เมื่อโลกมันย้อนแย้งเกินกว่าจะบ่นสั้นๆ ผมจึงต้องเปิดบล็อกไว้บันทึกหลักฐานความตลกร้ายของชีวิต

ผมเคยสังเกตนะว่า ยุคนี้เรามีพื้นที่ให้พูดเยอะขึ้น แต่เรากลับพูดกันสั้นลงเรื่อยๆ จากสเตตัสยาวๆ เหลือแค่รูปภาพ จนบางทีเราสื่อสารความรู้สึกทั้งหมดในชีวิตด้วยการกดสติกเกอร์หน้าหัวเราะ ทั้งที่หน้าจริงกำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดตอนนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน
แต่ละวันผมมักจะเจอเรื่องเล็กๆ ที่ชวนให้สะดุดความคิด... อย่างความพยายามขององค์กรที่ชอบใช้ศัพท์หรูหรามากลบเกลื่อนปัญหาเดิมๆ หรือการเดินตลาดนัดแบกะดินที่สอนเรื่องอนิจจังได้ดีกว่าหนังสือธรรมะหลายเล่ม
เรื่องพวกนี้ถ้าเอาไปพูดที่ออฟฟิศก็เสี่ยงจะโดนเชิญไปปรับทัศนคติ ถ้าเอาไปโพสต์ลงโซเชียลส่วนตัว เพื่อนก็คงเลื่อนผ่านเพราะมันไม่มีรูปของกินหรือคาเฟ่เปิดใหม่
.
ผมก็เลยตัดสินใจเปิดมุมเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาครับ เป็นบล็อกที่ชื่อว่า The Feathered Pocketknife - มีพับลายขนนก
ข้างในนั้นไม่ได้มีบทความสอนฮาวทูสู่ความสำเร็จอะไรหรอกครับ มันเป็นแค่การรวบรวมเรื่องราวรอบตัวที่ผมมองเห็นแล้วอยากเล่าต่อ มีตั้งแต่ปรัชญาริมถนน เรื่องวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์แบบขำขัน (ที่บางครั้งก็ขำไม่ออก)
บางเรื่องอ่านปุ๊บก็เข้าใจได้ทันที บางเรื่องอาจจะต้องขมวดคิ้วทบทวนกันสักนิด
ส่วนเรื่องที่เหลือ... สารภาพตามตรงครับว่า ผมแค่อยากบ่นทิ้งไว้เป็น ‘หลักฐาน’ เฉยๆ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีชีวิตอยู่ร่วมกับความย้อนแย้งพวกนี้ และเราก็รอดจากมันมาได้
.
เขียนไม่กี่อย่าง
เรื่องปรัชญาแบบไม่ขึ้นเวที
เรื่องวิเคราะห์แบบไม่ขอตำแหน่งวิทยากร
บางเรื่องอ่านจบแล้วรู้เรื่อง
บางเรื่องต้องนั่งกับมันสักแป๊บ
ส่วนที่เหลือเขาก็ขอบ่นไว้เป็นหลักฐาน
.
ใครที่ชอบสังเกตชีวิต ชอบมองเรื่องธรรมดาในมุมกลับ หรือแค่กำลังมองหาเพื่อนที่ช่วยบ่นเรื่องความไม่สมเหตุสมผลของโลกใบนี้แทนคุณ ลองแวะไปนั่งอ่านกันเพลินๆ ได้ครับที่ :https://thefeatheredpocketknife.blogspot.com/
ถือเสียว่าแวะมานั่งจิบกาแฟ แล้วฟังผมเล่าเรื่องให้ฟังก็แล้วกันครับ ช่วงนี้ว่าง กำลังทยอยอัพเดตครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่