พึ่งตน พึ่งธรรม (สร้างกับ เอไอ)

อัตตทีปสูตร (ฉบับแปลเต็มรูปแบบ)
 
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งประทับ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นความแปรปรวนไม่เที่ยงแท้ของโลกและสังขารทั้งหลาย จึงทรงปรารภพระธรรมเทศนาและตรัสเรียกบรรดาพระภิกษุทั้งหลาย ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ให้มาประชุมพร้อมกันแล้วตรัสพระพุทธพจน์อันทรงคุณค่าว่า
 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย จงมีธรรมะเป็นเกาะ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลยอยู่เถิด การแสวงหาที่พึ่งภายนอกอันไม่เที่ยงแท้ ย่อมนำพาจิตใจไปสู่ความผันผวนเร่าร้อน แต่การสถาปนาตนและพระธรรมให้เป็นเกาะแก้วกําแพงบังแดดลมภายใน ย่อมเป็นที่พักพิงอันปลอดภัยและยั่งยืนแท้จริง
 
ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือพุทธบริษัทผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นเกาะ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่นั้น ย่อมพิจารณาอย่างไรเล่า การปฏิบัติเพื่อสร้างเกาะแห่งธรรมภายในจิตใจให้เกิดขึ้นจริง สามารถกระทำได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ อันเป็นทางสายเอกสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย ดังต่อไปนี้
 
ประการที่ ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เนือง ๆ เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ รู้เท่าทัน คอยตามระลึกรู้ร่างกายนี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งในยามเคลื่อนไหว ยืน เดิน นั่ง นอน ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ตลอดจนการทำกิจวัตรน้อยใหญ่ คอยตั้งสติมั่นเพื่อกำจัดและสลัดทิ้งซึ่งอภิชฌาและโทมนัส คือความยินดีและความยินร้ายอันเข้ามารบกวนจิตใจในโลกนี้เสียให้สิ้น การพิจารณากายด้วยความปล่อยวางเช่นนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นการสร้างตนและธรรมให้เป็นเกาะเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง
 
ประการที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เนือง ๆ เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ รู้เท่าทัน คอยตามระลึกรู้สภาวะความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ หรือความรู้สึกอทุกขมสุข คือความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์เฉย ๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายดับไปตามธรรมดา ไม่เอาใจเข้าไปยึดถือหรือดิ้นรนไปตามความยินดีและความยินร้ายในเวทนาเหล่านั้น มีสติรู้เท่าทันเพื่อสลัดถอนความติดใจและความหงุดหงิดขัดเคืองในโลกนี้เสียให้หมดสิ้น
 
ประการที่ ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เนือง ๆ เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ รู้เท่าทัน คอยตามระลึกรู้สภาวะจิตของตนในปัจจุบันขณะ ว่าจิตมีราคะหรือปราศจากราคะ จิตมีโทสะหรือปราศจากโทสะ จิตมีโมหะหรือปราศจากโมหะ จิตเศร้าหมองหรือจิตผ่องใส เพียงแต่ตั้งสติระลึกรู้ตามความเป็นจริงด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ไหลตามความคิดปรุงแต่ง และมีความเพียรเพื่อกำจัดสลัดทิ้งซึ่งความยินดีและความยินร้ายที่เข้ามารบกวนจิตใจเสียให้ได้
 
ประการที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เนือง ๆ เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ รู้เท่าทัน คอยพินิจพิเคราะห์ความจริงแห่งสภาวธรรมทั้งปวง ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดก็มีความดับไปเป็นธรรมดา พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา มีสติคอยกำจัดและสลัดทิ้งซึ่งความยินดีและความยินร้ายในโลกนี้เสียได้ทุกเมื่อ
 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกา ได้ประพฤติปฏิบัติตน เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ประการนี้อยู่เนือง ๆ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมะเป็นเกาะ มีธรรมะเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาความพ้นทุกข์ และประดิษฐานจิตไว้บนเกาะแห่งพระธรรมนี้ ย่อมเป็นผู้เลิศ ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันสูงสุด และไม่มีที่พึ่งอื่นใดในโลกนี้จะยิ่งใหญ่และมั่นคงเหนือไปกว่านี้อีกแล้ว
 
นัยแห่งพระสูตรนี้ จึงเป็นโคมประทีปอันสว่างไสว ชี้ทางให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายหันกลับมาระลึกรู้ภายในกายและใจของตนเอง เลิกวิ่งรอกแสวงหาที่พึ่งยึดเหนี่ยวภายนอกอันคลอนแคลน แต่มาสร้างที่พึ่งอันถาวรด้วยสติปัญญาและพระธรรม เพื่อความหลุดพ้นสงบเย็นอย่างแท้จริง
 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่