สวัสดีชาวพันทิปทุกคน วันนี้ตัวผมเองจะมาเล่าและอยากจะแชร์ประสบการณ์ การตกงานในสายงาน Automotive parts ครั้งแรกในชีวิต ชึ่งเป็นช่วงอายุ 40 ปีอัพ ที่คนวัยทำงานสายงานนี้คิดว่าถ้าตกงานไปแล้วน่าจะหางานยาก เพราะอายุเยอะในสายตาของสายงานอุตสาหกรรม Automotive parts.
ก่อนอื่นเลยผมอยากให้กำลังใจคนที่ตกงานอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะโดนเลิกจ้าง ไล่ออก ยุบกิจการ หรือเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ขอให้มีกำำลังใจสู้ชีวิตต่อนะครับ ตราบใดที่ดวงอาทิตย์มีขึ้น และ มีลง ขอให้รู้ไว้ว่า เรายังมีพรุ่งนี้ มีโอกาสเสมอครับ.
ผมอยากให้ทุกท่านอ่านให้จบครับ ผมแค่อยากเล่าและแชร์ให้ฟัง ทุกความเห็นหลังจากนี้ผมยินดีรับฟังแบบ Open mind
(ในกระทู้จะมีภาษาไทยกับถาษาอังกฤษปนกันบ้าง เหตุผลก็เพราะ ทับศัพท์ไปเลยจะง่ายกว่า ชึ่งแปลเป็นไทยก็จะ งงๆบ้าง ฉะนั้น ผมก็เลยจะสื่อไปในแบบนี้แหละครับ)
Let's go ผมจะเริ่มต้นจาก ประสบการณ์การทำงานของผมในสายงานอุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกโชน ชลบุรี ระยอง นะครับ.
ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดเริ่มเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมครั้งแรกตอนอายุ 21 ปี หลังเกณท์ทหารเสร็จ สำหรับชายไทยครับ
เดินทางเข้ามาวงการอุตสาหกรรม (นิคมหรืองานโรงงานที่เราเรียกกันครับ)เล่าคร่าวๆนะครับ เริ่มต้นก็เข้ารันวงการนี้ ด้วยโรงงานสาย Automotive part (ผมเรียนจบสายช่างเทคนิคครับ) ชึ่งเป็นโรงงานของสัญชาติญี่ปุ่นเลยครับ เป็นโรงงานแรกในชีวิตและเปิดประสบการณ์การทำงาน ด้วยการเป็นช่างเทคนิค ดูแลในส่วน Production line พวกเครื่องจักร ลด Down time ในไลน์ Production ของ line ผลิตที่ผมรับผิดชอบ อธิบายสั้นๆประมาณนี้ครับ (ไปเปิดโรงงานชุดแรกให้เขา) ตอนนั้นด้วยความที่ยังไม่มีประสบการณ์บวกกับอายุยังน้อยในสายงาน เลยยังไม่ทราบว่าโรงงานใหนค่าตอบแทนและสวัสดิการเป็นยังไง ก็ทำๆไปก่อน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเพื่อเลี้ยงตัวเองให้รอดก่อน เพื่อที่จะไปต่อยอดในอนาคตถัดไปครับ (ตอนนั้นนิคมในชลบุรีตอนที่ผมเริ่มเข้ามาทำงานระบบ Subcontract ยังไม่แพร่หลายเท่าทุกวันนี้ครับ.)สมัครงานโรงงานใหนก็ทดลองงาน 120 วันและถ้าผ่าน Probation ก็จะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำตามกระบวนการเลยครับ ตอนนั้นผมยอมรับเลยว่า เป็นช่วงที่หางานในโรงงานอุตสาหกรรมและโอกาสที่จะได้งานนั้นไม่ยากเท่าทุกวันนี้ครับ.
การสมัครงานในเขตนิคมตอนนั้นยังใช้วิธีการดู Board การสมัครงานที่หน้านิคม บวกกับ การเดินสมัครงานตามหน้าโรงงานต่างๆอยู่ครับ หลายๆท่านที่เริ่มงานสายโรงงานไล่ๆกันกับผม คงจะทราบดีครับ ว่าหลายสิบปีที่แล้วมันเป็นแบบนี้จริงๆ
ในส่วนของโรงงานแรก ผมทำงานที่นี้ 3 ปีครับ จากนั้นผมก็ลาออก เนื่องจากไปได้งานที่ใหม่ ชึ่งโรงงานใหม่แห่งนี้เป็นโรงงานสัญชาติอเมริกา.
โรงงานที่สอง นี้ผมได้รับบทบาทใหม่และเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงาน ชึ่งผมรับงานในตำแหน่ง Production Leader หน้าที่ดูแลการผลิตในไลน์โดยตรง (โรงงานนี้จะผลิตงานพวก Cosmetic ชึ่งผลิตภัณท์จะแตกต่างจากโรงงานแรกที่ผมเริ่มทำงานครับ) จะรวมไปถึงการดูแลพนักงานในสายงานการผลิตที่ตัวเราเองรับผิดชอบด้วย พร้อมกับดูแลแผนในไลน์การผลิต ชึ่งแผนก็จะมีแบบ รายเดือน รายสัปดาห์ และก็แผนรายวัน ที่เราต้องผลิตครับ (แผนการผลิตก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกค้า) ชึ่งเราต้องรับมือ และ คอย ปรับเปลี่ยนแผนการผลิตในไลน์การผลิตของตัวเองที่รับผิดชอบอยู่ ให้สอดคล้องตามแผนของโรงงานไปด้วย หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีคำถาม ทำไมถึงลาออกจากโรงงานแรก เหตุผลหลักๆก็เรื่องค่าตอบแทนนั้นแหละครับ อีกอย่าง ตอนนั้นผมคิดว่า ผมอยากได้ภาษาอังกฤษ อยากพูดภาษาอังกฤษได้ เลยตัดสินใจรับข้อเสนอของโรงงานแห่งนี้ ชึ่งมันก็เป็นไปตามที่ผมต้องการคือ ผมได้พูดภาษาอังกฤษกับคนต่างชาติที่นี้ ชึ่งเป็น Biginer เริ่มต้น ของผมนอกชั้นเรียนครับ ชึ่งตอนเรียนช่าง ภาษาอังกฤษนี้ ผมยอมรับว่า"ไม่ได้เลยครับ" รู้คำศัพท์แค่เบื้องต้นเท่านั้นเอง สำหรับผม ผมคิดว่าการที่เราอ่อนภาษา มันจะเป็นจุดอ่อนในอนาคตถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ชึ่งถ้าเราจะเดินสายโรงงานต่อ ภาษา กับ ความสามารถในงานและ Skill การทำงาน ต้องได้ครับ ไม่งั้นการเดินทางต่อในสายอาชีพโรงงานในอนาคตจะสู้กับคู่แข่งลำบาก เลยต้องพัฒนาตัวเองด้านภาษาควบคู่ไปด้วย ผมทำงานที่นี้ 4 ปีครับ จากนั้นก็ลาออกไปโรงงานที่ 3
โรงงานที่สาม เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ ชึ่งเป็นครั้งสอง ที่ผมต้องมาเริ่มงาน สาย Automotive และเป็นสายงานผลิตรถยนต์สำเร็จรูปครั้งแรก ในบทบาท Foreman ดูแลกระบวนการผลิตในไลน์การผลิตรถยนต์ รวมถึงพนักงานในสายการผลิตเพิ่มมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัวจากโรงงานแห่งที่สอง โรงงานที่สามนี้ผมทำอยู่ 8 ปีครับ และตำแหน่งสุดท้ายของโรงงานแห่งนี้จบที่ตำแหน่ง Supervisor ชึ่งตลอดระยะเวลาที่ทำงานอยู่ที่นี้ ผมก็ได้ทักษะในการทำงานหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพวก Management Control (Quality, Man power, Productivity ) รวมไปถึงภาษาญี่ปุ่นครับ มันเปิดโลกภาษาให้ผมเพิ่มเติมจากภาษาอังกฤษ และการอบรมพัฒนาต่างๆที่ทางโรงงานมอบให้ (ผมอยากจะบอกว่า การที่โรงงานส่งเราไปอบรม ขอให้เราตั้งใจนะครับ มันจะได้พัฒนาตัวเราเอง และเอาประโยชน์จากการฝึกอบรม มาต่อยอดให้กับองค์กร ตามความคาดหวังขององค์ด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ)
โรงงานที่สี่ โรงงานนี้เป็นโรงงานสัญชาติยุโรป โรงงานนี้ผมเปลี่ยนสายงานไปโดยสิ้นเชิง ชึ่งผมมารับงานในสายงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณท์ ดูแลการทดสอบผลิตภัณท์ให้กับองค์กร ในระดับ Senior ผมทำงานที่นี้เก้าปีเกือบๆจะสิบปี และตกงานครั้งแรกที่นี้ ด้วยเหตุผลเลิกจ้างในเดือนกันยายนปีนี้ หลังจากตกงานวันแรก แน่นอนก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา เพราะความผูกพันธ์กับองค์กร เพื่อนร่วมงาน(ที่นี้เพื่อนร่วมวานดีมากครับ) ผมตั้งสติและนำ Resume มาขัดเกลาใหม่ ใส่ความรู้ ความสามารถที่มี เข้าไปใหม่ เพราะไม่เคยคิดว่าจะตกงาน ตอนอายุ 44 ปี ชึ่งเป็นช่วงอายุที่คนในพันทิปพูดกันมาก ว่าหางานลำบากมากถ้าอายุ40ปี ขึ้นไป ชึ่งมันก็จริงส่วนหนึ่ง ไม่จริงส่วนหนึ่งครับ ผมส่ง resume หลังจากอัพเดตไปให้กับบริษัทที่เปิดรับสมัครงานในช่วงตกงานดังกล่าว ในอาทิตย์แรกที่ตกงานไป สามถึงสี่ โรงงานด้วยกัน โชคดีที่ส่ง Resume ไปในสัปดาห์แรกแล้ว ถูกบริษัทข้ามชาติ สัญชาติอเมริกาเรียกสัมภาษณ์ และได้งานใหม่ในเดือนถัดมาชึ่งเป็นโรงงานที่ห้าของผมในวัยหลักสี่
มาถึงตรงนี้ สิ่งที่อยากจะบอกคือ ตอนที่เราทำงานอยู่ หมั่นพัฒนาศักยภาพเราเองอยู่เสมอ ภาษาเป็นสิ่งสำคัญ ค่าตอบแทนก็เช่นกัน Connection ก็เช่นกันครับ การมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศเป็นสิ่งดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด อย่าไปเพราะได้เอารูปมาลงSocial อย่างเดี่ยว เอาโอกาสของตัวกลับมาเพื่อพัฒนาองค์กรด้วย อายุมีผลกับงาน แต่ไม่ใช่ทุกงาน ทุกวันนี้คนตกงานเยอะ ยิ่งสายโรงงานส่วนมากถ้าเป็น Shop floor ก็จะใช้ Subcontract เป็นส่วนใหญ่ โอกาสที่จะเป็นพนักงานประจำยากมากครับ เราเห็นเขาประกาศการจ่ายโบนัสสิ้นปี 4-8 เดือน เงินบวก หลายหมื่นบาท เรื่องจริงคือพนักงานประจำได้แน่นอน แล้วบางโรงงานมีตัดเกรดนะครับ ส่วน Subcontract ถ้าได้โบนัสก็ดีไป แต่ส่วนมากก็จะไม่ได้เท่าพนักงานประจำหรอกครับ ฉะนั้นขอให้อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง ได้ภาษาที่สองภาษาที่สาม ด้วยจะดีมากครับ คนอายุ 40 ขึ้นไปการหางานยากก็จริง แต่อายุขนาดนี้คงไม่ใช่จะเป็นพนักงานทั่วไปแน่นอน ถ้าคุณเดินสายโรงงาน ควรอยุ่ในระดับที่ สอนงานหรือ Specialist ขึ้นไปได้แล้วครับ สุดท้ายแล้วโอกาสจะเป็นของผู้ที่พร้อมและถูกเลือกเท่านั้น ผมจะไม่บอกว่า สู้ๆนะครับ มันง่ายไป
ถ้ามีโอกาส แต่ ไม่มีจังหวะ ก็เท่านั้น มันต้องมี โอกาส และ จังหวะ มันถึงจะครบองค์ประกอบ
อยากมาเล่าและอยากจะแชร์ประสบการณ์ ตกงานตอนอายุ 44ปี ที่คนวัยทำงานคิดว่าหางานยากกันมากที่สุดให้ทุกคนฟัง
ก่อนอื่นเลยผมอยากให้กำลังใจคนที่ตกงานอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะโดนเลิกจ้าง ไล่ออก ยุบกิจการ หรือเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ขอให้มีกำำลังใจสู้ชีวิตต่อนะครับ ตราบใดที่ดวงอาทิตย์มีขึ้น และ มีลง ขอให้รู้ไว้ว่า เรายังมีพรุ่งนี้ มีโอกาสเสมอครับ.
ผมอยากให้ทุกท่านอ่านให้จบครับ ผมแค่อยากเล่าและแชร์ให้ฟัง ทุกความเห็นหลังจากนี้ผมยินดีรับฟังแบบ Open mind
(ในกระทู้จะมีภาษาไทยกับถาษาอังกฤษปนกันบ้าง เหตุผลก็เพราะ ทับศัพท์ไปเลยจะง่ายกว่า ชึ่งแปลเป็นไทยก็จะ งงๆบ้าง ฉะนั้น ผมก็เลยจะสื่อไปในแบบนี้แหละครับ)
Let's go ผมจะเริ่มต้นจาก ประสบการณ์การทำงานของผมในสายงานอุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกโชน ชลบุรี ระยอง นะครับ.
ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดเริ่มเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมครั้งแรกตอนอายุ 21 ปี หลังเกณท์ทหารเสร็จ สำหรับชายไทยครับ
เดินทางเข้ามาวงการอุตสาหกรรม (นิคมหรืองานโรงงานที่เราเรียกกันครับ)เล่าคร่าวๆนะครับ เริ่มต้นก็เข้ารันวงการนี้ ด้วยโรงงานสาย Automotive part (ผมเรียนจบสายช่างเทคนิคครับ) ชึ่งเป็นโรงงานของสัญชาติญี่ปุ่นเลยครับ เป็นโรงงานแรกในชีวิตและเปิดประสบการณ์การทำงาน ด้วยการเป็นช่างเทคนิค ดูแลในส่วน Production line พวกเครื่องจักร ลด Down time ในไลน์ Production ของ line ผลิตที่ผมรับผิดชอบ อธิบายสั้นๆประมาณนี้ครับ (ไปเปิดโรงงานชุดแรกให้เขา) ตอนนั้นด้วยความที่ยังไม่มีประสบการณ์บวกกับอายุยังน้อยในสายงาน เลยยังไม่ทราบว่าโรงงานใหนค่าตอบแทนและสวัสดิการเป็นยังไง ก็ทำๆไปก่อน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเพื่อเลี้ยงตัวเองให้รอดก่อน เพื่อที่จะไปต่อยอดในอนาคตถัดไปครับ (ตอนนั้นนิคมในชลบุรีตอนที่ผมเริ่มเข้ามาทำงานระบบ Subcontract ยังไม่แพร่หลายเท่าทุกวันนี้ครับ.)สมัครงานโรงงานใหนก็ทดลองงาน 120 วันและถ้าผ่าน Probation ก็จะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำตามกระบวนการเลยครับ ตอนนั้นผมยอมรับเลยว่า เป็นช่วงที่หางานในโรงงานอุตสาหกรรมและโอกาสที่จะได้งานนั้นไม่ยากเท่าทุกวันนี้ครับ.
การสมัครงานในเขตนิคมตอนนั้นยังใช้วิธีการดู Board การสมัครงานที่หน้านิคม บวกกับ การเดินสมัครงานตามหน้าโรงงานต่างๆอยู่ครับ หลายๆท่านที่เริ่มงานสายโรงงานไล่ๆกันกับผม คงจะทราบดีครับ ว่าหลายสิบปีที่แล้วมันเป็นแบบนี้จริงๆ
ในส่วนของโรงงานแรก ผมทำงานที่นี้ 3 ปีครับ จากนั้นผมก็ลาออก เนื่องจากไปได้งานที่ใหม่ ชึ่งโรงงานใหม่แห่งนี้เป็นโรงงานสัญชาติอเมริกา.
โรงงานที่สอง นี้ผมได้รับบทบาทใหม่และเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงาน ชึ่งผมรับงานในตำแหน่ง Production Leader หน้าที่ดูแลการผลิตในไลน์โดยตรง (โรงงานนี้จะผลิตงานพวก Cosmetic ชึ่งผลิตภัณท์จะแตกต่างจากโรงงานแรกที่ผมเริ่มทำงานครับ) จะรวมไปถึงการดูแลพนักงานในสายงานการผลิตที่ตัวเราเองรับผิดชอบด้วย พร้อมกับดูแลแผนในไลน์การผลิต ชึ่งแผนก็จะมีแบบ รายเดือน รายสัปดาห์ และก็แผนรายวัน ที่เราต้องผลิตครับ (แผนการผลิตก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกค้า) ชึ่งเราต้องรับมือ และ คอย ปรับเปลี่ยนแผนการผลิตในไลน์การผลิตของตัวเองที่รับผิดชอบอยู่ ให้สอดคล้องตามแผนของโรงงานไปด้วย หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีคำถาม ทำไมถึงลาออกจากโรงงานแรก เหตุผลหลักๆก็เรื่องค่าตอบแทนนั้นแหละครับ อีกอย่าง ตอนนั้นผมคิดว่า ผมอยากได้ภาษาอังกฤษ อยากพูดภาษาอังกฤษได้ เลยตัดสินใจรับข้อเสนอของโรงงานแห่งนี้ ชึ่งมันก็เป็นไปตามที่ผมต้องการคือ ผมได้พูดภาษาอังกฤษกับคนต่างชาติที่นี้ ชึ่งเป็น Biginer เริ่มต้น ของผมนอกชั้นเรียนครับ ชึ่งตอนเรียนช่าง ภาษาอังกฤษนี้ ผมยอมรับว่า"ไม่ได้เลยครับ" รู้คำศัพท์แค่เบื้องต้นเท่านั้นเอง สำหรับผม ผมคิดว่าการที่เราอ่อนภาษา มันจะเป็นจุดอ่อนในอนาคตถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ชึ่งถ้าเราจะเดินสายโรงงานต่อ ภาษา กับ ความสามารถในงานและ Skill การทำงาน ต้องได้ครับ ไม่งั้นการเดินทางต่อในสายอาชีพโรงงานในอนาคตจะสู้กับคู่แข่งลำบาก เลยต้องพัฒนาตัวเองด้านภาษาควบคู่ไปด้วย ผมทำงานที่นี้ 4 ปีครับ จากนั้นก็ลาออกไปโรงงานที่ 3
โรงงานที่สาม เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ ชึ่งเป็นครั้งสอง ที่ผมต้องมาเริ่มงาน สาย Automotive และเป็นสายงานผลิตรถยนต์สำเร็จรูปครั้งแรก ในบทบาท Foreman ดูแลกระบวนการผลิตในไลน์การผลิตรถยนต์ รวมถึงพนักงานในสายการผลิตเพิ่มมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัวจากโรงงานแห่งที่สอง โรงงานที่สามนี้ผมทำอยู่ 8 ปีครับ และตำแหน่งสุดท้ายของโรงงานแห่งนี้จบที่ตำแหน่ง Supervisor ชึ่งตลอดระยะเวลาที่ทำงานอยู่ที่นี้ ผมก็ได้ทักษะในการทำงานหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพวก Management Control (Quality, Man power, Productivity ) รวมไปถึงภาษาญี่ปุ่นครับ มันเปิดโลกภาษาให้ผมเพิ่มเติมจากภาษาอังกฤษ และการอบรมพัฒนาต่างๆที่ทางโรงงานมอบให้ (ผมอยากจะบอกว่า การที่โรงงานส่งเราไปอบรม ขอให้เราตั้งใจนะครับ มันจะได้พัฒนาตัวเราเอง และเอาประโยชน์จากการฝึกอบรม มาต่อยอดให้กับองค์กร ตามความคาดหวังขององค์ด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ)
โรงงานที่สี่ โรงงานนี้เป็นโรงงานสัญชาติยุโรป โรงงานนี้ผมเปลี่ยนสายงานไปโดยสิ้นเชิง ชึ่งผมมารับงานในสายงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณท์ ดูแลการทดสอบผลิตภัณท์ให้กับองค์กร ในระดับ Senior ผมทำงานที่นี้เก้าปีเกือบๆจะสิบปี และตกงานครั้งแรกที่นี้ ด้วยเหตุผลเลิกจ้างในเดือนกันยายนปีนี้ หลังจากตกงานวันแรก แน่นอนก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา เพราะความผูกพันธ์กับองค์กร เพื่อนร่วมงาน(ที่นี้เพื่อนร่วมวานดีมากครับ) ผมตั้งสติและนำ Resume มาขัดเกลาใหม่ ใส่ความรู้ ความสามารถที่มี เข้าไปใหม่ เพราะไม่เคยคิดว่าจะตกงาน ตอนอายุ 44 ปี ชึ่งเป็นช่วงอายุที่คนในพันทิปพูดกันมาก ว่าหางานลำบากมากถ้าอายุ40ปี ขึ้นไป ชึ่งมันก็จริงส่วนหนึ่ง ไม่จริงส่วนหนึ่งครับ ผมส่ง resume หลังจากอัพเดตไปให้กับบริษัทที่เปิดรับสมัครงานในช่วงตกงานดังกล่าว ในอาทิตย์แรกที่ตกงานไป สามถึงสี่ โรงงานด้วยกัน โชคดีที่ส่ง Resume ไปในสัปดาห์แรกแล้ว ถูกบริษัทข้ามชาติ สัญชาติอเมริกาเรียกสัมภาษณ์ และได้งานใหม่ในเดือนถัดมาชึ่งเป็นโรงงานที่ห้าของผมในวัยหลักสี่
มาถึงตรงนี้ สิ่งที่อยากจะบอกคือ ตอนที่เราทำงานอยู่ หมั่นพัฒนาศักยภาพเราเองอยู่เสมอ ภาษาเป็นสิ่งสำคัญ ค่าตอบแทนก็เช่นกัน Connection ก็เช่นกันครับ การมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศเป็นสิ่งดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด อย่าไปเพราะได้เอารูปมาลงSocial อย่างเดี่ยว เอาโอกาสของตัวกลับมาเพื่อพัฒนาองค์กรด้วย อายุมีผลกับงาน แต่ไม่ใช่ทุกงาน ทุกวันนี้คนตกงานเยอะ ยิ่งสายโรงงานส่วนมากถ้าเป็น Shop floor ก็จะใช้ Subcontract เป็นส่วนใหญ่ โอกาสที่จะเป็นพนักงานประจำยากมากครับ เราเห็นเขาประกาศการจ่ายโบนัสสิ้นปี 4-8 เดือน เงินบวก หลายหมื่นบาท เรื่องจริงคือพนักงานประจำได้แน่นอน แล้วบางโรงงานมีตัดเกรดนะครับ ส่วน Subcontract ถ้าได้โบนัสก็ดีไป แต่ส่วนมากก็จะไม่ได้เท่าพนักงานประจำหรอกครับ ฉะนั้นขอให้อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง ได้ภาษาที่สองภาษาที่สาม ด้วยจะดีมากครับ คนอายุ 40 ขึ้นไปการหางานยากก็จริง แต่อายุขนาดนี้คงไม่ใช่จะเป็นพนักงานทั่วไปแน่นอน ถ้าคุณเดินสายโรงงาน ควรอยุ่ในระดับที่ สอนงานหรือ Specialist ขึ้นไปได้แล้วครับ สุดท้ายแล้วโอกาสจะเป็นของผู้ที่พร้อมและถูกเลือกเท่านั้น ผมจะไม่บอกว่า สู้ๆนะครับ มันง่ายไป
ถ้ามีโอกาส แต่ ไม่มีจังหวะ ก็เท่านั้น มันต้องมี โอกาส และ จังหวะ มันถึงจะครบองค์ประกอบ