กลับบ้าน (The Inner Home) (สร้างกับ เอไอ)

เสียงดนตรีในยามบ่าย กับการเดินทางกลับบ้านภายในจิตใจ

ลองหลับตาแล้วนึกภาพบรรยากาศในบ่ายวันสบายๆ วันหนึ่งด้วยกันนะครับ  เสียงดนตรีไทยเดิมที่ถูกนำมาประยุกต์ให้มีความร่วมสมัย แว่วผ่านเข้ามาในความรู้สึก  จังหวะที่นุ่มนวลและท่วงทำนองที่พริ้วไหว ช่วยให้จิตใจที่เหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน เริ่มผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ  ในขณะที่เรานั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นผู้คนเดินผ่านไปมาในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว  สิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ทั้งสถาบัน สังคม หรือเทคโนโลยี ต่างเปลี่ยนแปลงไปทุกวันอย่างไม่หยุดยั้ง  แต่เชื่อไหมครับว่า ท่ามกลางความตื่นตระหนกและความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้ มีความจริงบางอย่างที่เที่ยงแท้และไม่เคยเก่าเลย  นั่นคือเรื่องของการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง หรือที่เรียกว่า การเป็นอยู่ชอบ (Right Living)  อันเป็นวิถีทางที่ช่วยให้เรายืนหยัดได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรอบตัวก็ตาม
 
เมื่อเรามองออกไปในสังคมยุคปัจจุบัน เรามักจะเห็นปัญหา ความขัดแย้ง และความเจ็บปวดมากมาย  หลายคนรู้สึกท้อแท้และคิดว่าสิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคของการมีชีวิตที่ดี  แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองเพียงนิดเดียว เราจะพบว่าความทุกข์หรือปัญหาเหล่านั้น เปรียบเสมือนโคลนตมที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์  หากไม่มีโคลนตมอันมืดมิดและสกปรก ก็คงไม่มีทางที่ ดอกบัวในตมเลน (Lotus blooming out of mud) จะชูสอดขึ้นมาผลิดอกเบ่งบานอย่างงดงามได้  ความยากลำบากในชีวิตประจำวัน เรื่องวุ่นวายในที่ทำงาน หรือข้อขัดแย้งกับคนใกล้ชิด จึงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องเกลียดชัง  แต่เป็นปุ๋ยชั้นดีที่ช่วยฝึกฝนจิตใจของเราให้เติบโตและมีความเข้าใจในชีวิตที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
 
ความรักและความเมตตาที่ธรรมชาติหรือความจริงอันประเสริฐมีต่อเรานั้น ยิ่งใหญ่และโอบอุ้มเสมอ  เปรียบเหมือนกับพ่อแม่ที่รักลูกด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ จัดเตรียมยานพาหนะเพียงคันเดียวอันทรงพลัง เพื่อพาครอบครัวทั้งหมดเดินทางไปสู่ความปลอดภัยและความพ้นทุกข์  สภาวะแห่งการพาจิตใจทั้งหมดมุ่งตรงไปสู่ความตื่นรู้โดยไม่มีการแบ่งแยกนี้ เรียกว่า เอกยาน (Ekayāna) หรือยานพาหนะอันเป็นหนึ่งเดียว  เป็นสายใยแห่งความเมตตาที่เปิดกว้างให้ทุกคน ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มี background แบบไหน ก็สามารถเดินทางกลับคืนสู่ความสงบเย็นภายในร่วมกันได้เสมอ
 
ในชีวิตประจำวัน เรามักจะแบกสัมภาระทางความคิดไว้มากมาย  ความเครียดจากงาน ข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย หรือความวิตกกังวลถึงอนาคต  สิ่งเหล่านี้ทำให้เรายึดติดกับสิ่งที่มองเห็นและสัมผัสได้ จนลืมไปว่าสภาวะเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่ชั่วคราว  เมื่อเราเรียนรู้ที่จะมองผ่านสมมติฐานรอบตัว เข้าไปสู่ความจริงอันแท้จริงที่ไม่มีการปรุงแต่ง หรือที่เรียกว่า ปรมัตถ์ (Paramartha)  เราจะเริ่มเข้าใจถึงสภาวะของความว่างเปล่าจากการยึดมั่นถือมั่น หรือ ศูนยตา (Śūnyatā)  ซึ่งไม่ได้แปลว่าความไม่มีอะไรเลยจนว่างเปล่าแบบไร้ค่า  แต่หมายถึงความว่างจากตัวตน ความว่างจากความยึดติดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา หรือเราเป็นสิ่งนั้น  เมื่อเข้าใจความว่างนี้ จิตใจที่เคยหนักอึ้งจากภาระในชีวิตประจำวันก็จะเบาสบายลงอย่างน่าอัศจรรย์
 
ลองสังเกตความรู้สึกของตัวเองในแต่ละวันดูนะครับ  เมื่อมีคนชม เราก็รู้สึกดีใจ  เมื่อถูกตำหนิ เราก็รู้สึกหงุดหงิด  หรือในบางเวลา เราก็รู้สึกเฉยๆ ไม่สุขและไม่ทุกข์  สภาวะอารมณ์เหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องเจอกันทุกคน  ทางธรรมะแบ่งความรู้สึกรับรู้ หรือ เวทนา ออกเป็นสามรูปแบบด้วยกัน  ได้แก่ ความรู้สึกสบายใจกาย หรือ สุขเวทนา (Pleasant feeling)  ความรู้สึกไม่สบายใจกาย หรือ ทุกขเวทนา (Unpleasant feeling)  และความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือ อทุกขมสุขเวทนา (Neutral feeling)
 
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเกิดความรู้สึกเหล่านี้ครับ  แต่อยู่ที่ว่าเมื่อเกิดความรู้สึกเฉยๆ หรือไม่รู้เท่าทัน จิตใจเรามักจะตกไปอยู่ในความหลง หรือ โมหะ (Moha)  และเมื่อเกิดความสุขหรือความทุกข์ เราก็มักจะเกิดความทะยานอยาก หรือ ตัณหา (Craving)  อยากให้ความสุขนั้นอยู่กับเราตลอดไป หรืออยากให้ความทุกข์นั้นหายไปโดยเร็ว  ความอยากและความดิ้นรนทางจิตใจนี้เอง ที่เป็นต้นเหตุจริงแท้ที่ทำให้เราเกิดความเครียดและความทุกข์ในชีวิตประจำวัน
 
เคยมีคำกล่าวเปรียบเทียบที่น่าคิดเรื่อง ดอกไม้จัดคน  โดยปกติเรามักจะพูดว่าเราเป็นคนจัดดอกไม้ ใส่แจกันให้สวยงาม  แต่ในความเป็นจริง เมื่อดอกไม้ตั้งอยู่ในห้อง ความงามและความนุ่มนวลของดอกไม้กลับเป็นฝ่ายปรับเปลี่ยนอารมณ์ และจัดระเบียบจิตใจของผู้ที่มองดูให้สงบลง  ทุกสิ่งรอบตัวเรา รวมถึงเวลาที่ผ่านไป ต่างหมุนเวียนไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ  เปรียบเสมือน สายน้ำไม่ไหลกลับ (Irreversible River of Time)  ที่เราไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขอดีต หรือรั้งรั้งช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งไว้ได้เลย
 
การรับรู้โลกของเราเกิดขึ้นผ่านทางเชื่อมต่อทั้งเจ็ด หรือ อินทรัย์ทั้ง ๗ (The 7 Sensory Authorities)  อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย วาจา และ ใจ  เมื่อมีสิ่งกระทบเข้ามา เช่น เสียงแตรบนท้องถนน หรือข้อความในโทรศัพท์  หากเราไม่มีสติ ช่องทางเหล่านี้ก็จะเป็นประตูที่นำความวุ่นวายเข้ามาสู่จิตใจ  แต่หากเราฝึกฝนการ จับอารมณ์และความคิดให้ทันตรงที่ใจ  ทันทีที่ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้น เราเพียงแค่รู้เท่าทันโดยไม่เข้าไปตัดสินหรือร่วมวงดราม่ากับความคิดนั้น  ความร้อนรนในใจก็จะดับลงตรงนั้นเอง
 
แท้จริงแล้ว จิตเดิมแท้ของเราทุกคนมีความสะอาด สว่าง และสงบอยู่แล้ว  สภาวะธรรมชาติของจิตที่ดั้งเดิมและมีความประภัสสรนี้ เรียกว่า จิตประภัสสร (Luminous Mind)  อุปมาเหมือนท้องฟ้าที่ใสกระจ่างอยู่เสมอ  ส่วนความเครียด ความโกรธ ความกังวล หรือกิเลสต่างๆ ที่เข้ามาในแต่ละวัน  เป็นเพียงเมฆหมอกที่ลอยผ่านมาแล้วก็ลอยผ่านไป ไม่ใช่เนื้อแท้ของท้องฟ้า
 
เมื่อเราเข้าใจดังนี้แล้ว การดำเนินชีวิตในโลกยุคใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป  เราสามารถทำงาน ใช้ชีวิต และปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้อย่างเต็มที่  โดยมีสติและปัญญาเป็นเครื่องนำทาง  ส่องสว่างภายในจิตใจตนเอง  และสืบสานการมีชีวิตอยู่อย่างเบากายเบาใจ  เบ่งบานเหมือนดอกบัวที่งดงามเหนือโคลนตม  พร้อมที่จะส่งมอบความนุ่มนวลและความสงบเย็นนี้ ให้แก่ผู้คนรอบข้างในทุกๆ วัน.
 
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่