ผลสำรวจสวนดุสิตโพล 46.29% ชี้เข้าถึงสวัสดิการรัฐได้ค่อนข้างน้อย 64.85% ไม่เชื่อมั่นการจัดสวัสดิการรัฐบาลอนุทิน
.
.
สวนดุสิตโพลสำรวจประชาชน 1,132 คน พบ 46.29% ชี้เข้าถึงสวัสดิการรัฐได้ค่อนข้างน้อย 64.85% ไม่เชื่อมั่นการจัดสวัสดิการรัฐบาลอนุทิน 68.90% อยากให้รัฐเน้นช่วยเหลือคนพิการและผู้ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ส่วนใหญ่เห็นว่าสวัสดิการปัจจุบันช่วยได้ค่อนข้างน้อย และ 48.06% ต้องการสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า
.
25 ตุลาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง "ประชาชนคิดอย่างไรกับสวัสดิการรัฐ" จากกลุ่มตัวอย่าง 1,132 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2569
.
เมื่อถามว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านใด อันดับ 1 คือการช่วยเหลือคนพิการและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ 68.90% รองลงมาคือการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน 64.93% การดูแลผู้สูงอายุ 64.22% การรักษาพยาบาลและสาธารณสุข 62.63% และการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ 57.42%
.
ด้านลักษณะการจัดสวัสดิการ 48.06% เห็นว่ารัฐควรจัดสวัสดิการพื้นฐานให้ประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง 38.34% เห็นว่าควรจัดให้ทุกคนและช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มที่จำเป็น และ 13.60% เห็นว่าควรจัดเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่จำเป็น
.
เรื่องการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่รัฐกำหนด 46.29% ระบุว่าเข้าถึงได้ค่อนข้างน้อย 31.44% ค่อนข้างมาก 15.64% น้อยมาก และ 6.63% มาก
หากรัฐต้องการจัดสวัสดิการเพิ่ม 48.32% เห็นว่าควรปรับลดหรือจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณด้านอื่น ใกล้เคียงกับ 48.14% ที่เห็นว่าควรให้ธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจกำไรสูงรับภาระภาษีเพิ่ม และ 40.64% เห็นว่าควรเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี
.
ส่วนผลของสวัสดิการต่อความเป็นอยู่ 47.53% เห็นว่าช่วยได้ค่อนข้างน้อย 27.03% ค่อนข้างมาก 16.34% น้อยมากหรือแทบไม่ช่วย และ 9.10% มาก
เมื่อถามความเชื่อมั่นต่อการจัดสวัสดิการรัฐของรัฐบาลอนุทิน 39.66% ไม่ค่อยเชื่อมั่น 28.18% ค่อนข้างเชื่อมั่น 25.19% ไม่เชื่อมั่นเลย และ 6.97% เชื่อมั่นมาก
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เมื่อค่าครองชีพสูงแต่รายได้ไม่ทันค่าใช้จ่าย และไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย สวัสดิการรัฐยิ่งมีความสำคัญ คนไทยไม่ได้มองว่าเป็นเพียงเงินช่วยเหลือที่แจกแล้วจบ แต่คาดหวังให้เป็นหลักประกันที่ลดภาระและทำให้ใช้ชีวิตมั่นคงขึ้น "สิ่งสำคัญคือต้องเข้าถึงได้จริงและตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน"
.
ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนไม่ได้เรียกร้องเพียงการเพิ่มสวัสดิการ แต่คาดหวังให้รัฐจัดสรรทรัพยากรบนหลักความเสมอภาค ความเป็นธรรมทางสังคม และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง โดยให้ความสำคัญกับสวัสดิการ 4 ด้านใกล้เคียงกัน (62-69%) คือผู้พิการ ผู้ประสบภัยพิบัติ ผู้สูงอายุ และสาธารณสุข
.
ดร.งามประวัณ ชี้ว่า 61.93% เห็นว่าประชาชนเข้าถึงสวัสดิการได้ค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก สะท้อนช่องว่างระหว่างสิทธิตามกฎหมายกับการเข้าถึงจริง และ 64.85% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นต่อการจัดสวัสดิการของรัฐบาล จึงเป็นโจทย์ด้านความไว้วางใจ รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับธรรมาภิบาลทางการคลัง จัดสวัสดิการพื้นฐานอย่างทั่วถึงควบคู่การช่วยเหลือตามความจำเป็น และสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เพราะความสำเร็จของรัฐสวัสดิการต้องวัดจากสิทธิที่ประชาชนเข้าถึงได้จริงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
.
.
‘นิด้าโพล’ เผยประชาชนเกินครึ่งไม่รู้จัก ‘อาสาพยาบาลชุมชน’ ค้านคัดเลือกแค่สัมภาษณ์
https://www.dailynews.co.th/news/6302691/
.
‘นิด้าโพล’ เผยประชาชนเกินครึ่งไม่รู้จัก ‘อาสาพยาบาลชุมชน’ ค้านคัดเลือกแค่วิธีสัมภาษณ์ แนะเพิ่ม อสพ.ตำบลละมากกว่า 1 คน
.
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “อาสาพยาบาลชุมชน” สำรวจระหว่างวันที่ 19–21 ต.ค. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,310 ตัวอย่าง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 51.76 ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจเกี่ยวกับอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ขณะที่ร้อยละ 27.02 รับรู้และเข้าใจดี และร้อยละ 21.22 รับรู้แต่ยังไม่เข้าใจ
.
สำหรับความไว้ใจต่อคุณสมบัติของ อสพ.ที่จะเข้ามาดูแลและฟื้นฟูสุขภาพกลุ่มเปราะบางในชุมชนนั้น กรณีคุณสมบัติที่ต้องเป็นผู้มีใบประกอบวิชาชีพด้านพยาบาล ผดุงครรภ์ เวชกรรม หรือการสาธารณสุขชุมชน และผ่านการอบรมหลักสูตร 30 ชั่วโมง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 64.12 ระบุว่าไว้ใจมาก ร้อยละ 28.70 ค่อนข้างไว้ใจ แต่ร้อยละ 3.90 ระบุว่าไม่ค่อยไว้ใจ ร้อยละ 2.44 ไม่ไว้ใจเลย และร้อยละ 0.84 ไม่ทราบหรือไม่ตอบ
.
คุณสมบัติที่ต้องเป็นผู้จบปริญญาตรีสาขาสุขภาพ และผ่านการอบรมหลักสูตร อสพ.120 ชั่วโมง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 48.02 ระบุว่าค่อนข้างไว้ใจ ร้อยละ 32.67 ไว้ใจมาก แต่ร้อยละ 13.74 ระบุว่าไม่ค่อยไว้ใจ ร้อยละ 4.58 ไม่ไว้ใจเลย และร้อยละ 0.99 ไม่ทราบหรือไม่ตอบ
.
คุณสมบัติที่เป็นผู้จบปริญญาตรีสาขาทั่วไปที่ไม่ใช่ด้านสุขภาพ และผ่านการอบรมหลักสูตร อสพ.240 ชั่วโมง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 40.23 ระบุว่าค่อนข้างไว้ใจ ขณะที่ร้อยละ 27.18 ไม่ค่อยไว้ใจ ร้อยละ 19.54 ไม่ไว้ใจเลย ร้อยละ 11.83 ไว้ใจมาก และร้อยละ 1.22 ไม่ทราบหรือไม่ตอบ
.
เมื่อถามถึงการคัดเลือก อสพ.ด้วยวิธีสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 49.08 ระบุว่าไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 24.35 ไม่ค่อยเห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 16.72 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 9.62 เห็นด้วยมาก และร้อยละ 0.23 ไม่ทราบหรือไม่ตอบ ส่วนการจัดให้มี อสพ.ตำบลละ 1 คนนั้น พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 51.76 ระบุว่าเห็นด้วยกับการมี อสพ.แต่ควรมีมากกว่าตำบลละ 1 คน รองลงมา ร้อยละ 32.52 เห็นด้วยกับการมีตำบลละ 1 คน ขณะที่ร้อยละ 15.57 ไม่เห็นด้วยกับการมี อสพ. และร้อยละ 0.15 ไม่ตอบหรือไม่สนใจ.
.
.
“กสทช.” หวั่น สนง.ไม่ปฏิบัติตามมติที่ประชุมบอร์ดนัดพิเศษทำไทยเสี่ยงชวดเก้าอี้ ITU
https://www.dailynews.co.th/news/6302674/
.
กรรมการ กสทช. หวั่นสำนักงานฯ ไม่ปฏิบัติตามมติที่ประชุม กสทช.นัดพิเศษ ส่อทำไทยเสี่ยงชวดเก้าอี้บอร์ด ITU ระดับโลก และกระทบมาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมประชาชน
.
จากกรณีที่นาย
ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. อ้างว่าการจัดประชุมนัดพิเศษของกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนที่ผ่านมา ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าถูกต้องตามกฎหมาย และอาจทำให้มติไม่มีความชอบด้วยกฎหมายนั้น ล่าสุดเกิดกระแสท้วงติง ว่า การไม่ยอมดำเนินการตามมติดังกล่าว นอกจากจะไม่สอดคล้องต่อคำพิพากษาของศาลแล้ว ยังอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยบนเวทีโลก รวมถึงกระทบต่อมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
พลอากาศโท
ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ได้ชี้แจงว่า การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม นั้น กรรมการ กสทช.ทั้ง 6 คนได้รับรองมติ และแจ้งให้เลขาธิการ กสทช. นำไปปฏิบัติในวาระสำคัญเร่งด่วนที่สุดของประเทศ คือ การอนุมัติส่งคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมใหญ่ผู้แทนผู้มีอำนาจเต็มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU Plenipotentiary Conference) ระหว่างวันที่ 9-27 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์
.
การประชุม ITU ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร (Council Member) ในกลุ่มภูมิภาคเอเชียและออสตราเลเซีย ต่อเนื่องอีกหนึ่งวาระ (ปี ค.ศ. 2027-2030) ซึ่งก่อนหน้านี้ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการ กสทช. กำชับให้นำเรื่องนี้เข้าขอความเห็นชอบจากที่ประชุม กสทช. ให้ถูกต้องตามมาตรา 27 (4) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เสียก่อน หลังจากที่สำนักงาน กสทช. ได้ข้ามขั้นตอนเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เอง โดยไม่ผ่านบอร์ด กสทช.
.
ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุม กสทช. นัดพิเศษจึงได้มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ให้ พลตำรวจเอก ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย แทน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ซึ่งไม่อยู่ในสถานะที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว
.
ดังนั้น การที่สำนักงาน กสทช. จะยังคงให้ นพ.สรณ เดินทางไปในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อคำพิพากษาของศาล และขัดมติบอร์ด กสทช. รวมทั้งหนังสือทักท้วงของเลขาธิการ ครม. ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายในระดับนานาชาติและพลาดโอกาสสำคัญบนเวทีโลกทันที
.
นอกจากผลกระทบในระดับสากลแล้ว การเพิกเฉยต่อมติของที่ประชุม กสทช. ยังส่งผลกระทบต่อมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งบอร์ด กสทช. ได้มีมติสั่งการให้ผู้ประกอบการค่ายมือถือและโทรคมนาคมทุกราย ดำเนินมาตรการในพื้นที่น้ำท่วม ดังนี้
.
1. ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการออกไป 7 วัน สำหรับลูกค้าระบบรายเดือน
.
2. เพิ่มวันการใช้งานให้แก่ลูกค้าระบบเติมเงิน (Prepaid) อีก 7 วัน
.
3. กำชับให้เตรียมความพร้อมรับมือภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังจะเกิดขึ้น และมีมาตรการดังกล่าวทันทีหากเกิดน้ำท่วม
.
หากสำนักงาน กสทช. ไม่นำมตินี้ไปบังคับใช้ ประชาชนย่อมเป็นผู้เสียประโยชน์ในยามวิกฤติ
.
“การที่รักษาการเลขาธิการ กสทช. ยังคงปฏิเสธมติของกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คน โดยยังคงอ้างสถานะของ นพ.สรณ นั้น กำลังถูกสังคมและแวดวงการสื่อสารโทรคมนาคมตั้งคำถามอย่างหนักว่า เป็นการคำนึงถึงตัวบุคคล ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
JJNY : 46.85% ไม่เชื่อมั่นสวัสดิการ│เกินครึ่งไม่รู้จักอาสาพยาบาลชุมชน│กสทช.หวั่นสนง.ไม่ปฏิบัติ│‘ปภ.’อัปเดตน้ำท่วม 17จว.
.
‘นิด้าโพล’ เผยประชาชนเกินครึ่งไม่รู้จัก ‘อาสาพยาบาลชุมชน’ ค้านคัดเลือกแค่สัมภาษณ์
https://www.dailynews.co.th/news/6302691/
.
‘นิด้าโพล’ เผยประชาชนเกินครึ่งไม่รู้จัก ‘อาสาพยาบาลชุมชน’ ค้านคัดเลือกแค่วิธีสัมภาษณ์ แนะเพิ่ม อสพ.ตำบลละมากกว่า 1 คน
.
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “อาสาพยาบาลชุมชน” สำรวจระหว่างวันที่ 19–21 ต.ค. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,310 ตัวอย่าง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 51.76 ไม่เคยรับรู้และไม่เข้าใจเกี่ยวกับอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ขณะที่ร้อยละ 27.02 รับรู้และเข้าใจดี และร้อยละ 21.22 รับรู้แต่ยังไม่เข้าใจ
.
สำหรับความไว้ใจต่อคุณสมบัติของ อสพ.ที่จะเข้ามาดูแลและฟื้นฟูสุขภาพกลุ่มเปราะบางในชุมชนนั้น กรณีคุณสมบัติที่ต้องเป็นผู้มีใบประกอบวิชาชีพด้านพยาบาล ผดุงครรภ์ เวชกรรม หรือการสาธารณสุขชุมชน และผ่านการอบรมหลักสูตร 30 ชั่วโมง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 64.12 ระบุว่าไว้ใจมาก ร้อยละ 28.70 ค่อนข้างไว้ใจ แต่ร้อยละ 3.90 ระบุว่าไม่ค่อยไว้ใจ ร้อยละ 2.44 ไม่ไว้ใจเลย และร้อยละ 0.84 ไม่ทราบหรือไม่ตอบ
.
คุณสมบัติที่ต้องเป็นผู้จบปริญญาตรีสาขาสุขภาพ และผ่านการอบรมหลักสูตร อสพ.120 ชั่วโมง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 48.02 ระบุว่าค่อนข้างไว้ใจ ร้อยละ 32.67 ไว้ใจมาก แต่ร้อยละ 13.74 ระบุว่าไม่ค่อยไว้ใจ ร้อยละ 4.58 ไม่ไว้ใจเลย และร้อยละ 0.99 ไม่ทราบหรือไม่ตอบ
.
คุณสมบัติที่เป็นผู้จบปริญญาตรีสาขาทั่วไปที่ไม่ใช่ด้านสุขภาพ และผ่านการอบรมหลักสูตร อสพ.240 ชั่วโมง พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 40.23 ระบุว่าค่อนข้างไว้ใจ ขณะที่ร้อยละ 27.18 ไม่ค่อยไว้ใจ ร้อยละ 19.54 ไม่ไว้ใจเลย ร้อยละ 11.83 ไว้ใจมาก และร้อยละ 1.22 ไม่ทราบหรือไม่ตอบ
.
เมื่อถามถึงการคัดเลือก อสพ.ด้วยวิธีสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 49.08 ระบุว่าไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 24.35 ไม่ค่อยเห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 16.72 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 9.62 เห็นด้วยมาก และร้อยละ 0.23 ไม่ทราบหรือไม่ตอบ ส่วนการจัดให้มี อสพ.ตำบลละ 1 คนนั้น พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 51.76 ระบุว่าเห็นด้วยกับการมี อสพ.แต่ควรมีมากกว่าตำบลละ 1 คน รองลงมา ร้อยละ 32.52 เห็นด้วยกับการมีตำบลละ 1 คน ขณะที่ร้อยละ 15.57 ไม่เห็นด้วยกับการมี อสพ. และร้อยละ 0.15 ไม่ตอบหรือไม่สนใจ.
.
.
“กสทช.” หวั่น สนง.ไม่ปฏิบัติตามมติที่ประชุมบอร์ดนัดพิเศษทำไทยเสี่ยงชวดเก้าอี้ ITU
https://www.dailynews.co.th/news/6302674/
.
กรรมการ กสทช. หวั่นสำนักงานฯ ไม่ปฏิบัติตามมติที่ประชุม กสทช.นัดพิเศษ ส่อทำไทยเสี่ยงชวดเก้าอี้บอร์ด ITU ระดับโลก และกระทบมาตรการช่วยเหลือน้ำท่วมประชาชน
.
จากกรณีที่นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. อ้างว่าการจัดประชุมนัดพิเศษของกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนที่ผ่านมา ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าถูกต้องตามกฎหมาย และอาจทำให้มติไม่มีความชอบด้วยกฎหมายนั้น ล่าสุดเกิดกระแสท้วงติง ว่า การไม่ยอมดำเนินการตามมติดังกล่าว นอกจากจะไม่สอดคล้องต่อคำพิพากษาของศาลแล้ว ยังอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยบนเวทีโลก รวมถึงกระทบต่อมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช. ได้ชี้แจงว่า การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม นั้น กรรมการ กสทช.ทั้ง 6 คนได้รับรองมติ และแจ้งให้เลขาธิการ กสทช. นำไปปฏิบัติในวาระสำคัญเร่งด่วนที่สุดของประเทศ คือ การอนุมัติส่งคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมใหญ่ผู้แทนผู้มีอำนาจเต็มของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU Plenipotentiary Conference) ระหว่างวันที่ 9-27 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์
.
การประชุม ITU ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร (Council Member) ในกลุ่มภูมิภาคเอเชียและออสตราเลเซีย ต่อเนื่องอีกหนึ่งวาระ (ปี ค.ศ. 2027-2030) ซึ่งก่อนหน้านี้ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการ กสทช. กำชับให้นำเรื่องนี้เข้าขอความเห็นชอบจากที่ประชุม กสทช. ให้ถูกต้องตามมาตรา 27 (4) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เสียก่อน หลังจากที่สำนักงาน กสทช. ได้ข้ามขั้นตอนเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เอง โดยไม่ผ่านบอร์ด กสทช.
.
ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุม กสทช. นัดพิเศษจึงได้มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ให้ พลตำรวจเอก ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย แทน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ซึ่งไม่อยู่ในสถานะที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว
.
ดังนั้น การที่สำนักงาน กสทช. จะยังคงให้ นพ.สรณ เดินทางไปในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อคำพิพากษาของศาล และขัดมติบอร์ด กสทช. รวมทั้งหนังสือทักท้วงของเลขาธิการ ครม. ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายในระดับนานาชาติและพลาดโอกาสสำคัญบนเวทีโลกทันที
.
นอกจากผลกระทบในระดับสากลแล้ว การเพิกเฉยต่อมติของที่ประชุม กสทช. ยังส่งผลกระทบต่อมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งบอร์ด กสทช. ได้มีมติสั่งการให้ผู้ประกอบการค่ายมือถือและโทรคมนาคมทุกราย ดำเนินมาตรการในพื้นที่น้ำท่วม ดังนี้
.
1. ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการออกไป 7 วัน สำหรับลูกค้าระบบรายเดือน
.
2. เพิ่มวันการใช้งานให้แก่ลูกค้าระบบเติมเงิน (Prepaid) อีก 7 วัน
.
3. กำชับให้เตรียมความพร้อมรับมือภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังจะเกิดขึ้น และมีมาตรการดังกล่าวทันทีหากเกิดน้ำท่วม
.
หากสำนักงาน กสทช. ไม่นำมตินี้ไปบังคับใช้ ประชาชนย่อมเป็นผู้เสียประโยชน์ในยามวิกฤติ
.
“การที่รักษาการเลขาธิการ กสทช. ยังคงปฏิเสธมติของกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คน โดยยังคงอ้างสถานะของ นพ.สรณ นั้น กำลังถูกสังคมและแวดวงการสื่อสารโทรคมนาคมตั้งคำถามอย่างหนักว่า เป็นการคำนึงถึงตัวบุคคล ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”