บ้านที่ไม่มีใครไว้ใจ
The House That Hides the Truth
ฉากที่ 1 — ถนนชนบท / ร้านขายของชำ / บ้านลุงประจักษ์
เวลา: ใกล้ค่ำ
เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังสม่ำเสมอไปตามถนนชนบท สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และบ้านเรือนที่อยู่ห่างกัน ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เมฆสีเทาปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นแสงอาทิตย์
แพรนั่งซ้อนท้ายคิน มือหนึ่งจับเอวแฟนหนุ่ม อีกมือจับโทรศัพท์เพื่อดูเส้นทาง
แพร: “คิน อีกไกลไหมอะ?”
คิน: “อีกประมาณครึ่งชั่วโมงมั้ง ทำไม ง่วงแล้วเหรอ?”
แพร: “ไม่ได้ง่วง แค่รู้สึกว่าถนนมันเงียบแปลก ๆ”
คินหัวเราะเบา ๆ
คิน: “ก็เราขับออกมานอกเมืองแล้ว จะให้รถติดเหมือนในเมืองหรือไง”
แพรยิ้ม แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น เธอสังเกตเห็นรถกระบะสีเข้มคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนนข้างหน้า ไฟหน้ารถดับสนิท กระจกมืดจนมองไม่เห็นคนข้างใน
มอเตอร์ไซค์ขับผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แพรหันกลับไปมองรถคันนั้นจนลับสายตา
คิน: “มองอะไร?”
แพร: “เปล่า เหมือนมีคนอยู่ในรถ”
คิน: “ก็รถจอดอยู่ คนจะอยู่ก็ไม่แปลกนี่”
แพร: “เออ ก็จริง”
ทั้งคู่ขับต่อไปอีกไม่กี่นาที ก่อนเครื่องยนต์จะกระตุกสองครั้งแล้วดับลงอย่างกะทันหัน
คินพยายามบิดกุญแจสตาร์ต เครื่องยนต์ส่งเสียงเพียงครั้งเดียวก่อนเงียบสนิท
แพร: “อ้าว เป็นอะไรอะ?”
คิน: “ไม่รู้ เดี๋ยวลองใหม่ก่อน”
คินสตาร์ตรถอีกสองสามครั้ง แต่เครื่องยนต์ก็ยังไม่ติด เขาจึงลงจากรถแล้วตรวจดูบริเวณเครื่องยนต์เบื้องต้น ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแผนที่
คิน: “มีอู่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ห่างไปประมาณสองกิโล”
แพร: “แล้วเราจะทำยังไง รถก็สตาร์ตไม่ติดแล้ว”
คิน: “เดี๋ยวลองโทรถามก่อนก็ได้”
คินโทรไปตามหมายเลขของอู่ที่ค้นเจอ แต่ไม่มีใครรับสาย เขาลองโทรซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลง
แพรมองไปรอบ ๆ ถนนที่เริ่มมืดลง ก่อนสังเกตเห็นแสงไฟจากร้านขายของชำเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
แพร: “คิน ตรงนั้นมีร้านขายของชำ เราเข็นรถไปจอดไว้ก่อนไหม ฝนเหมือนจะตกแล้ว”
คินเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนพยักหน้า ทั้งสองช่วยกันเข็นมอเตอร์ไซค์ไปจอดหน้าร้าน
เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคนที่กำลังจัดสินค้าอยู่ เมื่อเห็นทั้งคู่เข็นรถเข้ามา เธอจึงเดินออกมาถาม
เจ้าของร้าน: “รถเสียเหรอจ๊ะ?”
คิน: “ครับป้า พอดีสตาร์ตไม่ติด แถวนี้มีอู่ซ่อมรถไหมครับ?”
เจ้าของร้าน: “มีจ้ะ อยู่ท้ายหมู่บ้าน เดินตรงไปจนถึงทางแยกแล้วเลี้ยวซ้าย แต่ไม่รู้ว่าป่านนี้ยังเปิดอยู่หรือเปล่านะ”
คินเปิดแผนที่ดูอีกครั้ง ก่อนหันมาหาแพร
คิน: “แพรรอที่นี่ก่อนนะ เราจะเดินไปดูที่อู่ ถ้าเปิดจะให้ช่างมาดูรถ ถ้าปิดเดี๋ยวเรากลับมา”
แพร: “ไปด้วยกันไม่ได้เหรอ?”
คิน: “ถ้าไปทั้งคู่ก็ต้องทิ้งรถไว้ตรงนี้อยู่ดี เดินไปกลับตั้งหลายกิโล แพรอยู่ในร้านกับป้าเขาก่อนนะ ถ้าติดต่อช่างได้เราจะรีบโทรมา”
แพรมองท้องฟ้าอย่างลังเล แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
แพร: “โอเค แต่ถึงแล้วโทรมาบอกด้วยนะ”
คิน: “ได้ รอเราก่อน อย่าเพิ่งไปไหนล่ะ”
คินเดินออกไปตามถนนพร้อมโทรศัพท์ในมือ แพรมองตามจนเขาหายลับไปหลังแนวต้นไม้ ก่อนจะหันกลับเข้าไปนั่งในร้าน
ไม่นาน ฝนก็เริ่มตกลงมา จากละอองบาง ๆ กลายเป็นสายฝนที่กระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสี
แพรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แต่ยังไม่มีข้อความจากคิน เธอลองโทรหาเขา ทว่าปลายสายไม่มีคนรับ
เจ้าของร้าน: “แฟนหนูไปตามช่างเหรอ?”
แพร: “ค่ะป้า เขาบอกว่าจะไปดูที่อู่ก่อน”
เจ้าของร้านมองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าถนนเริ่มมืดสนิท
เจ้าของร้าน: “ถ้าฝนยังไม่หยุด คงต้องรอนานหน่อยนะจ๊ะ แถวนี้กลางคืนไม่ค่อยมีรถผ่าน”
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง คินยังไม่ติดต่อกลับมา แพรโทรหาเขาอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีคนรับ เธอเริ่มกระวนกระวายและเดินไปยืนหน้าร้าน มองถนนที่แทบไม่มีแสงไฟ
ในที่สุด เจ้าของร้านก็เริ่มเก็บของเตรียมปิดร้าน
แพร: “ป้าจะปิดร้านแล้วเหรอคะ?”
เจ้าของร้าน: “จ้ะ ป้าต้องกลับไปดูแม่ที่บ้านน่ะ หนูลองโทรหาแฟนอีกทีนะ ถ้ายังติดต่อไม่ได้ บ้านผู้ใหญ่ประจักษ์อยู่เลยทางแยกไปไม่ไกล เขามักช่วยคนที่เดือดร้อนอยู่แถวนี้”
แพรลังเล ก่อนจะมองโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง ไม่มีสายเรียกเข้าหรือข้อความใหม่จากคิน
แพร: “แล้วหนูจะไปถูกเหรอคะ?”
เจ้าของร้านหยิบกระดาษใบเล็กขึ้นมา เขียนทางไปบ้านลุงประจักษ์ให้ พร้อมกำชับให้แพรเดินตามถนนใหญ่ อย่าลัดผ่านสวนมืด ๆ
เจ้าของร้าน: “เดินตรงไปจนเจอศาลาเก่า แล้วเลี้ยวซ้าย บ้านหลังนั้นมีรั้วไม้สีน้ำตาล ถ้าถึงแล้วก็เคาะประตูเรียกได้เลย”
แพรขอบคุณเจ้าของร้าน ก่อนสวมเสื้อคลุมและออกไปท่ามกลางสายฝน
ถนนที่เคยเห็นชัดตอนกลางวันตอนนี้มืดจนแทบมองไม่เห็นทาง แพรเดินตามคำบอกอย่างระมัดระวัง เสียงฝีเท้าของตัวเองปะปนกับเสียงฝนและเสียงสัตว์ที่ร้องอยู่ในความมืด
ในที่สุด เธอก็มาถึงบ้านไม้หลังหนึ่งที่มีรั้วสีน้ำตาลตามที่เจ้าของร้านบอก ไฟบริเวณหน้าบ้านยังเปิดอยู่
แพรยกมือเคาะประตู
ครู่หนึ่ง ชายสูงวัยคนหนึ่งก็เปิดประตูออกมา เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มและมองแพรตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ลุงประจักษ์: “มาหาใครหรือหนู?”
แพร: “ขอโทษนะคะ หนูชื่อแพรค่ะ รถเสียอยู่แถวร้านขายของชำ แล้วฝนตกหนักมาก ป้าเจ้าของร้านบอกให้มาขอหลบฝนที่นี่ก่อนค่ะ”
ชายสูงวัยนิ่งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินชื่อร้าน ก่อนจะมองเลยไปด้านหลังแพรราวกับกำลังตรวจดูว่ามีใครตามเธอมาหรือไม่
ลุงประจักษ์: “แล้วมากับใคร?”
แพร: “มากับแฟนค่ะ เขาเดินไปตามช่างที่อู่ แต่ตอนนี้ยังติดต่อไม่ได้”
ลุงประจักษ์ไม่ได้ถามต่อทันที เขาเปิดประตูกว้างขึ้นเล็กน้อย
ลุงประจักษ์: “เข้ามาก่อนเถอะ เปียกหมดแล้ว”
ภายในบ้านเงียบกว่าที่แพรคิด มีเพียงเสียงนาฬิกาแขวนผนังที่ดังเป็นจังหวะ ลุงประจักษ์หยิบผ้าขนหนูผืนหนึ่งกับน้ำดื่มมาให้ ก่อนเดินไปปิดหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่
แพรนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง
ลุงประจักษ์: “โทรหาแฟนแล้วใช่ไหม?”
แพร: “ค่ะ แต่เขาไม่รับสายเลย”
ลุงประจักษ์มองโทรศัพท์ของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
ลุงประจักษ์: “เขารู้ไหมว่าหนูมาที่นี่?”
แพรชะงักเล็กน้อย
แพร: “ยังค่ะ หนูไม่รู้ว่าจะต้องมาที่นี่”
ชายสูงวัยพยักหน้าช้า ๆ แล้วหันไปมองนาฬิกาบนผนัง
ลุงประจักษ์: “คืนนี้ถ้าฝนยังไม่หยุด ก็พักที่นี่ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยหาทางกลับ”
แพรรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมชายคนนี้ถึงถามเรื่องคินหลายครั้ง
ขณะที่ลุงประจักษ์เดินเข้าไปในครัว โทรศัพท์ของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นขึ้น หน้าจอสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะดับไป
แพรเหลือบมองโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่ทันเห็นชื่อคนโทรเข้า
ไม่นาน ลุงประจักษ์ก็เดินกลับมาพร้อมแก้วน้ำอีกใบ
ลุงประจักษ์: “หนูแพร”
แพร: “คะ?”
ลุงประจักษ์: “ถ้าพรุ่งนี้มีใครถามว่าคืนนี้หนูอยู่ที่ไหน ให้บอกไปตามจริงทุกอย่างนะ อย่าปิดบังอะไร แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ”
แพรมองเขาด้วยความสงสัย
แพร: “ทำไมเหรอคะ?”
ลุงประจักษ์นิ่งไป ก่อนตอบสั้น ๆ
ลุงประจักษ์: “เพราะบางครั้ง คนที่ดูเหมือนกำลังช่วยเรา อาจไม่ได้อยากให้เราปลอดภัยอย่างที่คิด”
แพรเงียบไปทันที
เธอมองชายสูงวัยตรงหน้า พยายามอ่านสีหน้าของเขา แต่กลับไม่พบอะไรนอกจากแววตาที่สงบนิ่ง
แพร: “ลุงหมายถึงใครคะ?”
ลุงประจักษ์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงเดินไปหยิบหมอนกับผ้าห่มมาวางไว้บนโซฟา
ลุงประจักษ์: “พักเถอะหนู พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
แพรนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา เสียงฝนยังคงดังอยู่ด้านนอก เธอมองประตูบ้านที่ปิดสนิท ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง
ไม่มีข้อความจากคิน
และในความเงียบของบ้านหลังนั้น แพรเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่ทำให้เธอกลัวที่สุดคือการที่คินหายไป หรือการที่คนแปลกหน้าตรงหน้าดูเหมือนจะรู้เรื่องบางอย่างที่เธอไม่รู้เลย
ตัดภาพเป็นสีดำ
เรื่องในฝัน : บ้านที่ไม่มีใครไว้ใจ
The House That Hides the Truth
ฉากที่ 1 — ถนนชนบท / ร้านขายของชำ / บ้านลุงประจักษ์
เวลา: ใกล้ค่ำ
เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังสม่ำเสมอไปตามถนนชนบท สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และบ้านเรือนที่อยู่ห่างกัน ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เมฆสีเทาปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นแสงอาทิตย์
แพรนั่งซ้อนท้ายคิน มือหนึ่งจับเอวแฟนหนุ่ม อีกมือจับโทรศัพท์เพื่อดูเส้นทาง
แพร: “คิน อีกไกลไหมอะ?”
คิน: “อีกประมาณครึ่งชั่วโมงมั้ง ทำไม ง่วงแล้วเหรอ?”
แพร: “ไม่ได้ง่วง แค่รู้สึกว่าถนนมันเงียบแปลก ๆ”
คินหัวเราะเบา ๆ
คิน: “ก็เราขับออกมานอกเมืองแล้ว จะให้รถติดเหมือนในเมืองหรือไง”
แพรยิ้ม แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น เธอสังเกตเห็นรถกระบะสีเข้มคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนนข้างหน้า ไฟหน้ารถดับสนิท กระจกมืดจนมองไม่เห็นคนข้างใน
มอเตอร์ไซค์ขับผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แพรหันกลับไปมองรถคันนั้นจนลับสายตา
คิน: “มองอะไร?”
แพร: “เปล่า เหมือนมีคนอยู่ในรถ”
คิน: “ก็รถจอดอยู่ คนจะอยู่ก็ไม่แปลกนี่”
แพร: “เออ ก็จริง”
ทั้งคู่ขับต่อไปอีกไม่กี่นาที ก่อนเครื่องยนต์จะกระตุกสองครั้งแล้วดับลงอย่างกะทันหัน
คินพยายามบิดกุญแจสตาร์ต เครื่องยนต์ส่งเสียงเพียงครั้งเดียวก่อนเงียบสนิท
แพร: “อ้าว เป็นอะไรอะ?”
คิน: “ไม่รู้ เดี๋ยวลองใหม่ก่อน”
คินสตาร์ตรถอีกสองสามครั้ง แต่เครื่องยนต์ก็ยังไม่ติด เขาจึงลงจากรถแล้วตรวจดูบริเวณเครื่องยนต์เบื้องต้น ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแผนที่
คิน: “มีอู่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ห่างไปประมาณสองกิโล”
แพร: “แล้วเราจะทำยังไง รถก็สตาร์ตไม่ติดแล้ว”
คิน: “เดี๋ยวลองโทรถามก่อนก็ได้”
คินโทรไปตามหมายเลขของอู่ที่ค้นเจอ แต่ไม่มีใครรับสาย เขาลองโทรซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลง
แพรมองไปรอบ ๆ ถนนที่เริ่มมืดลง ก่อนสังเกตเห็นแสงไฟจากร้านขายของชำเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
แพร: “คิน ตรงนั้นมีร้านขายของชำ เราเข็นรถไปจอดไว้ก่อนไหม ฝนเหมือนจะตกแล้ว”
คินเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนพยักหน้า ทั้งสองช่วยกันเข็นมอเตอร์ไซค์ไปจอดหน้าร้าน
เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคนที่กำลังจัดสินค้าอยู่ เมื่อเห็นทั้งคู่เข็นรถเข้ามา เธอจึงเดินออกมาถาม
เจ้าของร้าน: “รถเสียเหรอจ๊ะ?”
คิน: “ครับป้า พอดีสตาร์ตไม่ติด แถวนี้มีอู่ซ่อมรถไหมครับ?”
เจ้าของร้าน: “มีจ้ะ อยู่ท้ายหมู่บ้าน เดินตรงไปจนถึงทางแยกแล้วเลี้ยวซ้าย แต่ไม่รู้ว่าป่านนี้ยังเปิดอยู่หรือเปล่านะ”
คินเปิดแผนที่ดูอีกครั้ง ก่อนหันมาหาแพร
คิน: “แพรรอที่นี่ก่อนนะ เราจะเดินไปดูที่อู่ ถ้าเปิดจะให้ช่างมาดูรถ ถ้าปิดเดี๋ยวเรากลับมา”
แพร: “ไปด้วยกันไม่ได้เหรอ?”
คิน: “ถ้าไปทั้งคู่ก็ต้องทิ้งรถไว้ตรงนี้อยู่ดี เดินไปกลับตั้งหลายกิโล แพรอยู่ในร้านกับป้าเขาก่อนนะ ถ้าติดต่อช่างได้เราจะรีบโทรมา”
แพรมองท้องฟ้าอย่างลังเล แต่สุดท้ายก็พยักหน้า
แพร: “โอเค แต่ถึงแล้วโทรมาบอกด้วยนะ”
คิน: “ได้ รอเราก่อน อย่าเพิ่งไปไหนล่ะ”
คินเดินออกไปตามถนนพร้อมโทรศัพท์ในมือ แพรมองตามจนเขาหายลับไปหลังแนวต้นไม้ ก่อนจะหันกลับเข้าไปนั่งในร้าน
ไม่นาน ฝนก็เริ่มตกลงมา จากละอองบาง ๆ กลายเป็นสายฝนที่กระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสี
แพรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แต่ยังไม่มีข้อความจากคิน เธอลองโทรหาเขา ทว่าปลายสายไม่มีคนรับ
เจ้าของร้าน: “แฟนหนูไปตามช่างเหรอ?”
แพร: “ค่ะป้า เขาบอกว่าจะไปดูที่อู่ก่อน”
เจ้าของร้านมองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าถนนเริ่มมืดสนิท
เจ้าของร้าน: “ถ้าฝนยังไม่หยุด คงต้องรอนานหน่อยนะจ๊ะ แถวนี้กลางคืนไม่ค่อยมีรถผ่าน”
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง คินยังไม่ติดต่อกลับมา แพรโทรหาเขาอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีคนรับ เธอเริ่มกระวนกระวายและเดินไปยืนหน้าร้าน มองถนนที่แทบไม่มีแสงไฟ
ในที่สุด เจ้าของร้านก็เริ่มเก็บของเตรียมปิดร้าน
แพร: “ป้าจะปิดร้านแล้วเหรอคะ?”
เจ้าของร้าน: “จ้ะ ป้าต้องกลับไปดูแม่ที่บ้านน่ะ หนูลองโทรหาแฟนอีกทีนะ ถ้ายังติดต่อไม่ได้ บ้านผู้ใหญ่ประจักษ์อยู่เลยทางแยกไปไม่ไกล เขามักช่วยคนที่เดือดร้อนอยู่แถวนี้”
แพรลังเล ก่อนจะมองโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง ไม่มีสายเรียกเข้าหรือข้อความใหม่จากคิน
แพร: “แล้วหนูจะไปถูกเหรอคะ?”
เจ้าของร้านหยิบกระดาษใบเล็กขึ้นมา เขียนทางไปบ้านลุงประจักษ์ให้ พร้อมกำชับให้แพรเดินตามถนนใหญ่ อย่าลัดผ่านสวนมืด ๆ
เจ้าของร้าน: “เดินตรงไปจนเจอศาลาเก่า แล้วเลี้ยวซ้าย บ้านหลังนั้นมีรั้วไม้สีน้ำตาล ถ้าถึงแล้วก็เคาะประตูเรียกได้เลย”
แพรขอบคุณเจ้าของร้าน ก่อนสวมเสื้อคลุมและออกไปท่ามกลางสายฝน
ถนนที่เคยเห็นชัดตอนกลางวันตอนนี้มืดจนแทบมองไม่เห็นทาง แพรเดินตามคำบอกอย่างระมัดระวัง เสียงฝีเท้าของตัวเองปะปนกับเสียงฝนและเสียงสัตว์ที่ร้องอยู่ในความมืด
ในที่สุด เธอก็มาถึงบ้านไม้หลังหนึ่งที่มีรั้วสีน้ำตาลตามที่เจ้าของร้านบอก ไฟบริเวณหน้าบ้านยังเปิดอยู่
แพรยกมือเคาะประตู
ครู่หนึ่ง ชายสูงวัยคนหนึ่งก็เปิดประตูออกมา เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มและมองแพรตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ลุงประจักษ์: “มาหาใครหรือหนู?”
แพร: “ขอโทษนะคะ หนูชื่อแพรค่ะ รถเสียอยู่แถวร้านขายของชำ แล้วฝนตกหนักมาก ป้าเจ้าของร้านบอกให้มาขอหลบฝนที่นี่ก่อนค่ะ”
ชายสูงวัยนิ่งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินชื่อร้าน ก่อนจะมองเลยไปด้านหลังแพรราวกับกำลังตรวจดูว่ามีใครตามเธอมาหรือไม่
ลุงประจักษ์: “แล้วมากับใคร?”
แพร: “มากับแฟนค่ะ เขาเดินไปตามช่างที่อู่ แต่ตอนนี้ยังติดต่อไม่ได้”
ลุงประจักษ์ไม่ได้ถามต่อทันที เขาเปิดประตูกว้างขึ้นเล็กน้อย
ลุงประจักษ์: “เข้ามาก่อนเถอะ เปียกหมดแล้ว”
ภายในบ้านเงียบกว่าที่แพรคิด มีเพียงเสียงนาฬิกาแขวนผนังที่ดังเป็นจังหวะ ลุงประจักษ์หยิบผ้าขนหนูผืนหนึ่งกับน้ำดื่มมาให้ ก่อนเดินไปปิดหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่
แพรนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง
ลุงประจักษ์: “โทรหาแฟนแล้วใช่ไหม?”
แพร: “ค่ะ แต่เขาไม่รับสายเลย”
ลุงประจักษ์มองโทรศัพท์ของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
ลุงประจักษ์: “เขารู้ไหมว่าหนูมาที่นี่?”
แพรชะงักเล็กน้อย
แพร: “ยังค่ะ หนูไม่รู้ว่าจะต้องมาที่นี่”
ชายสูงวัยพยักหน้าช้า ๆ แล้วหันไปมองนาฬิกาบนผนัง
ลุงประจักษ์: “คืนนี้ถ้าฝนยังไม่หยุด ก็พักที่นี่ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยหาทางกลับ”
แพรรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมชายคนนี้ถึงถามเรื่องคินหลายครั้ง
ขณะที่ลุงประจักษ์เดินเข้าไปในครัว โทรศัพท์ของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นขึ้น หน้าจอสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะดับไป
แพรเหลือบมองโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่ทันเห็นชื่อคนโทรเข้า
ไม่นาน ลุงประจักษ์ก็เดินกลับมาพร้อมแก้วน้ำอีกใบ
ลุงประจักษ์: “หนูแพร”
แพร: “คะ?”
ลุงประจักษ์: “ถ้าพรุ่งนี้มีใครถามว่าคืนนี้หนูอยู่ที่ไหน ให้บอกไปตามจริงทุกอย่างนะ อย่าปิดบังอะไร แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ”
แพรมองเขาด้วยความสงสัย
แพร: “ทำไมเหรอคะ?”
ลุงประจักษ์นิ่งไป ก่อนตอบสั้น ๆ
ลุงประจักษ์: “เพราะบางครั้ง คนที่ดูเหมือนกำลังช่วยเรา อาจไม่ได้อยากให้เราปลอดภัยอย่างที่คิด”
แพรเงียบไปทันที
เธอมองชายสูงวัยตรงหน้า พยายามอ่านสีหน้าของเขา แต่กลับไม่พบอะไรนอกจากแววตาที่สงบนิ่ง
แพร: “ลุงหมายถึงใครคะ?”
ลุงประจักษ์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงเดินไปหยิบหมอนกับผ้าห่มมาวางไว้บนโซฟา
ลุงประจักษ์: “พักเถอะหนู พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
แพรนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา เสียงฝนยังคงดังอยู่ด้านนอก เธอมองประตูบ้านที่ปิดสนิท ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง
ไม่มีข้อความจากคิน
และในความเงียบของบ้านหลังนั้น แพรเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่ทำให้เธอกลัวที่สุดคือการที่คินหายไป หรือการที่คนแปลกหน้าตรงหน้าดูเหมือนจะรู้เรื่องบางอย่างที่เธอไม่รู้เลย
ตัดภาพเป็นสีดำ