“อาต๋อย” ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรชื่อดัง เปิดใจในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ หลังตัดสินใจหันมาลุยธุรกิจออนไลน์ โดยยืนยันว่า ไม่ได้ปิดบริษัทแต่ให้โอกาสพนักงานได้เงินก้อน คนที่อยู่กับตนแต่ละคนนานมากๆ บริษัทไม่มีอายุเกษียณ ให้อยู่ตลอด ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นมาบริษัทมีปัญหา เขาจะได้เงินที่ไหน ตัดสินใจเลิกจ้าง เขาได้ชดเชย 400 วัน แต่ละคนได้เป็นล้าน คุยกับผู้บริหาร ส่วนไหนที่จะทำต่อก็จ้างใหม่ อยู่กับคนมา 44-45 ปี งบดุลบริษัทยังไม่ขาดทุน แต่จะขาดทุนแน่นอนถ้าปล่อยต่อไปเรื่อยๆ สภาพเศรษฐกิจสังคมแบบนี้สำหรับเรา ไม่ได้ขาดทุน แต่หายไปปีละ 40-50 ล้านบาท
.
“อาต๋อย” ยังกล่าวต่อว่า ธุรกิจโทรทัศน์ ไฟมีเป็นร้อยดวง แต่ละดวงมีคนคอยดูแล กล้อง เสียง ในห้องควบคุม มีคนคุมอีก มีคนเตรียมการข้อมูลอีก แต่พอมาเป็นออนไลน์มันเหลือโทรศัพท์มือถือ พิธีกรทั้งเอ๊าะ กีรติ, โก๊ะตี๋ อารามบอย ก็ทำทุกวิถีทาง ทุกคนก็มีน้ำใจ ต้นทุนต่อตอน 2 แสน ขายได้ 6 หมื่น ขาดทุน 4 แสน ตอนนี้คลื่นลมแรง เรากัปตันเอาเรือเข้าฝั่งก่อน แต่ถ้าคลื่นลมสงบตนพร้อมลงทะเล ไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งโทรทัศน์ เพราะทีวีมีข้อดีคือความน่าเชื่อถือ
.
พร้อมย้ำว่า อีเวนต์ไม่เลิก ยังอยู่ และจะมากขึ้นด้วย เรื่องอาหารทำมาตั้งแต่รายการฝันที่เป็นจริง ความสำคัญจริงๆ คิดว่าอาหารเป็นชีวิต ประเทศนี้จะอาศัยอะไรบ้างแล้วแต่ แต่พื้นฐานจริงๆ คืออาหาร เรื่องอาหารในประเทศนี้ทิ้งไม่ได้ ห้ามทิ้งและต้องไปยิ่งกว่า เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว อย่าทิ้งเด็ดขาด และสำคัญสุดๆ อย่าลืมเด็ดขาด ตั้งแต่ปีหน้าจะเป็นรูปธรรมคือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ
.
“นี่ผมต้องมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ 72 เหรอ ใช่ครับ ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ 72 มันหยุดได้ยังไง เราทำทั้งหมด สำหรับผมตอนนี้ไม่ห่วงครอบครัวเพราะมีให้เขา เป้าหมายในชีวิต ทำให้คนอื่นจะได้สบายใจ ลูกชายผมเห็นด้วย บอกทำเลยพ่อ เป็นโครงสร้างใหม่บริษัท จากครัวคุณต๋อย เป็น คิดเช่นต๋อย” อาต๋อย กล่าว...
.
พร้อมกล่าวต่อว่า “คนอายุ 50 ปี กำลังกลายเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่มาก กำลังกลายเป็นกลุ่มคนที่จะดูแลประเทศได้ ยังเป็นกลุ่มคนที่กุมเงิน เราควรจะทำเพื่อสร้างสังคม เพื่อลูกหลาน อันไหนที่เขาดี ดันเลย อันไหนที่ไม่ใช่เราต้องช่วยกัน อย่า เห้ยช่างมันเถอะเด็กสมัยใหม่ ถ้าท่านคิดว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งในประเทศให้ขับเคลื่อนไปได้ในทางที่ถูกต้อง อย่าปิดปากครับ เปิดปากครับ
ลูกหลานเวลาบอกเขา อย่าทะเลาะครับ เราหวังดี ส่งความปรารถนาดี การไปด้วยกัน ยังเป็นผลที่ดีต่อประเทศชาติ ไม่ว่าใครจะอายุเท่าไหร่”
.
นอกจากนี้ “อาต๋อย” ยังได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า
“ฝากถึงใครก็ไม่รู้ ที่บอกให้เกิดกันมาเยอะๆ เพราะประเทศชาติขาดคน เกิดมาแล้วเอาอะไรกินครับ เกิดมาต้องบอกด้วยว่าเขาจะเป็นยังไง ถ้าไม่มีใครบอกเรา เราต้องบอกครอบครัวเรา บอกตัวเองต้องสู้ครับ อย่าหยุดสู้ครับ”
#เรื่องเล่าเช้านี้ #ครอบครัวข่าว3 #กรรมกรข่าวคุยนอกจอ #อาต๋อย #ไตรภพ
นี่คืออีกมุมหนึ่งของ #ต๋อยไตรภพ ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน กับที่มาของ "มิสเตอร์อวย"
#สรยุทธ ย้อนเล่าตอนเคยไปออกรายการ #ทไวไลท์โชว์ "พี่ต๋อย" มีช่วงที่เขารู้สึกว่าไม่เหมาะ ไม่ควรพูด ก็ขอให้ตัดออก "เพราะรายการนี้คือคนดี"
ซึ่งทาง #ไตรภพ ก็ยอมรับ บอกว่าไม่อยากให้เกิดประเด็นโดยไม่จำเป็น ถึงได้โดนว่าเป็น "มิสเตอร์อวย"
🔴📺 “อาต๋อย” ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรชื่อดัง เปิดใจในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ "เริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ 72-อย่าหยุดสู้"
“อาต๋อย” ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรชื่อดัง เปิดใจในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ หลังตัดสินใจหันมาลุยธุรกิจออนไลน์ โดยยืนยันว่า ไม่ได้ปิดบริษัทแต่ให้โอกาสพนักงานได้เงินก้อน คนที่อยู่กับตนแต่ละคนนานมากๆ บริษัทไม่มีอายุเกษียณ ให้อยู่ตลอด ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นมาบริษัทมีปัญหา เขาจะได้เงินที่ไหน ตัดสินใจเลิกจ้าง เขาได้ชดเชย 400 วัน แต่ละคนได้เป็นล้าน คุยกับผู้บริหาร ส่วนไหนที่จะทำต่อก็จ้างใหม่ อยู่กับคนมา 44-45 ปี งบดุลบริษัทยังไม่ขาดทุน แต่จะขาดทุนแน่นอนถ้าปล่อยต่อไปเรื่อยๆ สภาพเศรษฐกิจสังคมแบบนี้สำหรับเรา ไม่ได้ขาดทุน แต่หายไปปีละ 40-50 ล้านบาท
.
“อาต๋อย” ยังกล่าวต่อว่า ธุรกิจโทรทัศน์ ไฟมีเป็นร้อยดวง แต่ละดวงมีคนคอยดูแล กล้อง เสียง ในห้องควบคุม มีคนคุมอีก มีคนเตรียมการข้อมูลอีก แต่พอมาเป็นออนไลน์มันเหลือโทรศัพท์มือถือ พิธีกรทั้งเอ๊าะ กีรติ, โก๊ะตี๋ อารามบอย ก็ทำทุกวิถีทาง ทุกคนก็มีน้ำใจ ต้นทุนต่อตอน 2 แสน ขายได้ 6 หมื่น ขาดทุน 4 แสน ตอนนี้คลื่นลมแรง เรากัปตันเอาเรือเข้าฝั่งก่อน แต่ถ้าคลื่นลมสงบตนพร้อมลงทะเล ไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งโทรทัศน์ เพราะทีวีมีข้อดีคือความน่าเชื่อถือ
.
พร้อมย้ำว่า อีเวนต์ไม่เลิก ยังอยู่ และจะมากขึ้นด้วย เรื่องอาหารทำมาตั้งแต่รายการฝันที่เป็นจริง ความสำคัญจริงๆ คิดว่าอาหารเป็นชีวิต ประเทศนี้จะอาศัยอะไรบ้างแล้วแต่ แต่พื้นฐานจริงๆ คืออาหาร เรื่องอาหารในประเทศนี้ทิ้งไม่ได้ ห้ามทิ้งและต้องไปยิ่งกว่า เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว อย่าทิ้งเด็ดขาด และสำคัญสุดๆ อย่าลืมเด็ดขาด ตั้งแต่ปีหน้าจะเป็นรูปธรรมคือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ
.
“นี่ผมต้องมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ 72 เหรอ ใช่ครับ ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ 72 มันหยุดได้ยังไง เราทำทั้งหมด สำหรับผมตอนนี้ไม่ห่วงครอบครัวเพราะมีให้เขา เป้าหมายในชีวิต ทำให้คนอื่นจะได้สบายใจ ลูกชายผมเห็นด้วย บอกทำเลยพ่อ เป็นโครงสร้างใหม่บริษัท จากครัวคุณต๋อย เป็น คิดเช่นต๋อย” อาต๋อย กล่าว...
.
พร้อมกล่าวต่อว่า “คนอายุ 50 ปี กำลังกลายเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่มาก กำลังกลายเป็นกลุ่มคนที่จะดูแลประเทศได้ ยังเป็นกลุ่มคนที่กุมเงิน เราควรจะทำเพื่อสร้างสังคม เพื่อลูกหลาน อันไหนที่เขาดี ดันเลย อันไหนที่ไม่ใช่เราต้องช่วยกัน อย่า เห้ยช่างมันเถอะเด็กสมัยใหม่ ถ้าท่านคิดว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งในประเทศให้ขับเคลื่อนไปได้ในทางที่ถูกต้อง อย่าปิดปากครับ เปิดปากครับ
ลูกหลานเวลาบอกเขา อย่าทะเลาะครับ เราหวังดี ส่งความปรารถนาดี การไปด้วยกัน ยังเป็นผลที่ดีต่อประเทศชาติ ไม่ว่าใครจะอายุเท่าไหร่”
.
นอกจากนี้ “อาต๋อย” ยังได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “ฝากถึงใครก็ไม่รู้ ที่บอกให้เกิดกันมาเยอะๆ เพราะประเทศชาติขาดคน เกิดมาแล้วเอาอะไรกินครับ เกิดมาต้องบอกด้วยว่าเขาจะเป็นยังไง ถ้าไม่มีใครบอกเรา เราต้องบอกครอบครัวเรา บอกตัวเองต้องสู้ครับ อย่าหยุดสู้ครับ”
#เรื่องเล่าเช้านี้ #ครอบครัวข่าว3 #กรรมกรข่าวคุยนอกจอ #อาต๋อย #ไตรภพ
นี่คืออีกมุมหนึ่งของ #ต๋อยไตรภพ ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน กับที่มาของ "มิสเตอร์อวย"
#สรยุทธ ย้อนเล่าตอนเคยไปออกรายการ #ทไวไลท์โชว์ "พี่ต๋อย" มีช่วงที่เขารู้สึกว่าไม่เหมาะ ไม่ควรพูด ก็ขอให้ตัดออก "เพราะรายการนี้คือคนดี"
ซึ่งทาง #ไตรภพ ก็ยอมรับ บอกว่าไม่อยากให้เกิดประเด็นโดยไม่จำเป็น ถึงได้โดนว่าเป็น "มิสเตอร์อวย"