“ซูชิโร่” ผู้พลิกเกมซูชิสายพาน จากตลาดปราบเซียน สู่ร้านที่คนต่อคิวยาวเป็นชั่วโมง


เมนูใหม่สามารถช่วยสร้างสีสันให้ลูกค้าได้ลองของแปลกใหม่ มีเหตุผลให้ต้องกลับเข้าร้านซ้ำได้ ไม่จำกัดอยู่แค่เข้าร้านแล้วจะมีแค่ปลาดิบกลุ่มเดิมๆ

หากดูตัวเลขสาขา ซูชิโร่ในวันนี้อาจจะยังเทียบไม่ได้ตรงๆ กับเชนร้านญี่ปุ่นหมวดอื่นที่อยู่มานาน เช่น ยาโยอิ (ประมาณ 190 สาขา) ชาบูชิ และฮะจิบัง (ประมาณ 180 สาขา)

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลาดซูชิสายพานได้เริ่มจุดติดแล้วในไทย และกำลังมีแบรนด์คู่แข่งทยอยเข้ามาลงเล่น สร้างความดุเดือดให้มากขึ้นไปอีก

เช่น “ฮามะ ซูชิ” (Hama Sushi) แบรนด์ใหญ่จากญี่ปุ่น ที่เข้ามาในรูปแบบบริษัทแม่บริหารเองเช่นกัน ตอนนี้มี 6 สาขา

หรือ “คัตสึ มิโดริ” (Katsu Midori) ร้านดังจากญี่ปุ่นที่คนไทยได้สิทธิ์มาเปิด อยู่ภายใต้เครือเดียวกับ “ชินคันเซ็น ซูชิ” และ “นักล่าหมูกระทะ”

คัตสึ มิโดริ มีจุดขายหลักเป็นซูชิสายพานเหมือนกัน แต่ด้วยการบริหารที่อยู่ในมือคนไทย จึงมีการปรับตัวเข้ากับคนไทยมากขึ้น

เช่น Katsu Midori x Karun จับมือกับแบรนด์ชาไทย ปรับเข้ากับเมนูขนมหวานอย่างวาราบิโมจิ ไอศกรีมชาไทย และพุดดิ้งชาไทย

อีกทั้งยังปรับตัวเอาใจคนไทยที่ชอบเล่นสนุกบนโซเชียลมีเดีย ด้วยการให้พนักงานเต้นท่าเด้งๆ ลูกค้ามาเข้าร้านแล้วสามารถถ่ายคอนเทนต์นำไปลงโซเชียลแล้วแชร์ต่อกันได้

ตอนนี้ คัตสึ มิโดริ มีสาขาในไทยแล้ว 8 แห่ง และกำลังจะเปิดสาขาที่ 9

ในภาพรวม ตลาดซูชิสายพานในไทยอาจไม่ใช่เรื่องใหม่เอี่ยม เพราะเคยมีคนทำมาก่อนแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นกระแสครั้งคราว แล้วก็หายไป

แต่หากทำให้ลูกค้าเข้าใจราคาได้ง่าย มีเมนูใหม่เรื่อยๆ และมีระบบจัดการวัตถุดิบกับหน้าร้านที่รองรับการขยายสาขาได้ ก็สามารถทำให้คนกลับมาซ้ำได้ เห็นได้จากตัวอย่างของซูชิโร่

อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มมีคู่แข่งรายใหม่ทยอยเข้ามาร่วมศึกนี้ และความท้าทายในตลาดเริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ น่าสนใจว่าตลาดซูชิสายพานไทยจะไปสุดได้ไกลขนาดไหน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่