อยากขอคำปรึกษาจากคนที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย หรือเคยมีคนในครอบครัวทำธุรกิจลักษณะนี้ค่ะ
เรื่องคือ น้องของเราทำธุรกิจอย่างหนึ่งที่ต้องไปประชุมทุกสัปดาห์ ทำแบบนี้มาเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีแล้วค่ะ แต่เท่าที่เห็น รายได้ก็ยังไม่ได้มากมายอะไรนัก
เราเข้าใจนะคะว่าการทำธุรกิจต้องใช้เวลา ต้องเรียนรู้ และต้องมีความสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่ทำให้เราเริ่มสงสัยคือ เนื้อหาการประชุมหลายครั้งค่อนข้างคล้ายเดิม มีการพูดถึงการพัฒนาตัวเอง การฝึกพูดคุยกับลูกค้า และการยกตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จ มีรายได้สูง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่เข้าร่วม
น้องเคยเล่าให้ฟังด้วยว่า มีการเปรียบเทียบประมาณว่า การทำธุรกิจก็เหมือนการค้นหาหิน เราอาจต้องหาหินหลายก้อนกว่าจะเจอเพชรสักก้อนหนึ่ง และถ้าเจอเพชรก็ถือว่าคุ้มแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องทำต่อไปอย่างสม่ำเสมอ สักวันหนึ่งก็จะเห็นผล
ฟังดูแล้วก็เข้าใจได้ค่ะว่าทำไมคนถึงเชื่อในแนวคิดนี้ แต่เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเราค้นหาหินไปเรื่อย ๆ แล้วไม่เจอเพชรสักที เราควรทำต่อไปเรื่อย ๆ หรือควรกลับมาทบทวนว่าวิธีที่ทำอยู่มันได้ผลจริงหรือเปล่า
อีกอย่างคือ แม้การประชุมจะไม่ได้เก็บค่าเข้าร่วม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีต้นทุน เพราะยังมีทั้งค่ารถ ค่าน้ำมัน เวลาเดินทาง และเวลาที่ต้องใช้ไปกับการประชุมแต่ละครั้ง ซึ่งบางทีก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง ถ้าเอาเวลาส่วนนี้ไปทำงานอย่างอื่น อาจสร้างรายได้หรือทำประโยชน์ให้ตัวเองได้เหมือนกัน
เรายังแอบคิดอีกว่า การที่มีสมาชิกมาประชุมเป็นประจำ อาจทำให้กลุ่มดูมีคนสนใจและมีคนทำธุรกิจอย่างจริงจังด้วยหรือเปล่า เพราะถ้าคนใหม่เข้ามาแล้วเห็นว่ามีสมาชิกมาทุกสัปดาห์ ก็อาจรู้สึกว่าธุรกิจนี้น่าเชื่อถือและมีคนทำกันเยอะ ทั้งที่เราเองก็ไม่รู้ว่าคนที่มาประชุมแต่ละคนมีผลลัพธ์จริง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง
เราไม่ได้อยากดูถูกความพยายามของน้องนะคะ และก็ไม่ได้คิดว่าทุกธุรกิจเครือข่ายจะไม่ดี เพียงแต่ในฐานะคนในครอบครัว เราเห็นน้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการประชุมอย่างสม่ำเสมอ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมายังไม่ค่อยชัดเจน เลยรู้สึกเป็นห่วงและอยากเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น
เลยอยากถามคนที่เคยเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กันค่ะ
เคยมีน้อง แฟน หรือคนในครอบครัวทำธุรกิจเครือข่าย แล้วต้องไปประชุมเป็นประจำ แต่ผ่านไปเป็นปีรายได้ยังไม่ค่อยดีขึ้นบ้างไหมคะ?
แนวคิดที่บอกให้ทำอย่างสม่ำเสมอ อดทนต่อไป แล้วสักวันจะประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่ช่วยให้คนพัฒนาตัวเองจริง ๆ หรือบางครั้งก็ทำให้คนไม่กล้าหยุดทบทวนสิ่งที่กำลังทำอยู่คะ?
การประชุมที่เนื้อหาคล้ายเดิมทุกสัปดาห์มีประโยชน์มากแค่ไหน และเราควรดูจากอะไรว่าเวลาที่เสียไปนั้นคุ้มค่าจริง?
มีความเป็นไปได้ไหมที่การมีสมาชิกเข้าประชุมเป็นประจำจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กลุ่มดูน่าเชื่อถือ แม้สมาชิกบางคนจะยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่หวัง?
ถ้าเป็นทุกคน จะพูดกับน้องอย่างไรดีคะ อยากให้เขาลองประเมินสิ่งที่ทำอยู่ตามความเป็นจริง แต่ก็ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเราไม่สนับสนุนหรือกำลังดูถูกความพยายามของเขา
อยากฟังทั้งคนที่เคยทำแล้วประสบความสำเร็จ คนที่ยังทำอยู่ และคนที่เคยตัดสินใจเลิกค่ะ ว่าอะไรทำให้ตัดสินใจไปต่อหรือหยุด และมีวิธีคิดอย่างไรถึงรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่คุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไปจริง ๆ
อีกเรื่องที่ทำให้เราเป็นห่วงคือ เวลามีคนพูดว่าทำแบบนี้ไปก็ไม่เห็นจะได้อะไร น้องกลับตอบประมาณว่า “คนที่พูดเขาก็ไม่ได้มาช่วยเราทำอยู่แล้ว แล้วเราจะทำหรือไม่ทำ มันต่างกันตรงไหน” ซึ่งเรารู้สึกว่าน้องอาจเชื่อไปแล้วว่าต่อให้คนอื่นมองว่าไม่คุ้ม ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องทำต่อไปเรื่อย ๆ ถึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ
เราเข้าใจว่าการจะทำอะไรสักอย่างไม่ควรเลิกเพียงเพราะคนอื่นพูดไม่ดี แต่ถ้าทำมาเป็นปีแล้วยังไม่ค่อยเห็นผล การหยุดทบทวนว่าคุ้มกับเวลาและค่าใช้จ่ายหรือเปล่า ก็น่าจะเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เลยอยากถามว่าความคิดแบบนี้ถือเป็นการมีความมุ่งมั่นตามปกติ หรือเป็นการยึดติดกับสิ่งที่ทำจนไม่เปิดใจรับฟังเหตุผลจากคนอื่นแล้วคะ แล้วถ้าเป็นคนในครอบครัว เราควรพูดอย่างไรให้อีกฝ่ายยอมกลับมาพิจารณาสิ่งที่ทำอยู่ โดยไม่รู้สึกว่าเรากำลังขัดขวางความฝันของเขา
มีใครเคยเจอคนในครอบครัวทำธุรกิจเครือข่าย ไปประชุมทุกสัปดาห์เป็นปี แต่ยังไม่ค่อยเห็นผลบ้างไหมคะ?
เรื่องคือ น้องของเราทำธุรกิจอย่างหนึ่งที่ต้องไปประชุมทุกสัปดาห์ ทำแบบนี้มาเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีแล้วค่ะ แต่เท่าที่เห็น รายได้ก็ยังไม่ได้มากมายอะไรนัก
เราเข้าใจนะคะว่าการทำธุรกิจต้องใช้เวลา ต้องเรียนรู้ และต้องมีความสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่ทำให้เราเริ่มสงสัยคือ เนื้อหาการประชุมหลายครั้งค่อนข้างคล้ายเดิม มีการพูดถึงการพัฒนาตัวเอง การฝึกพูดคุยกับลูกค้า และการยกตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จ มีรายได้สูง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่เข้าร่วม
น้องเคยเล่าให้ฟังด้วยว่า มีการเปรียบเทียบประมาณว่า การทำธุรกิจก็เหมือนการค้นหาหิน เราอาจต้องหาหินหลายก้อนกว่าจะเจอเพชรสักก้อนหนึ่ง และถ้าเจอเพชรก็ถือว่าคุ้มแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องทำต่อไปอย่างสม่ำเสมอ สักวันหนึ่งก็จะเห็นผล
ฟังดูแล้วก็เข้าใจได้ค่ะว่าทำไมคนถึงเชื่อในแนวคิดนี้ แต่เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเราค้นหาหินไปเรื่อย ๆ แล้วไม่เจอเพชรสักที เราควรทำต่อไปเรื่อย ๆ หรือควรกลับมาทบทวนว่าวิธีที่ทำอยู่มันได้ผลจริงหรือเปล่า
อีกอย่างคือ แม้การประชุมจะไม่ได้เก็บค่าเข้าร่วม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีต้นทุน เพราะยังมีทั้งค่ารถ ค่าน้ำมัน เวลาเดินทาง และเวลาที่ต้องใช้ไปกับการประชุมแต่ละครั้ง ซึ่งบางทีก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง ถ้าเอาเวลาส่วนนี้ไปทำงานอย่างอื่น อาจสร้างรายได้หรือทำประโยชน์ให้ตัวเองได้เหมือนกัน
เรายังแอบคิดอีกว่า การที่มีสมาชิกมาประชุมเป็นประจำ อาจทำให้กลุ่มดูมีคนสนใจและมีคนทำธุรกิจอย่างจริงจังด้วยหรือเปล่า เพราะถ้าคนใหม่เข้ามาแล้วเห็นว่ามีสมาชิกมาทุกสัปดาห์ ก็อาจรู้สึกว่าธุรกิจนี้น่าเชื่อถือและมีคนทำกันเยอะ ทั้งที่เราเองก็ไม่รู้ว่าคนที่มาประชุมแต่ละคนมีผลลัพธ์จริง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง
เราไม่ได้อยากดูถูกความพยายามของน้องนะคะ และก็ไม่ได้คิดว่าทุกธุรกิจเครือข่ายจะไม่ดี เพียงแต่ในฐานะคนในครอบครัว เราเห็นน้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการประชุมอย่างสม่ำเสมอ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมายังไม่ค่อยชัดเจน เลยรู้สึกเป็นห่วงและอยากเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น
เลยอยากถามคนที่เคยเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กันค่ะ
เคยมีน้อง แฟน หรือคนในครอบครัวทำธุรกิจเครือข่าย แล้วต้องไปประชุมเป็นประจำ แต่ผ่านไปเป็นปีรายได้ยังไม่ค่อยดีขึ้นบ้างไหมคะ?
แนวคิดที่บอกให้ทำอย่างสม่ำเสมอ อดทนต่อไป แล้วสักวันจะประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่ช่วยให้คนพัฒนาตัวเองจริง ๆ หรือบางครั้งก็ทำให้คนไม่กล้าหยุดทบทวนสิ่งที่กำลังทำอยู่คะ?
การประชุมที่เนื้อหาคล้ายเดิมทุกสัปดาห์มีประโยชน์มากแค่ไหน และเราควรดูจากอะไรว่าเวลาที่เสียไปนั้นคุ้มค่าจริง?
มีความเป็นไปได้ไหมที่การมีสมาชิกเข้าประชุมเป็นประจำจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กลุ่มดูน่าเชื่อถือ แม้สมาชิกบางคนจะยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่หวัง?
ถ้าเป็นทุกคน จะพูดกับน้องอย่างไรดีคะ อยากให้เขาลองประเมินสิ่งที่ทำอยู่ตามความเป็นจริง แต่ก็ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเราไม่สนับสนุนหรือกำลังดูถูกความพยายามของเขา
อยากฟังทั้งคนที่เคยทำแล้วประสบความสำเร็จ คนที่ยังทำอยู่ และคนที่เคยตัดสินใจเลิกค่ะ ว่าอะไรทำให้ตัดสินใจไปต่อหรือหยุด และมีวิธีคิดอย่างไรถึงรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่คุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไปจริง ๆ
อีกเรื่องที่ทำให้เราเป็นห่วงคือ เวลามีคนพูดว่าทำแบบนี้ไปก็ไม่เห็นจะได้อะไร น้องกลับตอบประมาณว่า “คนที่พูดเขาก็ไม่ได้มาช่วยเราทำอยู่แล้ว แล้วเราจะทำหรือไม่ทำ มันต่างกันตรงไหน” ซึ่งเรารู้สึกว่าน้องอาจเชื่อไปแล้วว่าต่อให้คนอื่นมองว่าไม่คุ้ม ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องทำต่อไปเรื่อย ๆ ถึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ
เราเข้าใจว่าการจะทำอะไรสักอย่างไม่ควรเลิกเพียงเพราะคนอื่นพูดไม่ดี แต่ถ้าทำมาเป็นปีแล้วยังไม่ค่อยเห็นผล การหยุดทบทวนว่าคุ้มกับเวลาและค่าใช้จ่ายหรือเปล่า ก็น่าจะเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เลยอยากถามว่าความคิดแบบนี้ถือเป็นการมีความมุ่งมั่นตามปกติ หรือเป็นการยึดติดกับสิ่งที่ทำจนไม่เปิดใจรับฟังเหตุผลจากคนอื่นแล้วคะ แล้วถ้าเป็นคนในครอบครัว เราควรพูดอย่างไรให้อีกฝ่ายยอมกลับมาพิจารณาสิ่งที่ทำอยู่ โดยไม่รู้สึกว่าเรากำลังขัดขวางความฝันของเขา