ตั้งแต่เริ่มเป็น VI เมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว ผมก็ทุ่มเทให้กับการบริหารพอร์ตหุ้นลงทุน ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุน เขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นโดยเฉพาะแบบ VI เป็นวิทยากรในงานสัมมนาการลงทุนต่าง ๆ ตลอดมา จนรู้สึกว่า “ชีวิตคือการลงทุน” และการลงทุนก็ได้ “เปลี่ยนชีวิต” ของตนเอง จากคนที่ไม่มีใครสนใจ หรือ “Nobody” เป็นคนที่มีตำแหน่งฐานะในสังคมระดับหนึ่งหรือ “Somebody” และจากคน “ชั้นกลาง” เป็นคน “ร่ำรวย” เป็นความสำเร็จของชีวิต
แต่ผมอยากจะพูดว่าพอร์ตหุ้นนั้น แม้มันจะทำให้ชีวิตของผมดีขึ้นมากและมีความสุข แต่มันก็ไม่ใช่ชีวิตทั้งหมดของผม เพราะตั้งแต่เป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ยากจน และก่อนที่จะเข้ามาลงทุน “เพื่อชีวิต” ผมก็ค่อนข้าง “มีความสุข” มาตลอด และก็ได้ทำอะไรต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าคนที่มีความมั่งคั่งสูง ผมได้เรียนถึงระดับปริญญาเอก ได้ใช้ชีวิตในอเมริกา เคยไปท่องเที่ยวในอเมริกาในแบบที่คนรวยมากก็ไม่สามารถทำได้ เพราะผมทำโดย “ไม่ต้องใช้เงิน”
แต่ก่อนผมไม่รู้หรือไม่ตระหนักว่าผมมี “ทรัพย์สิน” อื่น ๆ ที่ “ไม่ใช่เงิน” หลายอย่างที่ช่วยให้ผมมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องมีเงินมาก ผมมี IQ สูงจากยีนของพ่อแม่ที่ได้มา เช่นเดียวกับสุขภาพที่ดีและไม่เคยต้องเข้าโรงพยาบาลจนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นมาตลอดจนถึงปัจจุบัน มีเพื่อนฝูงไม่มากแต่ก็เป็นกลุ่มที่ดีและผมมีความสุขที่จะคบค้าสมาคมด้วย ทั้งหมดนั้นและอย่างอื่นอีกมาก เมื่อมารวมกับทรัพย์สินที่เป็น “เงิน” มันก็คือ “พอร์ตของชีวิต”
พอร์ตของชีวิตคนเรานั้น บางอย่างเราก็ได้มาจากพ่อแม่คือจากยีนซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราก็สามารถพัฒนาให้มีค่ามากขึ้นได้ อย่างเรื่องของการขยันและตั้งใจเรียนที่ทำให้เราสามารถเรียนได้สูงขึ้นจนสามารถทำงานที่มีรายได้มากขึ้นหรือสร้างชื่อเสียงให้เราได้เมื่อเราเติบโตขึ้น หรือในเรื่องของความสัมพันธ์กับครอบครัวหรือคนอื่นนั้น เราก็ต้องพัฒนาและปรับปรุงตนเองเสมอ เพราะการที่คนอื่นจะอยากมีสัมพันธ์ที่ดีกับเรา เราก็ต้องให้ไมตรีจิตที่ดีกับเขาด้วย
ทรัพย์สินบางอย่าง เช่น เรื่องของสุขภาพ เราก็ต้องรักษาหรือปกป้องไม่ให้มันเสื่อมสลาย เช่นเดียวกับหลักทรัพย์ลงทุนที่เราจะต้องกระจายความเสี่ยงให้เพียงพอ เพื่อปกป้องไม่ให้มันเสื่อมค่าลงมากเกินไปในยามสถานการณ์เลวร้าย
การพัฒนาปรับปรุงและการรักษาหรือปกป้องทรัพย์สินทั้งหมดนั้น มี “ต้นทุน” ทั้งสิ้น อาจจะเป็นในเรื่องของเวลา ค่าใช้จ่าย ค่าเสียโอกาส และการที่ต้องเหน็ดเหนื่อยออกกำลัง ซึ่งทั้งหมดนั้น จะทำให้เราไม่สามารถนำเอาทรัพยากรนั้นไปใช้ในเรื่องอื่น
เราจึงต้อง “บริหาร” พอร์ตของชีวิตทุกอย่างในแบบที่เหมาะสมหรือแบบ “Optimal” ไม่ใช่แบบ “สูงสุด” หรือ “Maximum” หรือพูดง่าย ๆ ไม่ทำอะไรกับพอร์ตบางตัวในแบบที่สุดขั้วและหวังผลสูงสุดจนลืมความสำคัญของพอร์ตอื่น ๆ และลืมนึกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดผลร้ายแทนที่จะเป็นผลดี
ตัวอย่างก็เช่น ลงทุนในหลักทรัพย์แบบเก็งกำไรแบบสุดโต่งตัวเดียวและใช้มาร์จินซึ่งถ้าพลาดก็อาจจะทำลายความมั่งคั่งอย่างรุนแรง หรือ ออกกำลังมากเกินไปหรือพักผ่อนน้อยเกินไปที่อาจจะทำลายสุขภาพในระยะยาว ซึ่งแทนที่จะเกิดผลดีก็กลายเป็นผลเสียได้ ดังนั้น ในเรื่องของพอร์ตชีวิต เราจะต้องสร้างความสมดุลหรือ “Balance” พอร์ตให้เหมาะสม
พูดถึงประเด็นนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงปีเตอร์ ลินช์ ที่พูดว่า เขาทำงานบริหารพอร์ตของกองทุนแม็คเจลลันแบบทุ่มเทวันละ 14-15 ชั่วโมงจนได้ผลตอบแทนระดับโลกที่กว่า 30% ต่อปีแบบทบต้นในช่วงเวลากว่า 10 ปี จนไม่มีเวลาไปดูลูกแข่งกีฬาที่โรงเรียน และนั่นทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากการบริหารกองทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกองหนึ่งในโลกตั้งแต่อายุ 46 ปี
เขาบอกว่าพ่อเขาตายตอนอายุไม่ถึง 60 ปี และเขาคิดว่าถ้าเขายังทำงานแบบนั้นอยู่ต่อไป เขาก็อาจจะตายเร็ว ถึงวันนี้เขาอายุ 82 แล้ว สุขภาพยังดีและยังบริหารพอร์ตส่วนตัวอยู่อย่างมีความสุข
พอร์ตแต่ละอย่างของชีวิตเรานั้น ไม่ได้เติบโตหรือพัฒนาไปอย่างอิสระ แต่มีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกันอย่างสูง พอร์ต “สุขภาพ” ที่ดีนั้น ทำให้มีอายุยืนและสามารถทำงานไปอย่างยาวนาน ช่วยให้พอร์ต “ลงทุน” สามารถทบต้นไปได้นานขึ้น สร้างความมั่งคั่งมหาศาล
พอร์ต IQ ที่ดีช่วยให้สามารถวิเคราะห์หุ้นได้ถูกต้อง เลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อกที่โตเร็วโตอย่างยาวนาน พอร์ต EQ ที่เป็นคนใจเย็นโดยธรรมชาติหรือใจร้อนแต่ได้รับการพัฒนาให้สงบเยือกเย็นลง จะช่วยให้สามารถถือหุ้นได้ยาวนานจนทำให้ได้รับผลตอบแทนระยะยาวที่ดีเยี่ยมได้
พอร์ตเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นที่ดีนั้น เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากสำหรับงานหรือกิจกรรมที่ต้องประสานงานกับคนอื่น เช่น งานในองค์กรขนาดใหญ่หรืองานทางธุรกิจ และนั่นก็เป็นจุดแข็งสำหรับการที่จะทำงานหาเงินซึ่งจะกลายเป็นพอร์ต “ลงทุน” ที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีต่อไป
ด้วยการประเมิน “พอร์ตชีวิต” ของเราอย่างไม่ลำเอียง เราก็จะสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ชีวิตที่จะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรู้ว่าจะต้องพัฒนาพอร์ตแต่ละตัวอย่างไร รักษามันไว้ได้อย่างไร และปกป้องไม่ให้พอร์ตเหล่านั้นเสียหาย หรือลดความเสี่ยงที่มันจะเสียหายได้
สมัยที่ยังเป็นเด็ก และอาจจะจนถึงอายุกลางคน ผมเองมีความรู้สึกลึก ๆ เสมอว่า เราโชคไม่ดีที่เกิดมาแบบ “ด้อยกว่าคนอื่น” พ่อแม่ยากจนไม่มีสกุลรุนชาติ ร่างกายก็ “เตี้ยที่สุด” ในชั้นเรียนเกือบทุกชั้น มารยาทหรือบุคลิกก็ยังไม่ถึงมาตรฐาน พอเข้าไปทำงานในองค์กรทางการเงินภาษาอังกฤษก็ฟังแทบไม่รู้เรื่อง โอกาสก้าวหน้าจำกัด
แต่หลังจากเข้าใจเรื่องของพอร์ตชีวิตและก็รู้ว่า ที่จริงเราก็มีพอร์ตบางอย่างที่มีค่ามากที่เราได้มาจากพ่อแม่ ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านั้นก็หายไป ความ “อาย” พ่อแม่ของตนเองเวลาอยู่กับเพื่อนฝูงหายไปหมด พ่อแม่ไม่มีเงินหรือชื่อเสียงให้เราเป็นทุนเริ่มต้น แต่สิ่งที่ให้เรานั้นอยู่ภายในตัวเรา ซึ่งเหนือกว่าทรัพย์สินอย่างอื่นมาก
ถึงวันนี้ที่พอร์ตชีวิตมีความสำเร็จและมีความสุขน่าจะ “เกือบเต็ม” ตามศักยภาพที่ผมเกิดมาและไม่สามารถใช้เงินซื้อเพิ่มอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ผมจะทำก็คือ การรักษาหรือปกป้องพอร์ตนั้นอย่างดีที่สุด สิ่งหนึ่งก็คือเรื่องของ “ชื่อเสียง” ที่เกิดจาก “ความสำเร็จ” ในชีวิต ซึ่งเป็นพอร์ตที่ผมเพิ่งจะมีซัก 20-30 ปีนี้เองตอนอายุมากแล้ว
ผมได้เห็นทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักแต่เป็นคนเด่นดังในสังคมจำนวนไม่น้อย ที่ได้สร้างตนเองมายาวนานกว่าผมมาก แต่คงจะบริหารพอร์ตแบบ “Maximum” คือหวังผลสูงสุดและไม่คำนึงถึงความเสี่ยงเท่าที่ควร ปล่อยปละละเลยพอร์ตชีวิตอย่างอื่น พอร์ตไม่ Balance หรือไม่สมดุล สุดท้ายก็พัง ชื่อเสียงเสียหายอย่างหนัก บางคนหนีคดีอาชญากรรมหรือติดคุก ไม่ต้องพูดถึงความสุขที่ควรมีอย่างสมบูรณ์เมื่อมีพอร์ตลงทุนหรือเงินมากมายเหลือล้นแล้ว
บางคนมีพอร์ตระดับเจ้าสัวหรือมหาเศรษฐีของประเทศ แต่พอร์ตด้านครอบครัวและความสัมพันธ์ในครอบครัว “แตกยับ” มีคดีความฟ้องกันในด้านของทรัพย์สินนัวเนียไปหมด เงินไม่ได้ให้ความสุขเลยแต่กลายเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ ผมคิดว่าถ้ามีเงินน้อยลง ความสุขอาจจะมีเพิ่มขึ้นก็ได้
ก็เป็นอย่างที่วอเร็น บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ในช่วงเกิดเรื่องฉาวโฉ่ที่ซาโลมอนบราเธอร์ และบัฟเฟตต์ต้องไปช่วยกู้ไม่ให้ล้มละลายว่า เขาจะไม่ทนกับความฉ้อฉลและความไม่โปร่งใสอย่างเด็ดขาด สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว เขาบอกว่า “มันใช้เวลา 20 ปีที่จะสร้างชื่อเสียงและใช้เวลาแค่ 5 นาทีที่จะทำลายมัน ถ้าคุณคิดอย่างนั้นแล้ว คุณจะทำอีกแบบหนึ่ง” เขายังบอกด้วยว่า “บริษัทสามารถรับได้ถ้าต้องเสียเงิน แม้ว่าจะเป็นจำนวนมาก แต่จะเสียชื่อเสียงไม่ได้แม้ว่าจะน้อยนิด”
พอร์ตลงทุนหรือพอร์ตการเงินนั้น เป็นพอร์ตที่สำคัญที่สุดพอร์ตหนึ่งในชีวิต เพราะมันเอาไว้ช่วยแก้ปัญหาได้มากมาย และช่วยเสริมความก้าวหน้าให้กับพอร์ตอื่นได้มาก แต่โดยตัวมันเองไม่สามารถเอาไปซื้อความสุขหลาย ๆ อย่างได้ และเงินที่มากเกินไป ถ้าเราไม่เข้าใจมัน มันก็อาจจะก่อให้เกิดทุกข์ที่รุนแรงได้
สำหรับผมเองที่เติบโตขึ้นมาจนอายุมากแล้วไม่เคยมีเงินหรือมีเงินระดับเศรษฐี การมีเงินมากขึ้นจนถึงระดับที่มีอิสระภาพทางการเงินอย่างสมบูรณ์และก่อให้เกิดความสุขมากที่สุดก็คือ ความรู้สึกถึง “ความมั่นคงในชีวิต” หลังจากนั้น เงินที่มากขึ้นผมก็ไม่ค่อยจะรู้สึกว่ามีความสุขมากขึ้นตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น มันกลายเป็น “ตัวเลข” ที่เปลี่ยนไปมา บางทีก็เศร้าในวันที่มันตกลงมาไม่หยุดหย่อน
ดังนั้น หลัง ๆ ก็พยายามหาความสุขอย่างอื่นที่จะหาได้ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงินแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มันก็เป็นความสุข บางทีนี่ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าตนเองแก่แล้ว ไม่ชอบมองไปข้างหน้า คิดถึงแต่ความหลังและปัจจุบัน
24 ต.ค 2569
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
พอร์ตโฟลิโอชีวิต : โลกในมุมมองของ Value Investor โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
แต่ผมอยากจะพูดว่าพอร์ตหุ้นนั้น แม้มันจะทำให้ชีวิตของผมดีขึ้นมากและมีความสุข แต่มันก็ไม่ใช่ชีวิตทั้งหมดของผม เพราะตั้งแต่เป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ยากจน และก่อนที่จะเข้ามาลงทุน “เพื่อชีวิต” ผมก็ค่อนข้าง “มีความสุข” มาตลอด และก็ได้ทำอะไรต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าคนที่มีความมั่งคั่งสูง ผมได้เรียนถึงระดับปริญญาเอก ได้ใช้ชีวิตในอเมริกา เคยไปท่องเที่ยวในอเมริกาในแบบที่คนรวยมากก็ไม่สามารถทำได้ เพราะผมทำโดย “ไม่ต้องใช้เงิน”
แต่ก่อนผมไม่รู้หรือไม่ตระหนักว่าผมมี “ทรัพย์สิน” อื่น ๆ ที่ “ไม่ใช่เงิน” หลายอย่างที่ช่วยให้ผมมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องมีเงินมาก ผมมี IQ สูงจากยีนของพ่อแม่ที่ได้มา เช่นเดียวกับสุขภาพที่ดีและไม่เคยต้องเข้าโรงพยาบาลจนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นมาตลอดจนถึงปัจจุบัน มีเพื่อนฝูงไม่มากแต่ก็เป็นกลุ่มที่ดีและผมมีความสุขที่จะคบค้าสมาคมด้วย ทั้งหมดนั้นและอย่างอื่นอีกมาก เมื่อมารวมกับทรัพย์สินที่เป็น “เงิน” มันก็คือ “พอร์ตของชีวิต”
พอร์ตของชีวิตคนเรานั้น บางอย่างเราก็ได้มาจากพ่อแม่คือจากยีนซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราก็สามารถพัฒนาให้มีค่ามากขึ้นได้ อย่างเรื่องของการขยันและตั้งใจเรียนที่ทำให้เราสามารถเรียนได้สูงขึ้นจนสามารถทำงานที่มีรายได้มากขึ้นหรือสร้างชื่อเสียงให้เราได้เมื่อเราเติบโตขึ้น หรือในเรื่องของความสัมพันธ์กับครอบครัวหรือคนอื่นนั้น เราก็ต้องพัฒนาและปรับปรุงตนเองเสมอ เพราะการที่คนอื่นจะอยากมีสัมพันธ์ที่ดีกับเรา เราก็ต้องให้ไมตรีจิตที่ดีกับเขาด้วย
ทรัพย์สินบางอย่าง เช่น เรื่องของสุขภาพ เราก็ต้องรักษาหรือปกป้องไม่ให้มันเสื่อมสลาย เช่นเดียวกับหลักทรัพย์ลงทุนที่เราจะต้องกระจายความเสี่ยงให้เพียงพอ เพื่อปกป้องไม่ให้มันเสื่อมค่าลงมากเกินไปในยามสถานการณ์เลวร้าย
การพัฒนาปรับปรุงและการรักษาหรือปกป้องทรัพย์สินทั้งหมดนั้น มี “ต้นทุน” ทั้งสิ้น อาจจะเป็นในเรื่องของเวลา ค่าใช้จ่าย ค่าเสียโอกาส และการที่ต้องเหน็ดเหนื่อยออกกำลัง ซึ่งทั้งหมดนั้น จะทำให้เราไม่สามารถนำเอาทรัพยากรนั้นไปใช้ในเรื่องอื่น
เราจึงต้อง “บริหาร” พอร์ตของชีวิตทุกอย่างในแบบที่เหมาะสมหรือแบบ “Optimal” ไม่ใช่แบบ “สูงสุด” หรือ “Maximum” หรือพูดง่าย ๆ ไม่ทำอะไรกับพอร์ตบางตัวในแบบที่สุดขั้วและหวังผลสูงสุดจนลืมความสำคัญของพอร์ตอื่น ๆ และลืมนึกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดผลร้ายแทนที่จะเป็นผลดี
ตัวอย่างก็เช่น ลงทุนในหลักทรัพย์แบบเก็งกำไรแบบสุดโต่งตัวเดียวและใช้มาร์จินซึ่งถ้าพลาดก็อาจจะทำลายความมั่งคั่งอย่างรุนแรง หรือ ออกกำลังมากเกินไปหรือพักผ่อนน้อยเกินไปที่อาจจะทำลายสุขภาพในระยะยาว ซึ่งแทนที่จะเกิดผลดีก็กลายเป็นผลเสียได้ ดังนั้น ในเรื่องของพอร์ตชีวิต เราจะต้องสร้างความสมดุลหรือ “Balance” พอร์ตให้เหมาะสม
พูดถึงประเด็นนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงปีเตอร์ ลินช์ ที่พูดว่า เขาทำงานบริหารพอร์ตของกองทุนแม็คเจลลันแบบทุ่มเทวันละ 14-15 ชั่วโมงจนได้ผลตอบแทนระดับโลกที่กว่า 30% ต่อปีแบบทบต้นในช่วงเวลากว่า 10 ปี จนไม่มีเวลาไปดูลูกแข่งกีฬาที่โรงเรียน และนั่นทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากการบริหารกองทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกองหนึ่งในโลกตั้งแต่อายุ 46 ปี
เขาบอกว่าพ่อเขาตายตอนอายุไม่ถึง 60 ปี และเขาคิดว่าถ้าเขายังทำงานแบบนั้นอยู่ต่อไป เขาก็อาจจะตายเร็ว ถึงวันนี้เขาอายุ 82 แล้ว สุขภาพยังดีและยังบริหารพอร์ตส่วนตัวอยู่อย่างมีความสุข
พอร์ตแต่ละอย่างของชีวิตเรานั้น ไม่ได้เติบโตหรือพัฒนาไปอย่างอิสระ แต่มีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกันอย่างสูง พอร์ต “สุขภาพ” ที่ดีนั้น ทำให้มีอายุยืนและสามารถทำงานไปอย่างยาวนาน ช่วยให้พอร์ต “ลงทุน” สามารถทบต้นไปได้นานขึ้น สร้างความมั่งคั่งมหาศาล
พอร์ต IQ ที่ดีช่วยให้สามารถวิเคราะห์หุ้นได้ถูกต้อง เลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อกที่โตเร็วโตอย่างยาวนาน พอร์ต EQ ที่เป็นคนใจเย็นโดยธรรมชาติหรือใจร้อนแต่ได้รับการพัฒนาให้สงบเยือกเย็นลง จะช่วยให้สามารถถือหุ้นได้ยาวนานจนทำให้ได้รับผลตอบแทนระยะยาวที่ดีเยี่ยมได้
พอร์ตเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นที่ดีนั้น เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากสำหรับงานหรือกิจกรรมที่ต้องประสานงานกับคนอื่น เช่น งานในองค์กรขนาดใหญ่หรืองานทางธุรกิจ และนั่นก็เป็นจุดแข็งสำหรับการที่จะทำงานหาเงินซึ่งจะกลายเป็นพอร์ต “ลงทุน” ที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีต่อไป
ด้วยการประเมิน “พอร์ตชีวิต” ของเราอย่างไม่ลำเอียง เราก็จะสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ชีวิตที่จะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรู้ว่าจะต้องพัฒนาพอร์ตแต่ละตัวอย่างไร รักษามันไว้ได้อย่างไร และปกป้องไม่ให้พอร์ตเหล่านั้นเสียหาย หรือลดความเสี่ยงที่มันจะเสียหายได้
สมัยที่ยังเป็นเด็ก และอาจจะจนถึงอายุกลางคน ผมเองมีความรู้สึกลึก ๆ เสมอว่า เราโชคไม่ดีที่เกิดมาแบบ “ด้อยกว่าคนอื่น” พ่อแม่ยากจนไม่มีสกุลรุนชาติ ร่างกายก็ “เตี้ยที่สุด” ในชั้นเรียนเกือบทุกชั้น มารยาทหรือบุคลิกก็ยังไม่ถึงมาตรฐาน พอเข้าไปทำงานในองค์กรทางการเงินภาษาอังกฤษก็ฟังแทบไม่รู้เรื่อง โอกาสก้าวหน้าจำกัด
แต่หลังจากเข้าใจเรื่องของพอร์ตชีวิตและก็รู้ว่า ที่จริงเราก็มีพอร์ตบางอย่างที่มีค่ามากที่เราได้มาจากพ่อแม่ ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านั้นก็หายไป ความ “อาย” พ่อแม่ของตนเองเวลาอยู่กับเพื่อนฝูงหายไปหมด พ่อแม่ไม่มีเงินหรือชื่อเสียงให้เราเป็นทุนเริ่มต้น แต่สิ่งที่ให้เรานั้นอยู่ภายในตัวเรา ซึ่งเหนือกว่าทรัพย์สินอย่างอื่นมาก
ถึงวันนี้ที่พอร์ตชีวิตมีความสำเร็จและมีความสุขน่าจะ “เกือบเต็ม” ตามศักยภาพที่ผมเกิดมาและไม่สามารถใช้เงินซื้อเพิ่มอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ผมจะทำก็คือ การรักษาหรือปกป้องพอร์ตนั้นอย่างดีที่สุด สิ่งหนึ่งก็คือเรื่องของ “ชื่อเสียง” ที่เกิดจาก “ความสำเร็จ” ในชีวิต ซึ่งเป็นพอร์ตที่ผมเพิ่งจะมีซัก 20-30 ปีนี้เองตอนอายุมากแล้ว
ผมได้เห็นทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักแต่เป็นคนเด่นดังในสังคมจำนวนไม่น้อย ที่ได้สร้างตนเองมายาวนานกว่าผมมาก แต่คงจะบริหารพอร์ตแบบ “Maximum” คือหวังผลสูงสุดและไม่คำนึงถึงความเสี่ยงเท่าที่ควร ปล่อยปละละเลยพอร์ตชีวิตอย่างอื่น พอร์ตไม่ Balance หรือไม่สมดุล สุดท้ายก็พัง ชื่อเสียงเสียหายอย่างหนัก บางคนหนีคดีอาชญากรรมหรือติดคุก ไม่ต้องพูดถึงความสุขที่ควรมีอย่างสมบูรณ์เมื่อมีพอร์ตลงทุนหรือเงินมากมายเหลือล้นแล้ว
บางคนมีพอร์ตระดับเจ้าสัวหรือมหาเศรษฐีของประเทศ แต่พอร์ตด้านครอบครัวและความสัมพันธ์ในครอบครัว “แตกยับ” มีคดีความฟ้องกันในด้านของทรัพย์สินนัวเนียไปหมด เงินไม่ได้ให้ความสุขเลยแต่กลายเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ ผมคิดว่าถ้ามีเงินน้อยลง ความสุขอาจจะมีเพิ่มขึ้นก็ได้
ก็เป็นอย่างที่วอเร็น บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ในช่วงเกิดเรื่องฉาวโฉ่ที่ซาโลมอนบราเธอร์ และบัฟเฟตต์ต้องไปช่วยกู้ไม่ให้ล้มละลายว่า เขาจะไม่ทนกับความฉ้อฉลและความไม่โปร่งใสอย่างเด็ดขาด สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว เขาบอกว่า “มันใช้เวลา 20 ปีที่จะสร้างชื่อเสียงและใช้เวลาแค่ 5 นาทีที่จะทำลายมัน ถ้าคุณคิดอย่างนั้นแล้ว คุณจะทำอีกแบบหนึ่ง” เขายังบอกด้วยว่า “บริษัทสามารถรับได้ถ้าต้องเสียเงิน แม้ว่าจะเป็นจำนวนมาก แต่จะเสียชื่อเสียงไม่ได้แม้ว่าจะน้อยนิด”
พอร์ตลงทุนหรือพอร์ตการเงินนั้น เป็นพอร์ตที่สำคัญที่สุดพอร์ตหนึ่งในชีวิต เพราะมันเอาไว้ช่วยแก้ปัญหาได้มากมาย และช่วยเสริมความก้าวหน้าให้กับพอร์ตอื่นได้มาก แต่โดยตัวมันเองไม่สามารถเอาไปซื้อความสุขหลาย ๆ อย่างได้ และเงินที่มากเกินไป ถ้าเราไม่เข้าใจมัน มันก็อาจจะก่อให้เกิดทุกข์ที่รุนแรงได้
สำหรับผมเองที่เติบโตขึ้นมาจนอายุมากแล้วไม่เคยมีเงินหรือมีเงินระดับเศรษฐี การมีเงินมากขึ้นจนถึงระดับที่มีอิสระภาพทางการเงินอย่างสมบูรณ์และก่อให้เกิดความสุขมากที่สุดก็คือ ความรู้สึกถึง “ความมั่นคงในชีวิต” หลังจากนั้น เงินที่มากขึ้นผมก็ไม่ค่อยจะรู้สึกว่ามีความสุขมากขึ้นตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น มันกลายเป็น “ตัวเลข” ที่เปลี่ยนไปมา บางทีก็เศร้าในวันที่มันตกลงมาไม่หยุดหย่อน
ดังนั้น หลัง ๆ ก็พยายามหาความสุขอย่างอื่นที่จะหาได้ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงินแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มันก็เป็นความสุข บางทีนี่ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่าตนเองแก่แล้ว ไม่ชอบมองไปข้างหน้า คิดถึงแต่ความหลังและปัจจุบัน