายสินบนวิธีแรกที่ถือได้ว่าเป็นวิธีที่คลาสสิกที่สุดคือ การจ่ายด้วยเงินสด หรือการส่งมอบธนบัตรให้กันโดยตรง ทำให้ผู้รับสามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้ทันที โดยไม่มีรายการโอนระหว่างบัญชีของทั้งสองฝ่ายเป็นหลักฐาน
การตรวจสอบจึงต้องอาศัยพยานบุคคล การติดต่อระหว่างคู่กรณี และหลักฐานการส่งมอบ เพื่อเชื่อมโยงว่าเงินมาจากใคร ใครเป็นผู้รับ และเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่อย่างไร
ตัวอย่างหนึ่งของวิธีนี้คือคดีของโรเบิร์ต เมเนนเดซ (Robert Menendez) อดีตสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งถูกพิพากษาจำคุก 11 ปี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 หลังคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดทั้ง 16 ข้อหา ในคดีรับสินบนและความผิดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลอียิปต์
ต่อมา ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ภาคที่ 2 (Second Circuit) รับฟังคำแถลงด้วยวาจาในชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 โดยขณะนี้ยังไม่ปรากฏคำวินิจฉัย และเมเนนเดซยังคงรับโทษอยู่ในเรือนจำระหว่างรอผลอุทธรณ์
ตามคำฟ้องของอัยการสหรัฐฯ การตรวจค้นบ้านของเมเนนเดซเมื่อปี 2565 พบเงินสดมากกว่า 480,000 ดอลลาร์ โดยบางส่วนอยู่ในซอง และบางซองมีลายนิ้วมือของเมเนนเดซหรือผู้ให้สินบน หลักฐานลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า แม้การส่งมอบเงินสดจะไม่มีรายการโอนระหว่างบัญชี ก็ยังอาจมีร่องรอยที่เชื่อมโยงถึงผู้เกี่ยวข้องได้
นอกจากนี้ ยังพบเงินสดอีกกว่า 70,000 ดอลลาร์ในตู้นิรภัยที่ธนาคารของนาดีน ภรรยาของเมเนนเดซ หลักฐานเหล่านี้สะท้อนว่า การส่งมอบเงินสดยังอาจทิ้งร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเชื่อมโยงเงินกลับไปถึงผู้ให้ได้
อย่างไรก็ตาม การพบเงินสดจำนวนมากเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสินบน การดำเนินคดีต้องอาศัยหลักฐานประกอบว่า เงินหรือผลประโยชน์นั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือไม่กระทำการตามอำนาจหน้าที่ของผู้รับอย่างไร
เงินโอน: อาจไม่โอนตรงๆ ต้องตามรอยบัญชี สาวถึงผู้รับประโยชน์ตัวจริง
วิธีที่สองคือการจ่ายสินบนผ่านระบบธนาคาร โดยอาจเป็นการโอนเข้าบัญชีของเจ้าหน้าที่โดยตรง หรือผ่านบัญชีของญาติ คนใกล้ชิด ตัวแทน และบริษัทที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบจึงต้องตามต่อให้ได้ว่า ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเงินนั้นจริง
รายการเดินบัญชีช่วยบอกว่าเงินจำนวนเท่าไร โอนเมื่อใด และจากบัญชีใดไปยังบัญชีใด ส่วนเหตุผลเบื้องหลังการจ่ายเงินยังต้องอาศัยหลักฐานอื่นประกอบ เพราะรายการที่ระบุว่าเป็น “ค่าบริการ” “ค่าที่ปรึกษา” หรือ “ค่าคอมมิชชั่น” อาจไม่สะท้อนวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
ตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับไทยคือคดีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ เมื่อปี 2552 คณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินว่า เจอรัลด์และแพทริเซีย กรีน มีความผิดจากการจ่ายสินบนเพื่อให้ได้สัญญาจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งคู่จ่ายสินบนประมาณ 1.8 ล้านดอลลาร์ ผ่านบัญชีธนาคารต่างประเทศในชื่อบุตรสาวและเพื่อนของอดีตผู้ว่าการ ททท. โดยบันทึกรายจ่ายเหล่านี้เป็น “ค่าคอมมิชชั่นการขาย”
การใช้เอกสารธุรกิจอำพรางสินบนยังปรากฏในคดีของฮาเวียร์ อากีลาร์ (Javier Aguilar) อดีตเทรดเดอร์พลังงานของ Vitol Inc. บริษัทในสหรัฐฯ ที่อยู่ในกลุ่ม Vitol กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า อากีลาร์และพวกจ่ายสินบนรวมกว่า 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ได้สัญญาน้ำมันและก๊าซมูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ โดยใช้สัญญาปลอม ใบแจ้งหนี้ปลอม และบริษัทเปลือกที่จดทะเบียนในกือราเซา ปานามา และหมู่เกาะเคย์แมน เพื่อปกปิดแผนการ
ในส่วนของเม็กซิโก มีการจ่ายสินบนประมาณ 600,000 ดอลลาร์ให้เจ้าหน้าที่ของ PEMEX Procurement International บริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจน้ำมันเม็กซิโก เพื่อให้ Vitol ได้สัญญาจัดหาก๊าซอีเทนแก่ PEMEX
คณะลูกขุนตัดสินว่าอากีลาร์มีความผิดในส่วนการติดสินบนเจ้าหน้าที่เอกวาดอร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และเขารับสารภาพในส่วนของเม็กซิโกเมื่อเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ต่อมา เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ศาลรัฐบาลกลางในบรุกลินพิพากษาจำคุกเขา 48 เดือน พร้อมสั่งริบทรัพย์ประมาณ 7.13 ล้านดอลลาร์ และปรับอีก 100,000 ดอลลาร์
การพิสูจน์สินบนลักษณะนี้จึงต้องตรวจสอบเส้นทางเงินควบคู่กับสัญญา งานที่ทำจริง และการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ การมีรายการโอนและเอกสารประกอบไม่ได้ยืนยันว่าการจ่ายเงินมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับเสมอไป ขณะเดียวกัน การใช้ตัวแทนหรือจ่ายค่าคอมมิชชั่นตามปกติก็ไม่ได้เป็นหลักฐานสินบนในตัวเอง
บิตคอยน์และสเตเบิลคอยน์: สินบนในรูปสินทรัพย์ดิจิทัล
สินบนอาจจ่ายเป็นคริปโทเคอร์เรนซีแทนการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร การตรวจสอบจึงต้องติดตามทั้งเส้นทางธุรกรรมบนเครือข่ายและตัวผู้ควบคุมกระเป๋าดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รู้ว่าสินทรัพย์ถูกส่งไปที่ใด และใครเป็นผู้รับประโยชน์จริง
ตัวอย่างคือคดีของมารัต ทัมบิเยฟ (Marat Tambiyev) อดีตพนักงานสอบสวนรัสเซีย ซึ่งสำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 ว่า ถูกศาลพิพากษาจำคุก 16 ปี จากการรับสินบนที่ส่วนใหญ่เป็นบิตคอยน์ โดยสินบนทั้งหมดมีมูลค่าประมาณ 73 ล้านดอลลาร์ ณ เวลาที่รายงาน ขณะที่ทัมบิเยฟปฏิเสธความผิด
ต่อมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 สื่อรัสเซีย RBC รายงานว่า ศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุก 16 ปี แต่ลดจำนวนเงินที่สั่งให้เรียกเก็บเข้ารัฐจากจำเลยทั้งสอง จากประมาณ 7,000 ล้านรูเบิล เหลือประมาณ 4,500 ล้านรูเบิล โดยยอดดังกล่าวแยกจากโทษปรับ 500 ล้านรูเบิลของทัมบิเยฟ
แม้ที่อยู่บิตคอยน์จะไม่ได้ระบุชื่อบุคคลเหมือนบัญชีธนาคาร แต่ก็มีร่องรอยธุรกรรมให้ตรวจสอบ Bitcoin. org อธิบายว่า สามารถติดตามการเคลื่อนย้ายบิตคอยน์ระหว่างที่อยู่ต่าง ๆ บนบล็อกเชนสาธารณะได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อระบุว่าใครเป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุมที่อยู่เหล่านั้น การตามเส้นทางสินทรัพย์ได้จึงไม่ได้หมายความว่าจะรู้ตัวผู้รับได้ทันที
นอกจากบิตคอยน์ ข้อมูลในปี 2569 ยังสะท้อนบทบาทของ สเตเบิลคอยน์ ในกิจกรรมผิดกฎหมาย สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้มีกลไกที่ออกแบบมาเพื่อรักษามูลค่าโดยอ้างอิงกับสินทรัพย์อื่น เช่น ดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะคงที่เสมอไป
รายงานของ FATF ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 อ้างข้อมูลจาก Chainalysis ว่า สเตเบิลคอยน์คิดเป็น 84% ของมูลค่าธุรกรรมสินทรัพย์เสมือนที่ผิดกฎหมายในปี 2568 ส่วนรายงานอัปเดตเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า ผู้กระทำผิดใช้สเตเบิลคอยน์เพิ่มขึ้น และกิจกรรมผิดกฎหมายบนบล็อกเชนที่ตรวจพบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์กลุ่มนี้
อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ครอบคลุมอาชญากรรมคริปโทหลายประเภท ไม่ได้หมายความว่า 84% ของการจ่ายสินบนใช้สเตเบิลคอยน์ หรือ 84% ของธุรกรรมคริปโททั้งหมดผิดกฎหมาย จึงยังใช้สรุปไม่ได้ว่าการรับสินบนส่วนใหญ่เปลี่ยนจากเงินสดหรือเงินโอนมาเป็นคริปโทแล้ว
ทรัพย์สิน: ทองคำ รถหรู และดีลบ้านแฝงสินบน
นอกจากเงิน สินบนอาจอยู่ในรูปทรัพย์สินที่ผู้รับนำไปครอบครองหรือใช้ประโยชน์ได้โดยตรง โดยไม่ต้องรับเงินไปซื้อเอง ตัวอย่างคือคดีเมเนนเดซ ซึ่งนอกจากเงินสดแล้ว ยังมีการให้สินบนเป็นทองคำแท่ง รถยนต์เปิดประทุนหรู และเครื่องเรือน โดยการตรวจค้นบ้านพบทองคำมูลค่ากว่า 100,000 ดอลลาร์
คดีนี้สะท้อนว่า การให้สินบนในคดีเดียวอาจมีทั้งเงินสดและทรัพย์สิน หากพิจารณาเฉพาะเงินสด ก็อาจมองไม่เห็นผลประโยชน์ทั้งหมดที่ผู้เกี่ยวข้องได้รับ
นอกจากการมอบทรัพย์สินให้โดยตรง สินบนยังอาจแฝงอยู่ในเงื่อนไขการซื้อขาย เช่น คดีของแรนดัลล์ คันนิงแฮม (Randall Cunningham) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งเอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เมื่อปี 2549 ระบุว่า ผู้รับเหมาด้านการทหารซื้อบ้านของเขาในราคาสูงเกินจริง โดยการซื้อบ้านครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการให้สินบน
รายได้จากการขายทรัพย์สินจึงอาจมีสินบนแฝงอยู่ด้วย การตรวจสอบต้องดูว่าราคาซื้อขายสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินหรือไม่ พร้อมพิจารณาหลักฐานที่เชื่อมโยงกับการใช้อำนาจหน้าที่ เพราะการมีสัญญาซื้อขายรองรับเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นธุรกรรมตามปกติ
ผลประโยชน์ทางอ้อม: จ่ายหนี้ จัดหางาน แลกการใช้อำนาจ
สินบนยังอาจอยู่ในรูปการออกค่าใช้จ่ายให้ แม้เงินจะส่งตรงไปยังเจ้าหนี้หรือผู้ให้บริการ แต่ผู้รับหรือครอบครัวก็ได้ประโยชน์จากการไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายนั้นเอง
ในคดีเมเนนเดซ สินบนรวมถึงการจ่ายหนี้บ้านให้นาดีน ภรรยาของเขา และการจ่ายค่าตอบแทนจากงานที่เธอแทบไม่ต้องไปทำหรือไม่ได้ทำจริง โดยนาดีน เมเนนเดซ ถูกพิพากษาจำคุก 54 เดือน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 จากบทบาทในแผนรับสินบนและความผิดที่เกี่ยวข้อง
ส่วนคดีคันนิงแฮม เอกสารของอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้รับเหมาอีกรายชำระหนี้จำนองบ้านหลังใหม่ให้เขาจนหมด นอกจากนี้ ยังมีผลประโยชน์อื่น ทั้งการซื้อและดูแลเรือยอชต์กับรถโรลส์-รอยซ์ ค่าเครื่องประดับและเครื่องเรือน ค่าเดินทางและโรงแรม ตลอดจนค่าจัดงานเลี้ยงจบการศึกษาให้บุตรสาว สะท้อนว่าสินบนอาจครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนตัวของทั้งผู้มีอำนาจและครอบครัว
สำหรับตำแหน่งงาน ผลประโยชน์ที่ใช้แลกเปลี่ยนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะงานที่รับเงินโดยไม่ต้องทำงานจริง โอกาสทำงานหรือฝึกงานก็อาจถูกใช้เป็นสิ่งตอบแทนได้ เช่น ในข้อตกลงยุติคดี JPMorgan เมื่อปี 2559 SEC สหรัฐฯ ระบุว่า ธนาคารให้ตำแหน่งงานและโอกาสฝึกงานแก่ญาติและเพื่อนของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ได้ธุรกิจใหม่หรือรักษาธุรกิจที่มีอยู่ โดยข้ามขั้นตอนการรับบุคลากรตามปกติของบริษัท
อย่างไรก็ตาม การที่ญาติของเจ้าหน้าที่ได้รับงานเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ามีการให้สินบน การตรวจสอบต้องดูว่าเหตุใดจึงรับบุคคลนั้นเข้าทำงาน และตำแหน่งงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงแลกกับการใช้อำนาจหน้าที่หรือไม่
หลักเดียวกันนี้ใช้กับเงินที่เรียกว่า “เงินบริจาค” หรือ “เงินช่วยพัฒนาโรงเรียน” ซึ่งต้องพิจารณาว่าจ่ายเพื่ออะไร เมื่อเดือนมีนาคม 2566 เลขาธิการ ป.ป.ช. เคยระบุว่า “แป๊ะเจี๊ยะ” หรือเงินที่ผู้ปกครองจ่ายเพื่อแลกที่นั่งเรียน ถือเป็นสินบนรูปแบบหนึ่ง พร้อมเสนอให้ สพฐ. ทบทวนการรับนักเรียนกรณีเงื่อนไขพิเศษ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญของปัญหา ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าเงินนั้นใช้แลกกับการใช้อำนาจตัดสินใจหรือไม่ มากกว่าชื่อที่ใช้เรียกเงินนั้น
ของขวัญหรือสินบน ต้องดูความเชื่อมโยงกับหน้าที่
เมื่อผลประโยชน์มีได้หลายรูปแบบ การพิจารณาว่าของขวัญ การเลี้ยงรับรอง หรือความช่วยเหลือใดเป็นสินบน จึงต้องดูทั้งข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิด โดยเฉพาะว่าผลประโยชน์นั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือไม่กระทำการในตำแหน่งอย่างไร
ขณะเดียวกัน แม้การรับผลประโยชน์จะยังไม่เข้าข่ายสินบน ก็อาจฝ่าฝืนหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินของเจ้าพนักงานของรัฐได้ จึงต้องแยกพิจารณาความผิดทั้งสองเรื่องนี้ด้วย
สำหรับประเทศไทย เกณฑ์ 3,000 บาทต่อบุคคลต่อโอกาส ตามประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ. 2563 นั้น เป็นเงื่อนไขหนึ่งของข้อยกเว้นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาจากผู้ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่วงเงินที่กฎหมายอนุญาตให้รับสินบนได้ ดังนั้น การรับสินบนที่มีมูลค่าต่ำกว่า 3,000 บาทจึงไม่ได้รับยกเว้นจากความผิด
นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมการ “เรียก” และ “ยอมจะรับ” ผลประโยชน์โดยมิชอบเพื่อแลกกับการกระทำหรือไม่กระทำการในตำแหน่ง หากครบองค์ประกอบความผิด ก็อาจเป็นความผิดได้แม้ยังไม่มีการส่งมอบเงินหรือทรัพย์สิน และการเรียกผลประโยชน์นั้นว่า “สินน้ำใจ” “ของขวัญ” หรือ “ค่าขอบคุณ” ก็ไม่ได้เปลี่ยนสาระของการกระทำ