
กระทู้นี้จะเริ่มตั้งแต่นาทีที่ 25.49
และเริ่มจากพระบาลี ข้อที่ 35
--------
ติดตามกระทู้ที่แล้วได้ที่ กระทู้ชื่อ
กินติสูตร ๑ ธรรมที่ทรงแสดงด้วยปัญญาอันยิ่ง : ดร.สุภีร์ ทุมทอง : พุทธธรรมสวนหลวง : ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ตอนที่ 1
ที่อยู่ของกระทู้
https://pantip.com/topic/44258904
-------
และกระทู้แรก ที่กระทู้ชื่อ
กินติสูตร ๑ ธรรมที่ทรงแสดงด้วยปัญญาอันยิ่ง -- ดร.สุภีร์ ทุมทอง
ที่อยู่ของกระทู้
https://pantip.com/topic/44257490
ซึ่งเป็นที่รวมคลิป และรวมแผ่นภาพประกอบการสอนทั้งหมดเอาไว้ เป็น ฐานทัพเรื่องกันติสูตรในการนำมาใช้ต่อไปครับ
------
ความมุ่งหมายของการตั้งกระทู้
เพื่อบันทึกการสอนพระสูตรแบบภาษาบาลี เปรียบกับ พระสูตรภาษาไทย และ เปรียบกับ พระอรรถกถาที่ให้คำอธิบาย นะครับ
กระทู้นี้เป็นไปตามความปรารถนาของผมเอง ขี้เกียจก็จะหายไป อาจหายไปเลยเพราะลืม หรือไม่ก็มีวิริยะแรงกล้าจนทำกระทู้เรื่องกินติสูตรนี้สำเร็จ ก็ยังเอาแน่นอนไม่ได้นะครับ
-----
กระทู้นี้จะเริ่มตั้งแต่นาทีที่ 25.49 พระบาลีข้อที่ 35 ตามคลิปและภาพครับ

-------------ข้อที 35 ----------
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
๓. กินติสูตร
ว่าด้วยภิกษุคิดอย่างไรในพระพุทธเจ้า
[๓๕] ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลายในที่นี้ด้วยความรู้ยิ่ง คือ
สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘
เธอทั้งหมดพึงเป็นผู้
สามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน
ตั้งใจศึกษาในธรรมเหล่านั้น
แต่เมื่อเธอ
ทั้งหลายสามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่
จะพึงมีภิกษุ ๒ พวก
ที่มีวาทะต่างกันในอภิธรรม๑- บ้าง
-----------
@เชิงอรรถ :
@๑ อภิธรรม ในที่นี้หมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ (ม.อุ.อ. ๓/๓๕/๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๔}
-----------------
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค]
๓. กินติสูตร
ถ้าเธอทั้งหลายมีความคิดในโพธิปักขิยธรรม(ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้) เหล่านั้นอย่างนี้ว่า
‘ท่านเหล่านี้มีความขัดแย้งกัน
โดยอรรถ และมีความขัดแย้งกัน โดยพยัญชนะ‘๑-
เธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุเหล่านั้นว่า
ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า
ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
‘ท่านทั้งหลายมีความขัดแย้งกันโดยอรรถและมีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความขัดแย้งกันนี้นั้นว่า
‘เป็นความขัดแย้งกันโดยอรรถ และเป็นความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ
ท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย’
ต่อจากนั้นเธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุผู้เป็นฝ่ายเดียวกันเหล่าอื่นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า
ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
‘ท่านทั้งหลายมีความขัดแย้งกันโดยอรรถ และมีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความขัดแย้งกันนี้นั้นว่า
‘เป็นความขัดแย้งกันโดยอรรถ และเป็นความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ
ขอท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย’
เธอทั้งหลายพึงจำข้อที่ภิกษุเหล่านั้นยึดถือผิด โดยความยึดถือผิด
ครั้นจำได้แล้ว พึงกล่าวธรรมวินัย ด้วยอาการอย่างนี้
-------จบข้อที่ 35---
กินติสูตร - ธรรมที่ทรงแสดงด้วยปัญญาอันยิ่ง : ดร.สุภีร์ ทุมทอง : พุทธธรรมสวนหลวง : ตอนที่ 2 พระบาลีข้อที่ 35
กระทู้นี้จะเริ่มตั้งแต่นาทีที่ 25.49
และเริ่มจากพระบาลี ข้อที่ 35
--------
ติดตามกระทู้ที่แล้วได้ที่ กระทู้ชื่อ
-------------ข้อที 35 ----------
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
๓. กินติสูตร
ว่าด้วยภิกษุคิดอย่างไรในพระพุทธเจ้า
[๓๕] ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลายในที่นี้ด้วยความรู้ยิ่ง คือ
สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕
พละ ๕
โพชฌงค์ ๗
อริยมรรคมีองค์ ๘
เธอทั้งหมดพึงเป็นผู้
สามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน
ตั้งใจศึกษาในธรรมเหล่านั้น
แต่เมื่อเธอ
ทั้งหลายสามัคคีกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่
จะพึงมีภิกษุ ๒ พวก
ที่มีวาทะต่างกันในอภิธรรม๑- บ้าง
-----------
@เชิงอรรถ :
@๑ อภิธรรม ในที่นี้หมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ (ม.อุ.อ. ๓/๓๕/๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๔ หน้า : ๔๔}
-----------------
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๑. เทวทหวรรค]
๓. กินติสูตร
ถ้าเธอทั้งหลายมีความคิดในโพธิปักขิยธรรม(ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้) เหล่านั้นอย่างนี้ว่า
‘ท่านเหล่านี้มีความขัดแย้งกัน
โดยอรรถ และมีความขัดแย้งกัน โดยพยัญชนะ‘๑-
เธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุเหล่านั้นว่า
ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า
ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
‘ท่านทั้งหลายมีความขัดแย้งกันโดยอรรถและมีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความขัดแย้งกันนี้นั้นว่า
‘เป็นความขัดแย้งกันโดยอรรถ และเป็นความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ
ท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย’
ต่อจากนั้นเธอทั้งหลายพึงเข้าใจบรรดาภิกษุผู้เป็นฝ่ายเดียวกันเหล่าอื่นว่า ภิกษุรูปใดเป็นผู้ที่ตักเตือนได้ง่ายกว่า
ควรเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
‘ท่านทั้งหลายมีความขัดแย้งกันโดยอรรถ และมีความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ ขอท่านทั้งหลายจงทราบความขัดแย้งกันนี้นั้นว่า
‘เป็นความขัดแย้งกันโดยอรรถ และเป็นความขัดแย้งกันโดยพยัญชนะ
ขอท่านทั้งหลายอย่าถึงกับวิวาทกันเลย’
เธอทั้งหลายพึงจำข้อที่ภิกษุเหล่านั้นยึดถือผิด โดยความยึดถือผิด
ครั้นจำได้แล้ว พึงกล่าวธรรมวินัย ด้วยอาการอย่างนี้
-------จบข้อที่ 35---