สูญเสียขา ไม่ยอมเสียศรัทธาชีวิต ราชินีพาราไทย "สายสุนีย์"

ที่มา:- วิเคราะห์บอลจริงจัง   ขออนุญาตนำมาแชร์ครับ ขอบพระคุณครับ




ตอนที่ประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถเดินได้ สายสุนีย์ จ๊ะนะ แทบจะหมดหวังกับทุกอย่าง จากคนที่เดินได้ วิ่งได้ ทำงานได้ อยู่ๆ ก็ทำอะไรไม่ได้เลย จนครั้งหนึ่ง เธอพยายามจบชีวิตตัวเอง ให้มันสิ้นสุดกันไป

อย่างไรก็ตาม วันนั้นเธอไม่ตาย ก่อนที่จะค่อยๆ เก็บเศษซากความเสียใจ และลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง

และวันนี้ เธอกลายเป็นเลเจนด์ของนักกีฬาคนพิการ เธอได้ทุกแชมป์ที่ขวางหน้า ทั้งระดับเอเชีย และระดับโลก

แวว-สายสุนีย์ เป็นคนจังหวัดเชียงใหม่ ที่บ้านมีคุณพ่อ คุณแม่ และ น้องสาว เป็นครอบครัวที่มีความสุขดี แต่ที่บ้านมีฐานะยากจน ทำให้เธอได้เรียนหนังสือแค่ถึง ป.6 จากนั้นก็ต้องออกมาช่วยที่บ้านทำไร่ เพื่อหาเงินโดยทันที

ตอนอายุ 15 สายสุนีย์ได้งานใหม่ ในโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน เธอทำงานไปด้วย เรียนกศน.ไปด้วย เพราะมีความฝันอยากเป็นคุณครู

ทุกอย่างกำลังไปได้ดี เธอทำงานได้เงินเดือน จึงช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ และช่วยจ่ายค่าเทอมให้น้องสาวได้เรียนหนังสือ

แต่แล้ว วันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1992 ระหว่างที่กำลังไปทำงาน เธอโชคร้ายเจอรถพุ่งมาชนอย่างรุนแรงระหว่างซ้อนมอเตอร์ไซค์

สายสุนีย์กลิ้งเกลือกไปกับพื้นถนน ก่อนที่จะถูกพาเข้าห้องไอซียู เป็นตายเท่ากัน สภาพเธอตอนนั้นเละเทะไปหมด ฟันหักสามซี่ กระดูกแตกทับเส้นประสาท สารพัดอาการ แต่สุดท้ายคุณหมอผ่าตัดช่วยชีวิตเธอมาได้

อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายคือ เธอเสียขาไปด้วย ในวัย 17 ปี 11 เดือน หมอวินิจฉัยว่า เธอจะเดินไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต

สายสุนีย์เล่าว่า "พอรู้ว่าเราจะเดินไม่ได้ เหมือนทั้งโลกมันดับไปเลย เราโทษชะตากรรม ฟ้าจะปล่อยให้เราฟื้นทำไม แล้วที่ผ่านมา พ่อแม่ก็หาเช้ากินค่ำ ลำบากอยู่แล้ว อยู่ๆ เราต้องกลายมาเป็นภาระ แค่จะลุกขึ้นนั่งยังทำไม่ได้ ระบบขับถ่ายยังทำไม่ได้ ตอนนั้นเราอยากจบชีวิตไปเลย"

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น พ่อต้องทำงานเพียงคนเดียว ส่วนแม่ต้องหยุดงานมาเพื่อดูแลเธอ แล้วถ้าวันไหนที่เธอต้องไปโรงพยาบาล พ่อต้องหยุดงาน เพื่อช่วยยกเธอจากห้องนอนขึ้นรถกระบะ แล้วเอาเธอนอนราบลงไป ต้องใช้ความพยายามมากๆ

สำหรับคนพิการนั้น ความเจ็บปวดทางกายก็ประเด็นหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์ทรมานอาจจะมากยิ่งกว่า คือความเจ็บปวดทางใจ

อย่างแรกคือ คนที่เคยมีขา เคยเดินเหินได้ อยู่ๆ มันทำไม่ได้แล้ว ชีวิตมันเปลี่ยน

อย่างที่สองคือสายตาของผู้คน สายสุนีย์เล่าว่า "เวลามีญาติมาเยี่ยมเรา เขาก็จะพยายามพูดว่า มันเป็นเวรเป็นกรรม เขาอาจจะพยายามปลอบ แต่เรายิ่งฟังก็ยิ่งหดหู่ ยิ่งท้อ รู้สึกว่าตัวเองมันน่าเวทนาเหลือเกิน"

และอย่างที่สาม คือความรู้สึกว่าเป็นภาระ ทำให้คนที่รักต้องลำบาก

ยิ่งเวลาผ่านไป สายสุนีย์ รู้สึกว่า ถ้าเธอไม่อยู่ ทุกคนคงจะสบายกว่านี้ ทำให้เธอตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เธอพยายามทำแล้ว แต่หมอช่วยชีวิตกลับมาได้

วันนั้นทั้งบ้านก็กอดกันร้องไห้ พ่อ-แม่ แม้จะยากจน แต่ก็สัญญาว่าจะดูแลสายสุนีย์ให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ทุกคนอยากให้เธออยู่ต่อ อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีค่า

ขณะที่น้องสาวของสายสุนีย์ ณ เวลานั้น อายุ 7 ขวบ เธอไม่ค่อยเข้าใจอะไรมาก แต่ก็จะมาอยู่ใกล้ๆ พี่ เพื่อมานวดให้ หรือมาเล่นด้วย ไม่ปล่อยให้พี่สาวต้องโดดเดี่ยว

เมื่อมีครอบครัวคอยซัพพอร์ท ทำให้เธอกัดฟันสู้ต่อไปอีกสักตั้ง ในเมื่อสวรรค์ไม่ปล่อยให้เธอตาย เธอก็จะอยู่ต่อ และพยายามหาความหมายอะไรบางอย่างกับชีวิตให้ได้

จุดเปลี่ยนสำคัญของสายสุนีย์ เกิดขึ้นในปี 1995 เธอฟังวิทยุท้องถิ่นอยู่ แล้วได้ยินว่า ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีสถาบันฝึกอาชีพให้คนพิการอยู่ด้วย โดยคนพิการสามารถมาใช้ชีวิตอยู่ได้ฟรี และจะมีคนมาช่วยฝึกอาชีพที่สามารถทำได้ด้วย

เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่บ้าน สายสุนีย์ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่สถาบันแห่งนี้ ซึ่งมีชื่อเต็มๆ ว่า "ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ คนพิการหยาดฝน" และที่นี่เอง ที่เธอได้พบกับ ผู้พิการคนอื่นๆ ซึ่งช่วยเปิดโลกให้เธออย่างมาก

"ด้วยความที่เราไม่มีความรู้ ตอนแรก เราคิดว่าตัวเองคือคนพิการคนเดียวในโลกด้วยซ้ำ แต่พอย้ายมา เราได้เห็นคนอื่นๆ บางคนตาบอด บางคนขาขาดสองข้าง-แขนขาดข้างนึง แต่เขาก็ยังหัวเราะ ยังใช้ชีวิตได้ จุดนั้นเราเลยเปลี่ยน Mindset ว่าเฮ้ย คนที่เขาเป็นหนักกว่าเราเขายังมีความสุขได้เลย แล้วทำไมเราไม่พยายามดูบ้าง"

ในเดือนธันวาคมปี 1998 ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพเอเชียนเกมส์ และต่อเนื่องใน เดือนมกราคม 1999 ก็จะเป็นเจ้าภาพเฟสปิค เกมส์ ไปพร้อมกันด้วย

เฟสปิค เกมส์ คือการแข่งกีฬาคนพิการในระดับเอเชียนั่นเอง (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น เอเชียน พาราเกมส์) โดยจะแข่งหลังจากเอเชียนเกมส์จบลง ประมาณ 20 วัน

ก่อนเฟสปิค เกมส์ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะเริ่มขึ้น 2 ปี ด้วยความที่กีฬาคนพิการ เป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากของไทย ณ ตอนนั้น ทำให้ในหลายชนิดกีฬา แทบไม่มีใครลงแข่งเลย

ทาง กกท. ต้องเดินทางไปสถานสงเคราะห์ทั่วประเทศ เพื่อ Recruit ไปหาคนพิการว่าคุณสนใจจะลองซ้อม ลองหัดเล่นกีฬาดูไหม ถ้าหากมีแวว อาจได้เป็นตัวแทนทีมชาติในเฟสปิค เกมส์ก็ได้

สายสุนีย์เห็นแสงสว่างเล็กๆ เธอรู้สึกว่า ถ้าได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ มันอาจสร้างเกียรติยศให้เธอ และอาจกลายเป็นอาชีพในระยะยาวก็ได้ใครจะรู้

สายสุนีย์เล่าว่า "ความคิดตอนนั้น คือ 'ฉันจะเป็นนักกีฬา ฉันจะเป็นทีมชาติ ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งแต่วันนี้ ฉันจะคว้าเหรียญให้ได้' และเมื่อเราคิดได้แบบนั้นก็ลุยเลย"

ณ ตอนนั้น ผู้จัดยังไม่ได้บรรจุวีลแชร์ฟันดาบด้วย โดย กกท. ต้องการแค่นักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล และนั่นคือกีฬาแรกสุดที่สายสุนีย์ได้ลองเล่นดู

หลังจากมุ่งมั่นซ้อมอย่างตั้งใจ เธอทำได้จริงๆ ก้าวไปติดทีมชาติได้สำเร็จ

สายสุนีย์มีพรสวรรค์เรื่องกีฬา เธอมีสายตาดีมาก และที่สำคัญ มีสิ่งที่เรียกว่า Reflexes หรือปฏิกริยาตอบสนองอันฉับไว คู่แข่งจะทำอะไร เธอจะตอบโต้กลับไปได้ทันที

เธอเล่าว่า "ฟ้าอาจจะทำให้เรามีชะตากรรมแบบนี้ แต่ฟ้าก็มอบพรสวรรค์บางอย่างมาให้เราเหมือนกัน"

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เกิดขึ้นกับเธอช่วงต้นปี 1998 ฝ่ายจัดการแข่งขันเฟสปิก เกมส์ ระบุว่า จะมีการเพิ่มกีฬาชนิดใหม่ คือ ฟันดาบคนพิการ เข้าไปในมหกรรมครั้งนี้ด้วย

แต่ในประเทศไทย ไม่มีใครเล่นกีฬาฟันดาบคนพิการแม้แต่คนเดียว กกท. จึงต้องไปคัดหาคน จากนักกีฬาในประเภทอื่นๆ

สุดท้ายข้อเสนอก็มาถึงทีมบาสเกตบอล มีการทำเวิร์คช็อป เพื่อสอนว่าฟันดาบคนพิการคืออะไร เล่นยังไง ก่อนที่จะสอบถามว่าในทีมชาติทั้ง 9 คน มีใครสนใจไหม ที่จะย้ายกีฬาไปเล่นฟันดาบแทน

8 คน ไม่สนใจขอเล่นวีลแชร์บาสเกตบอลต่อ แต่มีแค่สายสุนีย์คนเดียว ที่ตัดสินใจเปลี่ยนกีฬา ไปเล่นฟันดาบแทน

"เหตุผลที่เปลี่ยนกีฬา มีหลายข้อ อย่างแรก คือชุดสวย ชุดฟันดาบมันเท่มาก และอย่างที่สอง เพราะมันคือกีฬาเดี่ยว ความฝันของพี่ คืออยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ และอยากชนะ ซึ่งการเล่นเป็นทีม มันต้องพึ่งพิงคนอื่นเยอะมาก แต่ฟันดาบ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวเราล้วนๆ เลยคิดว่า ถ้าเราตั้งใจเต็มที่ก็มีโอกาสที่เราจะไปถึงเหรียญได้มากกว่า"

และอีกเหตุผลหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องเหมือนกัน คือโค้ชแนะนำว่า สายสุนีย์เป็นคนแขนยาว มีช่วง Reach ที่จู่โจมคู่แข่งได้ดีกว่านักกีฬาทั่วไป ดังนั้นถ้าเอาดีทางฟันดาบ มีโอกาสไปรุ่งกว่าบาสเกตบอล

เมื่อเปลี่ยนกีฬา สายสุนีย์ก็ซ้อมหนักมาก โค้ชบอกให้แทง 100 ครั้ง เธอแทง 200 ครั้ง บอกให้แทง 500 ครั้ง เธอแทง 1000 ครั้ง ยิ่งบวกกับพรสวรรค์เรื่องปฏิกริยาที่เป็นเลิศอยู่แล้ว ทำให้เธอโดดเด่นขึ้นมาจากนักกีฬาคนอื่นๆ และสุดท้ายก็ได้รับเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติ ลงแข่งเฟสปิก เกมส์ 1999 ได้สำเร็จ ก่อนจะคว้าได้ 2 เหรียญทองด้วย

เมื่อคว้าชัยชนะในฐานะตัวแทนทีมชาติ ได้ชูเหรียญทอง และคนทั้งฮอลล์ ร้องเพลงชาติไทยไปพร้อมกับเธอ สายสุนีย์ยอมรับว่าชีวิตคนเรามันเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ จากที่เคยคิดว่าตัวเองไร้ค่า ตอนประสบอุบัติเหตุใหม่ๆ ถ้าวันนั้นยอมแพ้ไปก่อน ก็คงไม่ได้สัมผัสโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้

ณ วินาทีนั้น สายสุนีย์ คิดว่า ชีวิตเธอถึงปลายทางแล้ว ได้แชมป์เอเชีย ก็มีความสุขแล้ว เธอสามารถนอนตายตาหลับได้ แต่จริงๆ เธอไปได้ไกลกว่านี้อีก

เมื่อจบเฟสปิก เกมส์ สายสุนีย์เข้าไปทำงานประจำ เป็นพนักงานโอเปอเรเตอร์ ในบริษัทขายกระดาษย่านประชาชื่น มีหน้าที่คอยรับโทรศัพท์จากลูกค้า ได้รับเงินเดือน 6,000 บาท

เข้าสู่ปี 2000 ระหว่างที่ทำงานอยู่นั้น สายสุนีย์ได้ดูโอลิมปิกเกมส์ ที่ซิดนีย์ ได้เห็นสมรักษ์ คำสิงห์ (ตกรอบ 8 คนสุดท้าย) และ วิจารณ์ พลฤทธิ์ (ได้เหรียญทอง) เธอจึงรู้สึกว่า คนไทยที่ได้ไปแข่งในระดับโลกแบบนั้น มันสุดยอดจริงๆ

และวันนั้นเธอก็เพิ่งรู้ว่า ในกีฬาวีลแชร์ฟันดาบที่เธอเล่น ก็ถูกบรรจุในพาราลิมปิกเกมส์ หรือ โอลิมปิกของคนพิการด้วยเหมือนกัน แปลว่า ถ้าเธอตั้งใจจริงตั้งแต่วันนี้ บางทีอาจจะได้โควต้าไปเอเธนส์ เกมส์ ปี 2004 ก็เป็นได้

ปัญหาของสายสุนีย์คือ ณ เวลานั้น (ปี 2000) ไม่เคยมีผู้หญิงไทย คว้าเหรียญทองในพาราลิมปิกได้มาก่อน อย่าว่าแต่ได้เหรียญทองเลย แค่โควต้าไปร่วมแข่งก็ได้ยากแล้ว

รัฐบาลไม่มีงบประมาณมากพอให้สายสุนีย์ บินไปคัดตัวตามประเทศต่างๆ แบบตามใจชอบ โดยมีงบให้ คัดตัวแค่ "1 ครั้ง" เท่านั้น ในการควอลิฟายที่นิวซีแลนด์ ต้นปี 2004 โดยรายการนี้จะเอาแค่แชมป์อันดับเดียวเท่านั้น ที่ได้โควต้าไปพาราลิมปิก

จุดนี้สายสุนีย์ ก็ต้องตัดสินใจว่าจะเอายังไง จะโฟกัสที่งานประจำ ที่มีรายได้แน่นอน หรือ จะหันมาซ้อมหนัก เพื่อพาราลิมปิกดี แต่ทุกการซ้อมก็ต้องใช้เงิน

สุดท้ายเธอตัดสินใจ ทำควบ 2 อย่างไปพร้อมกัน จันทร์ถึงศุกร์ เธอทำงาน และเสาร์-อาทิตย์ เธอซ้อมฟันดาบ

"ช่วงนั้น ต้องบอกว่าหนักที่สุดในชีวิต คือเราต้องส่งเงินให้ที่บ้าน และให้น้องเรียนด้วย แต่การซ้อม ก็ต้องใช้งบเยอะ เพราะเราต้องนั่งแท็กซี่ไปสนามซ้อม ไป-กลับ ใช้เงินไม่น้อย และต้องจ่ายค่าจ้างคู่ซ้อมอีก เราให้ผู้ชายที่เก่งวีลแชร์ฟันดาบที่สุด มาช่วยซ้อมให้เราทุกวีก เพื่อให้เราเก่งขึ้นกว่าเดิม"

"เราทำงานประจำได้เงินเดือน 6 พัน เรารับลอตเตอรี่มาขาย อะไรได้เงิน เราทำหมด วันนี้ทุกคนเห็นเราประสบความสำเร็จแล้ว แต่จุดเริ่มต้นของเรา มันไม่ง่ายเลย"

"เราอุทิศตัวเอง ทั้งกาย ทั้งใจ ทำแบบนี้ซ้ำๆ มา 4 ปี ความฝันของเราชัดเจน คือเราอยากไปพาราลิมปิก ซึ่งถ้าเราทำได้ พ่อแม่จะได้สบาย น้องจะได้เรียนหนังสือ มันคือความหวัง ที่ยังประคองเราไม่ให้ล้ม"

4 ปีของการซ้อมหนัก ระหว่างปี 2000-2004 ในที่สุด การคัดตัวที่นิวซีแลนด์ก็มาถึง สายสุนีย์ ทำได้จริงๆ เธอคว้าแชมป์ประเภทเอเป้ และฟอยล์ และได้สิทธิ์ไปแข่งพาราลิมปิกครั้งแรกในชีวิต ด้วยวัย 30 ปีพอดี

ในกีฬาฟันดาบ จะมีทั้งหมด 3 ประเภท คือ เอเป้, ฟอยล์ และ เซเบอร์ เป็นดาบ "สามประเภท" ที่มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ขณะที่วิธีทำแต้มนั้น อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ คือ

เอเป้ - แทงได้ทุกส่วนของร่างกาย แขน มือ ได้หมด เป็นประเภทที่ต้องมีปฏิกริยาไวมาก และต้องระวังตัวมากๆ เพราะคู่แข่งเล่นงานเราได้ทุกจุด

ฟอยล์ - แทงได้เฉพาะลำตัว (Torso) ที่มีเกราะอยู่ เป็นประเภทที่ต้องใช้ความแม่นยำ เพราะเป้าเล็กนิดเดียว

เซเบอร์ - ต่างจากสองอันด้านบนที่ "แทง" ถึงแต้มจะขึ้น แต่เซเบอร์สามารถใช้การฟัน (Slash) ได้ด้วย นี่คือประเภทที่ต้องมีเทคนิคเยอะ คนที่แทงเก่ง + ฟันเก่ง มีอาวุธโจมตีหลายแบบ ก็จะได้เปรียบคู่ต่อสู้

ในพาราลิมปิก ที่เอเธนส์ สายสุนีย์ ลงแข่งประเภทฟอยล์ คว้าเหรียญทองแดงได้สำเร็จ แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงยิ่งใหญ่ให้เธอ คือการแข่งขันประเภทเอเป้หญิง

ต่อครับ:-
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่