ภคมน จี้ปธ.วิป พูดความจริงให้จบ ใครไม่ยอมถอย บีบสภา ล็อกวันซักฟอก ยันหาทางออกแล้ว ถึงวอล์กเอาต์
https://www.matichon.co.th/politics/news_5944907
.

.
‘ภคมน’ จี้ ‘กรวีร์’ พูดความจริงให้จบ ถาม ‘รัฐบาล’ พยายามบีบกรอบวันซักฟอกตามความสะดวกตัวเอง ใครกันแน่ไม่ยอมถอย เหน็บ ‘มัลลิกา’ แทนที่จะทำหน้าที่เป็นกลาง-ประสานให้ทุกฝ่ายได้ทางออก แต่กลับแสดงบทบาทเหมือนเป็นตัวแทนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
.
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม น.ส.
ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กตอบโต้กรณีนาย
กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม (วิป) รัฐบาล แสดงความผิดหวังฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ เพราะไม่ได้กรอบเวลาอภิปรายไม่ได้วางใจ 5 วัน ตามที่ต้องการว่า ประธานวิปรัฐบาลกรุณาพูด ความจริงให้จบ หลังจากที่มีข่าวตกลงกันไม่ได้ของวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ครั้งนี้มีความจงใจเป็นอย่างมากที่รัฐบาลต้องการกำหนด มัดมือฝ่ายค้านให้เลือกวันตามที่ตัวเองสะดวก
.
น.ส.
ภคมนเผยว่า ทำไมดิฉันถึงพูดแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนที่อยู่ดีๆ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ออกหนังสือเป็นมติคณะรัฐมนตรี ส่งมาที่สภา ก่อนมีการหารือร่วมกันของวิป 3 ฝ่าย แล้วมากำหนดว่า ครม.พร้อมเฉพาะวันนั้นหรือวันนี้ และพยายามบีบสภา โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่เป็นผู้เสนอญัตติ ให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาดังกล่าว หากเรามองกันให้ดีๆ จะเห็นถึงความพยายามของรัฐบาล ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาที่พยายามเข้ามาแทรกแซง และทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของสภามาโดยตลอด และเกมนี้ไม่ใช่เกมเด็กดื้อ หรือฝ่ายค้านใจแคบอย่างที่รัฐบาลพยายามจะสื่อ แต่เพราะคนตัดสินใจอาจไม่ใช่คนในห้องเจรจา
.
น.ส
.ภคมนระบุว่า ข้อเท็จจริงคือฝ่ายค้านบอกว่าถ้าจะต้องอภิปรายเป็นสัปดาห์หน้า เราขอ 5 วัน เป็นเวลา 60 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้น ราไปลดคน ตัดเวลา ตัดคนอภิปรายไม่ทัน เพราะเราเตรียมมาแบบนั้น ต้องมีเวลากลับไปเจรจากับคนในพรรค เอาข้อมูลมากางใหม่ แล้วไปเกลี่ยกันใหม่ รวมไปถึงต้องไปคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย
.
“
ดังนั้น ถ้าจะยอมที่ 4 วันต้องเป็นสัปดาห์อื่นที่ไม่ใช่สัปดาห์หน้า เพราะเราจะได้มีเวลาไปคุยกันในพรรค รวมถึงไปคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นด้วย เวลาที่เราใช้บริหารจัดการก็จะใช้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะฉะนั้นเป็นต้นเดือนพฤศจิกายนหรือสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤศจิกายน แต่ฝ่ายคณะรัฐมนตรีก็ยืนยันว่าไม่มีช่วงไหนว่างเลย ไม่ยอมถอยเลย ถ้าไม่ใช่สัปดาห์หน้า ดังนั้น ใครกันแน่ที่ไม่ยอมถอย” น.ส.ภคมนระบุ
.
น.ส.
ภคมนระบุต่อว่า นี่ยังไม่นับว่าประธานวางตัวไม่เป็นกลาง แถมยังขู่ว่าถ้าคุยไม่ได้ก็ไม่ต้องคุย ขู่จะปิดประชุมท่าเดียว!!!!! ประธานมัลลิกาทำท่าเหมือนสภาเป็นสมบัติ ท่านจะคิดทำอะไรก็ได้ใครไม่พอใจก็ออกไป หนักกว่านั้น ไม่คิดว่าแทนที่ประธานจะทำหน้าที่เป็นกลาง เพื่อให้การประสานงานราบรื่น แต่กลับมาทำหน้าที่ตัวแทนพรรคการเมืองทั้งที่นี่วงเจรจา ตัวแทนที่มาในฐานะวิปทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลควรจะมาหาทางออกด้วยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และพอมาวันที่สอง ข้อเสนอก็ยังไม่ไปไหน ประธานขู่ว่าถ้าคุยไม่ได้ก็ไม่ต้องคุย คุยกันไปสักพักก็ยังไม่ไปไหน ตัวแทนพรรคฝ่ายค้านก็ทวนข้อเสนอและพยายามหาทางออก และรัฐบาลก็เสนอ 3 วันครึ่งในสัปดาห์หน้า คือเพิ่มวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม แต่เริ่มประชุมตอนบ่าย แบบนี้เรียก 3 วันครึ่ง ไม่ใช่ 4 วัน
.
“
ในเมื่อคุยกันไม่ได้ หาทางออกไม่ได้ ประธานก็ใช้อำนาจตลอดเวลา แทนที่จะหามางออก ตัวแทนพรรคฝ่ายค้านก็วอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุม แต่ต้องยืนยันว่าก่อนจะวอล์กเอาต์ได้พยายามหาทางออกแล้ว” น.ส.
ภคมนยืนยัน
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/1068424712893879
.
.
ศุภโชติ อัดรบ.ล้มเหลวแก้น้ำมันแพง จี้ปฏิรูปโครงสร้าง-เก็บภาษีลาภลอย ซัดเจอขาใหญ่ก็ปากกล้าขาสั่น https://www.matichon.co.th/politics/news_5944981
.
‘ศุภโชติ’ อัด ‘รัฐบาล’ ล้มเหลวแก้ปัญหาน้ำมันแพง งัดทุกกระบวนท่าประคองราคาเฉพาะหน้า จี้ปฏิรูปโครงสร้างราคา-จัดเก็บภาษีลาภลอย-ปราบน้ำมันเถื่อนจริงจัง จวก เจอขาใหญ่ที่ท้ายซอย ก็ปากกล้าขาสั่น
.
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นาย
ศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาล จนแทบไม่เหลือเครื่องมือในการรับมือวิกฤตพลังงาน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบทะลุ 1 แสนล้านบาทแล้ว ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระประชาชน เนื่องจากมีข้อจำกัดทางการคลังอย่างหนัก
.
นาย
ศุภโชติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการงัดทุกกระบวนท่าและหาเงินจากทุกกระเป๋า เช่น มีแนวคิดดึงเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาเสริมสภาพคล่อง ทั้งที่งบประมาณส่วนนี้ควรนำไปลงทุนเพื่อลดการใช้พลังงานระยะยาว ตลอดจนการพิจารณานำเงินปันผลที่กระทรวงการคลังได้รับจากการถือหุ้นในบริษัทน้ำมันมาช่วยประคองราคา
.
นาย
ศุภโชติ กล่าวอีกว่า แต่มาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ กลับยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ แม้ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะเคยพูดถึงการทบทวนโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันของตนเอง การอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มีค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงและไม่เป็นธรรมต่อประชาชน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างถาวรอย่างไร
.
นาย
ศุภโชติ กล่าวอีกว่า 2.การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ในช่วงที่ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง ผู้ประกอบการพลังงานบางรายกลับทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากสถานการณ์วิกฤต โดยโรงกลั่นบางแห่งมีกำไรสูงเป็นประวัติการณ์หลักหมื่นล้านบาท สะท้อนว่ามาตรการควบคุมกำไรพิเศษหน้าโรงกลั่นไม่เพียงพอ หลายประเทศในยุโรปจึงมีการใช้มาตรการภาษีลาภลอย เพื่อจัดเก็บกำไรส่วนเกินนำกลับมาบรรเทาภาระประชาชน แต่ประเทศไทยกลับยังไม่มีการจัดเก็บอย่างเป็นรูปธรรม
.
นาย
ศุภโชติ กล่าวด้วยว่า และ 3.ปัญหาการลักลอบค้าน้ำมัน การกักตุนน้ำมัน การหลีกเลี่ยงภาษี และการกระทำผิดอื่นๆ ในธุรกิจน้ำมัน แม้รัฐบาลจะประกาศจัดการอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่สังคมต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการตั้งคณะทำงาน แต่คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งจำนวนการจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่ การดำเนินคดี การยึดทรัพย์ และการปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมและรักษาประโยชน์ทางการคลังของประเทศ
.
“
ปัญหาของพี่น้องประชาชนในประเทศเรา จึงไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันแพงครับ แต่เป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ที่ไม่สามารถแม้แต่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตัวเองเคยประกาศไว้ได้ ประกาศจะสู้สุดซอย เจอขาใหญ่ที่ท้ายซอย ก็ปากกล้าขาสั่น” นาย
ศุภโชติ กล่าว
.
.
ดราม่ากะเพรา 4 สายพันธุ์ แม่ค้า-ชาวบ้าน หวั่นกระทบอาชีพ จี้รัฐแจงให้ชัด
https://www.matichon.co.th/region/news_5944731
.
ดราม่ากะเพรา 4 สายพันธุ์ แม่ค้า-ชาวบ้าน หวั่นกระทบอาชีพ จี้รัฐแจงให้ชัด
.
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม จากกรณีบริษัทเอกชนรายใหญ่ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ ภายใต้ชื่อ “
แก้วจุรี 01 – 04” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะเพื่อให้ได้ลักษณะที่เหมาะกับการเป็นวัตถุดิบอาหารกล่องสำเร็จรูป และสิทธิคุ้มครองครอบคลุมเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองเท่านั้น โดยห้ามนำเมล็ดหรือต้นพันธุ์ไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของพันธุ์ หากฝ่าฝืนสิทธิหรือข้อตกลง มีโทษปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542
.
ซึ่งหลังจากเรื่องนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสดราม่าขึ้น เพราะมีการเข้าใจข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนเกิดความกังวลไปต่างๆ นานา ว่า เป็นการจดสิทธิบัตรกะเพราทุกชนิดของบริษัทเอกชน ประชาชนจะปลูกกะเพราที่บ้านไว้ขายไม่ได้ ส่วนแม่ค้าในตลาดก็ขายใบกะเพราแข่งกับเอกชนไม่ได้ หรือทำผัดกะเพราขายไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า “
ไม่เป็นความจริง” แต่ประเด็นร้อนแรงนี้ ยังคงเป็นที่พูดถึงกันอยู่ เพราะยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงทำให้รู้กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ
.
อย่างเช่น นาง
สมพร ดีดพิมาย อายุ 60 ปี แม่ค้าขายผักในตลาดสดพิมายเมืองใหม่ อำเภอพิมาย กล่าวว่า ตนเป็นแม่ค้าขายผักในตลาดได้ไม่นาน แต่ตนปลูกผักขายที่บ้าน แล้วส่งขายเช่นกัน ค้าขายเลี้ยงชีพด้วยผักเหล่านี้ ถ้าเอกชนจะจดสิทธิบัตรกะเพราทุกชนิดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะกระทบคนปลูก-คนขายไปหมด จึงไม่เห็นด้วยถ้าเป็นการจดสิทธิบัตรกะเพราทุกชนิด แต่หากจดสิทธิบัตรแค่กะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาเท่านั้น ตนก็ไม่มีปัญหา เพราะกะเพรานำไปเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย จึงเป็นที่นิยม ซึ่งตอนนี้กะเพราทั่วไปจะขายประมาณกิโลกรัมละ 80-90 บาท ถ้ารับมาเป็นกำ จะรับมาในราคา 5 กำ 20 บาท แล้วนำมาแบ่งขาย ในราคากำละ 5 บาท หรือ 10 บาท ก็ขายได้เรื่อยๆ
.
ด้านนาง
สุทิน พิพัฒน์ทะเล อายุ 68 ปี ชาวบ้านส่วน หมู่ 3 ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา บอกว่า ไม่เห็นดีด้วย เพราะถ้านำมาปลูกแล้วไม่ให้จำหน่าย ชาวบ้านก็ไม่มีรายได้ จึงอยากจะรู้ว่ารัฐบาลทำไปเพื่ออะไร แค่นี้ประชาชนก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว ของบริโภคก็ขึ้นราคาทุกอย่าง อยากให้รัฐบาลชี้แจงให้ชาวบ้าน ประชาชนรากหญ้าเข้าใจด้วย
.
ขณะที่นาย
สงวน สนั่นไพร อายุ 73 ปี ชาวบ้านส่วน หมู่ 3 ต.ในเมือง อ.พิมาย อีกราย บอกว่า ตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลพูดไม่ชัดเจน ต้องพูดให้เกษตรกรหรือชาวบ้านเข้าใจ ว่า ข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะชาวบ้านก็ปลูกกะเพราทั่วไปไว้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งบางคนจะปลูกกะเพราขายบ้างก็เป็นเรื่องปกติ จึงอยากให้รัฐบาลออกมาชี้แจงให้ชัด ว่าการปลูกหรือการขายกะเพรา 4 สายพันธุ์ ที่เอกชนจดสิทธิบัตร ชาวบ้านหรือพ่อค้าแม่ค้าสามารถจะทำอะไรได้บ้างที่จะไม่ไปกระทบสิทธิและจะไม่ทำให้ได้รับความเดือดร้อน รวมถึง ประชาชนทั่วไปจะได้ประโยชน์อะไรกับการจดสิทธิบัตรครั้งนี้ ออกมาชี้แจงให้ชัดเจนด้วย
JJNY : ภคมนจี้พูดความจริงให้จบ│ศุภโชติอัดล้มเหลวแก้น้ำมันแพง│ดราม่ากะเพรา 4 พันธุ์│9 ด.ธรรมชาติทำจีนเสียหายกว่า 1 ล.ล.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5944907
.
.
‘ภคมน’ จี้ ‘กรวีร์’ พูดความจริงให้จบ ถาม ‘รัฐบาล’ พยายามบีบกรอบวันซักฟอกตามความสะดวกตัวเอง ใครกันแน่ไม่ยอมถอย เหน็บ ‘มัลลิกา’ แทนที่จะทำหน้าที่เป็นกลาง-ประสานให้ทุกฝ่ายได้ทางออก แต่กลับแสดงบทบาทเหมือนเป็นตัวแทนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
.
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กตอบโต้กรณีนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม (วิป) รัฐบาล แสดงความผิดหวังฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ เพราะไม่ได้กรอบเวลาอภิปรายไม่ได้วางใจ 5 วัน ตามที่ต้องการว่า ประธานวิปรัฐบาลกรุณาพูด ความจริงให้จบ หลังจากที่มีข่าวตกลงกันไม่ได้ของวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ครั้งนี้มีความจงใจเป็นอย่างมากที่รัฐบาลต้องการกำหนด มัดมือฝ่ายค้านให้เลือกวันตามที่ตัวเองสะดวก
.
น.ส.ภคมนเผยว่า ทำไมดิฉันถึงพูดแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนที่อยู่ดีๆ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ออกหนังสือเป็นมติคณะรัฐมนตรี ส่งมาที่สภา ก่อนมีการหารือร่วมกันของวิป 3 ฝ่าย แล้วมากำหนดว่า ครม.พร้อมเฉพาะวันนั้นหรือวันนี้ และพยายามบีบสภา โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่เป็นผู้เสนอญัตติ ให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาดังกล่าว หากเรามองกันให้ดีๆ จะเห็นถึงความพยายามของรัฐบาล ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาที่พยายามเข้ามาแทรกแซง และทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของสภามาโดยตลอด และเกมนี้ไม่ใช่เกมเด็กดื้อ หรือฝ่ายค้านใจแคบอย่างที่รัฐบาลพยายามจะสื่อ แต่เพราะคนตัดสินใจอาจไม่ใช่คนในห้องเจรจา
.
น.ส.ภคมนระบุว่า ข้อเท็จจริงคือฝ่ายค้านบอกว่าถ้าจะต้องอภิปรายเป็นสัปดาห์หน้า เราขอ 5 วัน เป็นเวลา 60 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้น ราไปลดคน ตัดเวลา ตัดคนอภิปรายไม่ทัน เพราะเราเตรียมมาแบบนั้น ต้องมีเวลากลับไปเจรจากับคนในพรรค เอาข้อมูลมากางใหม่ แล้วไปเกลี่ยกันใหม่ รวมไปถึงต้องไปคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย
.
“ดังนั้น ถ้าจะยอมที่ 4 วันต้องเป็นสัปดาห์อื่นที่ไม่ใช่สัปดาห์หน้า เพราะเราจะได้มีเวลาไปคุยกันในพรรค รวมถึงไปคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นด้วย เวลาที่เราใช้บริหารจัดการก็จะใช้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะฉะนั้นเป็นต้นเดือนพฤศจิกายนหรือสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤศจิกายน แต่ฝ่ายคณะรัฐมนตรีก็ยืนยันว่าไม่มีช่วงไหนว่างเลย ไม่ยอมถอยเลย ถ้าไม่ใช่สัปดาห์หน้า ดังนั้น ใครกันแน่ที่ไม่ยอมถอย” น.ส.ภคมนระบุ
.
น.ส.ภคมนระบุต่อว่า นี่ยังไม่นับว่าประธานวางตัวไม่เป็นกลาง แถมยังขู่ว่าถ้าคุยไม่ได้ก็ไม่ต้องคุย ขู่จะปิดประชุมท่าเดียว!!!!! ประธานมัลลิกาทำท่าเหมือนสภาเป็นสมบัติ ท่านจะคิดทำอะไรก็ได้ใครไม่พอใจก็ออกไป หนักกว่านั้น ไม่คิดว่าแทนที่ประธานจะทำหน้าที่เป็นกลาง เพื่อให้การประสานงานราบรื่น แต่กลับมาทำหน้าที่ตัวแทนพรรคการเมืองทั้งที่นี่วงเจรจา ตัวแทนที่มาในฐานะวิปทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลควรจะมาหาทางออกด้วยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และพอมาวันที่สอง ข้อเสนอก็ยังไม่ไปไหน ประธานขู่ว่าถ้าคุยไม่ได้ก็ไม่ต้องคุย คุยกันไปสักพักก็ยังไม่ไปไหน ตัวแทนพรรคฝ่ายค้านก็ทวนข้อเสนอและพยายามหาทางออก และรัฐบาลก็เสนอ 3 วันครึ่งในสัปดาห์หน้า คือเพิ่มวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม แต่เริ่มประชุมตอนบ่าย แบบนี้เรียก 3 วันครึ่ง ไม่ใช่ 4 วัน
.
“ในเมื่อคุยกันไม่ได้ หาทางออกไม่ได้ ประธานก็ใช้อำนาจตลอดเวลา แทนที่จะหามางออก ตัวแทนพรรคฝ่ายค้านก็วอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุม แต่ต้องยืนยันว่าก่อนจะวอล์กเอาต์ได้พยายามหาทางออกแล้ว” น.ส.ภคมนยืนยัน
.
https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/1068424712893879
.
.
ศุภโชติ อัดรบ.ล้มเหลวแก้น้ำมันแพง จี้ปฏิรูปโครงสร้าง-เก็บภาษีลาภลอย ซัดเจอขาใหญ่ก็ปากกล้าขาสั่น https://www.matichon.co.th/politics/news_5944981
.
‘ศุภโชติ’ อัด ‘รัฐบาล’ ล้มเหลวแก้ปัญหาน้ำมันแพง งัดทุกกระบวนท่าประคองราคาเฉพาะหน้า จี้ปฏิรูปโครงสร้างราคา-จัดเก็บภาษีลาภลอย-ปราบน้ำมันเถื่อนจริงจัง จวก เจอขาใหญ่ที่ท้ายซอย ก็ปากกล้าขาสั่น
.
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายศุภโชติ ไชยสัจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาล จนแทบไม่เหลือเครื่องมือในการรับมือวิกฤตพลังงาน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบทะลุ 1 แสนล้านบาทแล้ว ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระประชาชน เนื่องจากมีข้อจำกัดทางการคลังอย่างหนัก
.
นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการงัดทุกกระบวนท่าและหาเงินจากทุกกระเป๋า เช่น มีแนวคิดดึงเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาเสริมสภาพคล่อง ทั้งที่งบประมาณส่วนนี้ควรนำไปลงทุนเพื่อลดการใช้พลังงานระยะยาว ตลอดจนการพิจารณานำเงินปันผลที่กระทรวงการคลังได้รับจากการถือหุ้นในบริษัทน้ำมันมาช่วยประคองราคา
.
นายศุภโชติ กล่าวอีกว่า แต่มาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ กลับยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ แม้ที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะเคยพูดถึงการทบทวนโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันของตนเอง การอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มีค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงและไม่เป็นธรรมต่อประชาชน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างถาวรอย่างไร
.
นายศุภโชติ กล่าวอีกว่า 2.การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ในช่วงที่ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง ผู้ประกอบการพลังงานบางรายกลับทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากสถานการณ์วิกฤต โดยโรงกลั่นบางแห่งมีกำไรสูงเป็นประวัติการณ์หลักหมื่นล้านบาท สะท้อนว่ามาตรการควบคุมกำไรพิเศษหน้าโรงกลั่นไม่เพียงพอ หลายประเทศในยุโรปจึงมีการใช้มาตรการภาษีลาภลอย เพื่อจัดเก็บกำไรส่วนเกินนำกลับมาบรรเทาภาระประชาชน แต่ประเทศไทยกลับยังไม่มีการจัดเก็บอย่างเป็นรูปธรรม
.
นายศุภโชติ กล่าวด้วยว่า และ 3.ปัญหาการลักลอบค้าน้ำมัน การกักตุนน้ำมัน การหลีกเลี่ยงภาษี และการกระทำผิดอื่นๆ ในธุรกิจน้ำมัน แม้รัฐบาลจะประกาศจัดการอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่สังคมต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการตั้งคณะทำงาน แต่คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งจำนวนการจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่ การดำเนินคดี การยึดทรัพย์ และการปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมและรักษาประโยชน์ทางการคลังของประเทศ
.
“ปัญหาของพี่น้องประชาชนในประเทศเรา จึงไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันแพงครับ แต่เป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ที่ไม่สามารถแม้แต่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตัวเองเคยประกาศไว้ได้ ประกาศจะสู้สุดซอย เจอขาใหญ่ที่ท้ายซอย ก็ปากกล้าขาสั่น” นายศุภโชติ กล่าว
.
.
ดราม่ากะเพรา 4 สายพันธุ์ แม่ค้า-ชาวบ้าน หวั่นกระทบอาชีพ จี้รัฐแจงให้ชัด
https://www.matichon.co.th/region/news_5944731
.
ดราม่ากะเพรา 4 สายพันธุ์ แม่ค้า-ชาวบ้าน หวั่นกระทบอาชีพ จี้รัฐแจงให้ชัด
.
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม จากกรณีบริษัทเอกชนรายใหญ่ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ ภายใต้ชื่อ “แก้วจุรี 01 – 04” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะเพื่อให้ได้ลักษณะที่เหมาะกับการเป็นวัตถุดิบอาหารกล่องสำเร็จรูป และสิทธิคุ้มครองครอบคลุมเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองเท่านั้น โดยห้ามนำเมล็ดหรือต้นพันธุ์ไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของพันธุ์ หากฝ่าฝืนสิทธิหรือข้อตกลง มีโทษปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542
.
ซึ่งหลังจากเรื่องนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสดราม่าขึ้น เพราะมีการเข้าใจข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนเกิดความกังวลไปต่างๆ นานา ว่า เป็นการจดสิทธิบัตรกะเพราทุกชนิดของบริษัทเอกชน ประชาชนจะปลูกกะเพราที่บ้านไว้ขายไม่ได้ ส่วนแม่ค้าในตลาดก็ขายใบกะเพราแข่งกับเอกชนไม่ได้ หรือทำผัดกะเพราขายไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า “ไม่เป็นความจริง” แต่ประเด็นร้อนแรงนี้ ยังคงเป็นที่พูดถึงกันอยู่ เพราะยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงทำให้รู้กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ
.
อย่างเช่น นางสมพร ดีดพิมาย อายุ 60 ปี แม่ค้าขายผักในตลาดสดพิมายเมืองใหม่ อำเภอพิมาย กล่าวว่า ตนเป็นแม่ค้าขายผักในตลาดได้ไม่นาน แต่ตนปลูกผักขายที่บ้าน แล้วส่งขายเช่นกัน ค้าขายเลี้ยงชีพด้วยผักเหล่านี้ ถ้าเอกชนจะจดสิทธิบัตรกะเพราทุกชนิดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะกระทบคนปลูก-คนขายไปหมด จึงไม่เห็นด้วยถ้าเป็นการจดสิทธิบัตรกะเพราทุกชนิด แต่หากจดสิทธิบัตรแค่กะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาเท่านั้น ตนก็ไม่มีปัญหา เพราะกะเพรานำไปเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย จึงเป็นที่นิยม ซึ่งตอนนี้กะเพราทั่วไปจะขายประมาณกิโลกรัมละ 80-90 บาท ถ้ารับมาเป็นกำ จะรับมาในราคา 5 กำ 20 บาท แล้วนำมาแบ่งขาย ในราคากำละ 5 บาท หรือ 10 บาท ก็ขายได้เรื่อยๆ
.
ด้านนางสุทิน พิพัฒน์ทะเล อายุ 68 ปี ชาวบ้านส่วน หมู่ 3 ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา บอกว่า ไม่เห็นดีด้วย เพราะถ้านำมาปลูกแล้วไม่ให้จำหน่าย ชาวบ้านก็ไม่มีรายได้ จึงอยากจะรู้ว่ารัฐบาลทำไปเพื่ออะไร แค่นี้ประชาชนก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว ของบริโภคก็ขึ้นราคาทุกอย่าง อยากให้รัฐบาลชี้แจงให้ชาวบ้าน ประชาชนรากหญ้าเข้าใจด้วย
.
ขณะที่นายสงวน สนั่นไพร อายุ 73 ปี ชาวบ้านส่วน หมู่ 3 ต.ในเมือง อ.พิมาย อีกราย บอกว่า ตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลพูดไม่ชัดเจน ต้องพูดให้เกษตรกรหรือชาวบ้านเข้าใจ ว่า ข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะชาวบ้านก็ปลูกกะเพราทั่วไปไว้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งบางคนจะปลูกกะเพราขายบ้างก็เป็นเรื่องปกติ จึงอยากให้รัฐบาลออกมาชี้แจงให้ชัด ว่าการปลูกหรือการขายกะเพรา 4 สายพันธุ์ ที่เอกชนจดสิทธิบัตร ชาวบ้านหรือพ่อค้าแม่ค้าสามารถจะทำอะไรได้บ้างที่จะไม่ไปกระทบสิทธิและจะไม่ทำให้ได้รับความเดือดร้อน รวมถึง ประชาชนทั่วไปจะได้ประโยชน์อะไรกับการจดสิทธิบัตรครั้งนี้ ออกมาชี้แจงให้ชัดเจนด้วย