เตือนตนและคนอ่าน เรากำลังตกอยู่ในคำเตือนล่วงหน้าบทนี้ไหม? "เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ยอมรับอัลกุรอาน แต่ปฏิเสธหะดีษ"

กระทู้สนทนา
อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ ที่กล่าวถึงบทบัญญัติ มารยาท และเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเหมือนธรรมนูญชีวิต เป็นคู่มือชีวิต หะดีษเหมือนเป็นประมวลกฎหมาย ที่อธิบายเสริมในส่วนของอัลกุรอาน ดังนั้น หากเราจะไม่นำหะดีษมาใช้เป็นแนวทางเลย จะไม่สามารถตอบข้อสงสัยต่างๆ ได้ครอบคลุม

อิสลามสมบูรณ์แล้ว พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ พร้อมอัลกุรอานและหะดีษ เป็นคู่มือแนวทางการใช้ชีวิตที่เข้าใจง่ายและครอบคลุม มีท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นผู้เผยแพร่คำสอนและเป็นแบบอย่าง ยกตัวอย่างเช่น บทบัญญัติการละหมาดระบุไว้ในคัมภีร์ ส่วนจะละหมาดอย่างไร มีในหะดีษ อัลกุรอานถูกประทานลงมาเป็นปาฏิหาริย์ผ่านญิบรีล บทบัญญัติต่างๆ คนธรรมดาไม่สามารถรับได้ เนื่องจากเป็นพระดำรัสของพระเจ้า โองการจึงมีความหนักหน่วง แต่ท่านนบีสามารถรับได้ เพราะพระองค์ทรงให้ความแข็งแรงมากกว่าคนธรรมดา และมีหัวใจที่บริสุทธิ์จึงจะรับโองการโดยปราศจากอคติใดๆ ดังนั้น เราจะศรัทธาบางส่วน แล้วปฏิเสธบางส่วนกระนั้นหรือ??

หะดีษเศาะฮีหฺ หะสัน ษาบิต เป็นชื่อเรียกสถานะของหะดีษ ต่างเป็นหะดีษที่มีสายรายงานถูกต้อง เชื่อถือได้ บรรดาเศาะฮาบะฮฺเป็นบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกแล้วให้พวกเขามีความจำดีมาก และมีความสัจจริง จึงสามารถทำหน้าที่จดจำ ปฏิบัติตาม ถ่ายทอด และบันทึก อัลกุรอาน และวจนะของท่านนบีอย่างครบถ้วน มีการบันทึกหลักฐานการรายงานต่อเนื่องอย่างชัดเจน รวมทั้งบรรดาอุลามาอฺ นักวิชาการ ต่างก็ตรวจสอบอีกหลายขั้น กว่าจะระบุสถานะเช่นนั้น

ส่วนหะดีษเฎาะอีฟคือหะดีษอ่อน (อ่อนเนื้อหา หรืออ่อนหลักฐานสายรายงาน) หากจะอ้างอิงควรใช้สายรายงานที่ชัดเจนปลอดภัยกว่า ในขณะที่หะดีษเมาฎูอฺ คือ หะดีษปลอม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องละเว้นและไม่นำมาปฏิบัติเด็ดขาด

การจะปฏิบัติตามหรือบอกต่อ จึงควรจะเห็นสถานะของหะดีษที่ชัดเจน แต่ถึงแม้จะเป็นหะดีษที่มีความน่าเชื่อถือ ก็อาจมีการตีความที่ไม่ตรงกับตัวบท จึงต้องมีผู้รู้มาอธิบาย แต่หลักการสำนวนของอัลกุรอานและหะดีษนั้น มีความกระชับ เข้าใจง่าย จึงสามารถถ่ายทอดอย่างถูกต้องได้ จึงมั่นใจในหะดีษเหล่านั้นได้เลย

ในยุคปัจจุบัน มีกระแสแนวคิดที่ชวนให้ผู้คนหันมาคัดค้านหรือปฏิเสธแบบอย่างและคำสอนจากหะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งท่านนบีได้กล่าวเตือนล่วงหน้าไว้กว่า 1,400 ปีแล้ว เกี่ยวกับคนกลุ่มนี้

เตือนตัวเองและคนอ่านว่า เรากำลังเป็นแบบนี้ไหม และใช้ตรวจสอบตัวเองก่อน ส่วนกับคนอื่นนั้นใช้วิจารณญาณในการจะเชื่อหรือตามคำพูดเขา


1. คำเตือนล่วงหน้าจากท่านนบีมุฮัมมัด
จาก อัลมิกดาม บิน มะอ์ดีกะริบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "พึงทราบเถิด ใกล้จะเกิดเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งที่หะดีษจากฉันมาถึงเขา ในขณะที่เขาเอนกายบนโซฟาของเขา แล้วเขาก็กล่าวว่า 'ระหว่างพวกเราและระหว่างพวกท่าน มีคัมภีร์ของอัลลอฮฺอยู่ ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่พวกเราได้พบในนั้นว่าเป็นสิ่งอนุมัติ (ฮะลาล) พวกเราก็ถือว่าสิ่งนั้นถูกอนุมัติ และสิ่งใดก็ตามที่พวกเราพบในนั้นว่าเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) พวกเราก็ถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม' และแท้จริงสิ่งใดก็ตามที่ศาสนทูตของอัลลอฮฺได้ห้ามไว้ ก็เหมือนกับสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงห้ามไว้" (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมีซีย์ เลขที่ 2664)


2. คำยืนยันจากอัลลอฮฺว่า ท่านนบีมุฮัมมัดพูดความจริง
"ขอสาบานด้วยดวงดาวเมื่อมันคล้อยตกลงมา สหาย (มุฮัมมัด) ของพวกเจ้ามิได้หลงผิดและเชื่อมั่นในทางที่ผิด และเขามิได้พูดตามอารมณ์ สิ่ง (ที่เขาพูด) นั้น มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมา ผู้ทรงพลังอำนาจอันมากมาย (ญิบรีล) ได้สอนเขา ผู้ทรงพลังอันแข็งแรง ดังนั้นเขาจึงปรากฏในสภาพที่แท้จริง ขณะที่เขาอยู่บนขอบฟ้าอันสูงส่ง แล้วเขาได้เข้ามาใกล้ และเข้ามาใกล้จนชิด เขาเข้ามาใกล้ (จนอยู่) ในระยะของปลายคันธนูทั้งสอง หรือใกล้กว่านั้นอีก ดังนั้นเขา (ญิบรีล) จึงนำวะฮีย์มาให้แก่บ่าวของพระองค์ (มุฮัมมัด) สิ่งที่เขาจะนำวะฮีย์มา จิตใจ (ของมุฮัมมัด) มิได้ปฏิเสธสิ่งที่เขาได้เห็น แล้วพวกเจ้าจะโต้เถียงกับเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้เห็นอีกหรือ และโดยแน่นอน เขาได้เห็นญิบรีลในการลงมาอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่ต้นพุทราอันไกลโพ้น ณ ที่นั้นคือ สวนสวรรค์อันเป็นที่พำนัก (ขณะนั้น) สิ่งที่ปกคลุม (แสงประกาย) ได้ปกคลุมต้นพุทรา สายตา (ของมุฮัมมัด) มิได้เหลือบแลไปทางอื่น และมิได้ล่วงเกินไป โดยแน่นอนเขาได้เห็นสัญญาณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าของเขา" (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นัจญ์มฺ 1-18)


3. คุณลักษณะหนึ่งของผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือการศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ
"คัมภีร์นี้ ไม่มีความสงสัยใด ๆ ในนั้น เป็นคำแนะนำสำหรับบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้น คือบรรดาผู้ศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ และดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขานั้น พวกเขาก็บริจาค และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า และสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนเจ้า และต่อวันปรโลกนั้นพวกเขาเชื่อมั่น ชนเหล่านี้ คือ ผู้ที่(ตั้ง)อยู่บนคำแนะนำ ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และชนเหล่านี้คือผู้ที่บรรลุผล" (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮ์ 2-5)


4. แบบอย่างและจริยธรรมอันงดงามที่เราควรปฏิบัติตาม
จากอะฏออ์ บินยะซาร เล่าว่า : ฉันได้พบกับอับดุลลอฮฺ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ฉันกล่าวว่า ‘โปรดบอกฉันเกี่ยวกับคุณลักษณะศาสนทูตของอัลลอฮฺในคัมภีร์เตารอต’ เขา (อับดุลลอฮฺ) กล่าวว่า ‘แน่นอน และขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แท้จริงท่านนบีถูกบรรยายลักษณะไว้ในคัมภีร์เตารอตอย่างแน่นอน ด้วยบางส่วนของคุณลักษณะของเขาในคัมภีร์อัลกุรอาน “โอ้ นบี แท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อให้เป็นพยาน และผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ 45)

“และ(เจ้า)เป็นป้อมปราการแก่ผู้ที่ไม่อ่านไม่เขียน เจ้าเป็นบ่าวของเรา และศาสนทูตของเรา เราได้ตั้งชื่อเจ้าว่า ผู้มอบหมายตน (อัล-มุตะวักกิละ) ไม่ใช่เป็นผู้หยาบคาย และไม่แข็งกร้าว และไม่ส่งเสียงดังโวยวายในตลาด และไม่ตอบโต้ด้วยความไม่ดี แต่เขาอภัยและยกโทษ และอัลลอฮฺจะไม่ทรงเก็บชีวิตเขาจนกว่าพระองค์จะทรงทำให้แนวทางที่คดเคี้ยวนั้นเที่ยงตรงด้วยกับเขา ด้วยการที่พวกเขาจะกล่าวว่า ‘ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ’ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่มีสิทธิได้รับการเคารพสักการะนอกไปจากอัลลอฮฺ) และพระองค์จะทรงเปิดด้วยคำปฏิญาณนั้น ซึ่งบรรดาดวงตาที่มืดบอด และใบหูที่หนวกใบ้ และบรรดาหัวใจที่มีสิ่งปิดกั้นไว้”‘

(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยบุคอรี เลขที่ 2125)


5. ปฏิบัติตามนบี ซุนนะฮฺนบี
"และสิ่งใดที่อัลลอฮฺทรงให้รอซูลของพระองค์ยึดมาได้จากชาวเมือง (พวกกุฟฟาร) สิ่งนั้นย่อมเป็นสิทธิของอัลลอฮฺและรอซูล และญาติสนิท และเด็กกำพร้า และผู้ขัดสน และผู้เดินทาง เพื่อมันจะมิได้หมุนเวียนอยู่ในระหว่างผู้มั่งมีของพวกเจ้าเท่านั้น และอันใดที่รอซูลได้นำมายังพวกเจ้าก็จงยึดเอาไว้ และอันใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ" (ตัฟซีร: และนี่คือข้อบัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยึดมาได้ โดยมิได้มีการเสียเลือดเนื้อแต่ด้วยการทำสัญญาสงบศึก ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นสิทธิของอัลลอฮฺและรอซูลที่จะแจกจ่ายไปตามบุคคลที่เห็นสมควร อัลกุรฏุบีย์ กล่าวว่าที่กระทำเช่นนั้น เพื่อมิให้บรรดาหัวหน้าและคนมั่งมีแบ่งสรรปันส่วนในระหว่างพวกเขาโดยมิได้คำนึงถึงคนยากจนและคนที่อ่อนแอ นักตัฟซีรกล่าวว่า ถึงแม้ว่าอัลอายะฮฺถูกประทานลงมาเกี่ยวกับ ทรัพย์สินที่ยึดมาได้หรือทรัพย์สินเชลย แต่มีบัญญัติคลุมโดยทั่วไปในทุก ๆ สิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีคำสั่งใช้และห้าม) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลฮัชรฺ 7 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)


6. ยึดอัลกุรอานและหะดีษเป็นทางนำ เมื่อมีปัญหา กลับไปหาอัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์
“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และเชื่อฟังรอซูลเถิด และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าด้วย แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั้นกลับไปยังอัลลอฮฺ และรอซูล หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่ง และเป็นการกลับไปที่สวยงามยิ่ง” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 59)


7. การทบทวนและตรวจสอบตัวเอง (มุฮาซะบะฮฺ)
"ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่หัวใจของพวกเขาจะนอบน้อมต่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และสิ่งซึ่งได้มีลงมาคือความจริง และพวกเขาอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์มาแต่ก่อนนี้ แล้วช่วงเวลาได้เนิ่นนานเกินไปแก่พวกเขา ดังนั้นจิตใจของพวกเขาจึงแข็งกระด้าง และส่วนมากของพวกเขาจึงเป็นผู้ฝ่าฝืน" (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลหะดีด 16)


หน้าที่ของผู้ศรัทธาคือการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ปฏิบัติตาม และตักเตือนกันด้วยดี อิสลามสมบูรณ์แล้วในหลักคำสอน แต่ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นมักมาจากตัวบุคคลที่พูดแต่ทำตรงข้ามกัน จะดีกว่าไหมถ้าเราจะหยุดตัดสินผู้อื่น เพราะการตัดสินเป็นสิทธิของพระองค์ แล้วหันมามุ่งเน้นการปฏิบัติตามอัลกุรอานและหะดีษของท่านนบีอย่างแท้จริง เพื่อที่หัวใจของเราจะได้กลับมารวมกัน และไม่เสี่ยงที่จะตกอยู่ในฟิตนะห์ของการแตกย่อยเป็นกลุ่มก้อนในอนาคต ยอมรับในความแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก

วัลอิยาซุบิลลาฮฺ ฉันขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ (ให้ห่างไกลจากสิ่งนี้)
วัลลอฮุอะอฺลัม
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่