
- ดูรอบสื่อไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยรวมสนุก เพลิดเพลิน และตื่นตาไปกับงานภาพที่ทำออกมาสวยและงดงามทุกรูขุมขนที่แลเห็นถึงความตั้งใจในการถ่ายทำอย่างสุดซึ้ง แม้ตอนภาคแรกที่เป็นละครเมื่อปี 2559 ไม่ได้ติดตามจนจบ และภาค 2 ที่ขยับสเกลมาเป็นหนังโรงในปี 2561 ไม่เคยดูเลยก็ยังสามารถรู้เรื่องและประติดประต่อเรื่องราวภาคนี้ที่ได้เปลี่ยน Way จากความเชื่อลึกลับของอีสานมาเป็น Period เต็มตัวที่โชว์ความ Epic อภินิหาร Fantasy ที่ผสานกลิ่นอายลิเกแบบนักรบ Conan มามโนในหัวเมื่อหนังพาย้อนกลับไปไกลถึงปฐมบทหรือจุดเริ่มต้นของความรักต้องห้ามระหว่าง 2 เผ่าพันธุ์ในตำนานอย่างพญานาคและพญาครุฑ ก่อนนำไปสู่สงครามระดับมหากาพย์ที่ถ่ายทอดผ่านการเล่าขานกันมาจนเป็นความเชื่อที่ค่อย ๆ ถูกส่งกลายเป็นคำสาปสืบทอดมรดกยาวนานกว่า 2,000 ปี ประหนึ่งเป็นการ Reboot ยกเครื่องใหม่แต่ยังคงใจความสำคัญไว้โดยเฉพาะการกลับมาของคุณแต้วกับคุณเคน พระ-นางจากภาคแรก ที่มองว่าคือ Signature ที่คิดว่ายังไงต้องมีไว้เป็นเสาค้ำยันโครงให้ส่วนประกอบต่าง ๆ ใน จักรวาลชุดนี้ขับเคลื่อน ไม่ว่าปรากฏออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม

- ด้วยความที่เอ่ยไปเมื่อครู่ว่าไม่ได้ติดตามทุกอณูขุมขน จึงไม่ไปปรียบเทียบว่ามีความเกี่ยวข้องกับภาคก่อนมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อมาใน Way นี้ก็ถือว่าเป็นการปรับพื้นฐานกันใหม่ไปในตัวโดยยังมีชุดความรู้เดิมจากการดูภาคแรกหลงเหลืออยู่บ้างพอสังเขปพร้อมกับความรู้สึกถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ลอยอบอวลอยู่ในหัวตั้งแต่เริ่มรู้จักนั่นคือมันมีความเป็น Romeo & Juliet ที่แผ่ซ่านผ่านความรักของตัวพระ-นางในแบบบางเบา ก่อนจะค่อย ๆ ส่งกลิ่นฟุ้งทะลุจอมาในภาคนี้ผ่านการแสดงของพระ-นางคู่ใหม่อย่างคุณเข้ม กับ คุณต้าเหนิง ที่ถ่ายทอดบทบาทผ่าน Status ที่ยืนอยู่กันคนละฝั่งออกมาให้สัมผัสอย่างจริงจังตั้งแต่เปิดตัวไล่ ไปจนถึงการเนรมิตฉาก 2 อาณาจักรอย่างสุบรรณคีรี และ นาคนครที่ Design ออกมาได้อลังการงานสร้างจนผมนึกถึงเรื่อง 300 (2006) ในแง่ของฉากต่อสู้ และปืนใหญ่ จอมสลัด (2551) ในแง่การ Set Locations ที่ผสมผสานสถานที่จริงเข้ากับ CG ได้อย่างกลมกลืนจนบางช่วงดูไม่ออกว่าอันไหนเป็นอะไร ? ยังไม่รวมโทนสีที่เลือกใช้ , Costume ที่แต่ละคนสวมใส่ กระทั่งการออกแบบพญานาคกับพญาครุทอีก

- แม้ช่วงแรกยังมึนอยู่กับการพยายามปรับจูนวิธีการเล่าที่ได้ทำการสลับไปเล่าอีก Parts ที่เพิ่งปรากฎขึ้นมาระหว่างกำลังซึมซับเรื่องราวใน Timeline หลัก ที่มีเหล่านักแสดงสมทบ ไม่ว่าจะเป็นคุณเต้ย คุณบิ๊ก หรือคุณรัดเกล้า ทยอยเข้ามาประกบแต่พอดูไปเรื่อย ๆ จึงเริ่มประติดประต่อปมที่ปูพรมได้ทีละนิดว่าอะไรเป็นอะไร ? โดยเฉพาะเมื่อย้อนนึกถึงใจความสำคัญที่เกริ่นไว้ในเรื่องย่อว่าหนังกำลังพูดถึงอะไร ? หนังก็พาไปอย่างนั้นแล้วเข้าสู่ชนวนเหตุได้อย่างรวดเร็ว ทว่าระหว่างทางมี บางช่วงเกิดเอ๊ะกับคำพูดของตัวละคร บางอย่างที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในยุคนั้น ในเมื่อสภาพที่เป็นมีให้คิดและทำไม่กี่อย่างนอกเหนือไปจากนั้นเป็นไปได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้รวมถึงมุกตลกที่จงใจใส่เข้ามาเพื่อสร้างบรรยากาศระหว่างคนดูมีหลายจังหวะรู้สึกตะหงิดใจที่มันไม่ได้เข้ากันกับ Events หรือ Situations ที่เกิดขึ้นเท่าไหร่ ?

- เอาเหอะพอมองอีกหลายมุมมันมีเหตุผลรองรับในความหยิบมาปรุงแต่งแต่ก้าวตามขนบแบบละครอยู่เหมือนกันแล้วไม่ปฏิเสธด้วยว่าการใส่ความกุ๊กกิ๊กของพระ-นางอย่างคุณเข้มกับคุณต้าเหนิงที่ขยันประเคนมุกแจกคนละบาท 2 บาทช่วยผ่อนคลาย Situations ที่ยังคงทวีความแค้นจากสงคราม การต่อสู้ และแย่ง ชิงอำนาจ อย่างตึงเครียดทว่าความสัมพันธ์ลับ ๆ ท่ามกลางความขัดแย้งและกลิ่นเลือดไม่ได้โชว์เพียงแค่สร้างสีสันเอาใจคนดูด้วยเสียงหัวเราะเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงผ่านความรู้สึกของตัวละครที่ได้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานจนเปลี่ยนเป็นเกมส์การเมืองเชิงแนวคิดและปฏิบัติที่ทั้งคู่พยายามหนทางที่จะยุติวงจรนี้ที่มองว่าหนังพยายามสื่อสารสารให้เราใส่ใจไม่ยากเกินความพยายามค้นหานัยยะในเมื่อภาพ ที่โชว์ CG เป็นส่วนใหญ่สวยงามทุกอณุจนร้องตะโกน โอ ว้าว คอยช่วยประคองบรรยากาศให้เราจดจ่อไป Timeline ที่สลับแต่ไม่ได้ซับซ้อนจนปวดกบาลขนาดนั้น

- จนพอมาถึงช่วงเวลาที่ไม่ต้องเสียเวลาคาดการณ์อีกต่อไป เพราะยังไงก็ต้องเข้าสู่ช่วงเตรียมพร้อมรับแรงปะทะอยู่แล้ว แต่สิ่งที่หนังโอบอุ้มมาให้กลับถูกส่งอย่างรวบรัดจนไม่ทันได้ดื่มด่ำไปกับหน้างานที่กำลังเข้าที่กันอย่างละเมียดละไมให้เราได้เสพอย่างเต็มอิ่ม พอบทสรุปในช่วงไม่กี่นาทีก่อนลาเสียงในหัวผมถึงกับอุทานด้วยความตะลึงว่า “ห๊ะ!” ที่ไม่ใช่หนทางแต่กลับเป็นวิธีการที่ทำให้ผมตกใจจนนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมานี่แหล่ะแม้เป็นไปตามสิ่งที่ทราบแก่ใจกันอยู่แต่ทั้งนี้ไม่ว่าอย่างไร ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 55 นาที ซึ่งไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ายาวนานอะไร ? โดยรวมถือว่าเป็นการเปิดจักรวาลรูปแบบใหม่ที่ยังคงภาพจำที่เป็นเอกลักษณ์ไว้อยู่ในเมื่อสาร จากคำพูดหรือเพลงประกอบจากภาคแรกที่เคยสร้างปรากฏการณ์จนโด่งดังไปทั่วฟีตทั่วเมืองยังคงถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.232 นาคี 3 : ครุฑา นาคี (2569) : ยามศึกเรารบ คราวสงบเราแอบรัก
- ดูรอบสื่อไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยรวมสนุก เพลิดเพลิน และตื่นตาไปกับงานภาพที่ทำออกมาสวยและงดงามทุกรูขุมขนที่แลเห็นถึงความตั้งใจในการถ่ายทำอย่างสุดซึ้ง แม้ตอนภาคแรกที่เป็นละครเมื่อปี 2559 ไม่ได้ติดตามจนจบ และภาค 2 ที่ขยับสเกลมาเป็นหนังโรงในปี 2561 ไม่เคยดูเลยก็ยังสามารถรู้เรื่องและประติดประต่อเรื่องราวภาคนี้ที่ได้เปลี่ยน Way จากความเชื่อลึกลับของอีสานมาเป็น Period เต็มตัวที่โชว์ความ Epic อภินิหาร Fantasy ที่ผสานกลิ่นอายลิเกแบบนักรบ Conan มามโนในหัวเมื่อหนังพาย้อนกลับไปไกลถึงปฐมบทหรือจุดเริ่มต้นของความรักต้องห้ามระหว่าง 2 เผ่าพันธุ์ในตำนานอย่างพญานาคและพญาครุฑ ก่อนนำไปสู่สงครามระดับมหากาพย์ที่ถ่ายทอดผ่านการเล่าขานกันมาจนเป็นความเชื่อที่ค่อย ๆ ถูกส่งกลายเป็นคำสาปสืบทอดมรดกยาวนานกว่า 2,000 ปี ประหนึ่งเป็นการ Reboot ยกเครื่องใหม่แต่ยังคงใจความสำคัญไว้โดยเฉพาะการกลับมาของคุณแต้วกับคุณเคน พระ-นางจากภาคแรก ที่มองว่าคือ Signature ที่คิดว่ายังไงต้องมีไว้เป็นเสาค้ำยันโครงให้ส่วนประกอบต่าง ๆ ใน จักรวาลชุดนี้ขับเคลื่อน ไม่ว่าปรากฏออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม
- ด้วยความที่เอ่ยไปเมื่อครู่ว่าไม่ได้ติดตามทุกอณูขุมขน จึงไม่ไปปรียบเทียบว่ามีความเกี่ยวข้องกับภาคก่อนมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อมาใน Way นี้ก็ถือว่าเป็นการปรับพื้นฐานกันใหม่ไปในตัวโดยยังมีชุดความรู้เดิมจากการดูภาคแรกหลงเหลืออยู่บ้างพอสังเขปพร้อมกับความรู้สึกถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ลอยอบอวลอยู่ในหัวตั้งแต่เริ่มรู้จักนั่นคือมันมีความเป็น Romeo & Juliet ที่แผ่ซ่านผ่านความรักของตัวพระ-นางในแบบบางเบา ก่อนจะค่อย ๆ ส่งกลิ่นฟุ้งทะลุจอมาในภาคนี้ผ่านการแสดงของพระ-นางคู่ใหม่อย่างคุณเข้ม กับ คุณต้าเหนิง ที่ถ่ายทอดบทบาทผ่าน Status ที่ยืนอยู่กันคนละฝั่งออกมาให้สัมผัสอย่างจริงจังตั้งแต่เปิดตัวไล่ ไปจนถึงการเนรมิตฉาก 2 อาณาจักรอย่างสุบรรณคีรี และ นาคนครที่ Design ออกมาได้อลังการงานสร้างจนผมนึกถึงเรื่อง 300 (2006) ในแง่ของฉากต่อสู้ และปืนใหญ่ จอมสลัด (2551) ในแง่การ Set Locations ที่ผสมผสานสถานที่จริงเข้ากับ CG ได้อย่างกลมกลืนจนบางช่วงดูไม่ออกว่าอันไหนเป็นอะไร ? ยังไม่รวมโทนสีที่เลือกใช้ , Costume ที่แต่ละคนสวมใส่ กระทั่งการออกแบบพญานาคกับพญาครุทอีก
- แม้ช่วงแรกยังมึนอยู่กับการพยายามปรับจูนวิธีการเล่าที่ได้ทำการสลับไปเล่าอีก Parts ที่เพิ่งปรากฎขึ้นมาระหว่างกำลังซึมซับเรื่องราวใน Timeline หลัก ที่มีเหล่านักแสดงสมทบ ไม่ว่าจะเป็นคุณเต้ย คุณบิ๊ก หรือคุณรัดเกล้า ทยอยเข้ามาประกบแต่พอดูไปเรื่อย ๆ จึงเริ่มประติดประต่อปมที่ปูพรมได้ทีละนิดว่าอะไรเป็นอะไร ? โดยเฉพาะเมื่อย้อนนึกถึงใจความสำคัญที่เกริ่นไว้ในเรื่องย่อว่าหนังกำลังพูดถึงอะไร ? หนังก็พาไปอย่างนั้นแล้วเข้าสู่ชนวนเหตุได้อย่างรวดเร็ว ทว่าระหว่างทางมี บางช่วงเกิดเอ๊ะกับคำพูดของตัวละคร บางอย่างที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในยุคนั้น ในเมื่อสภาพที่เป็นมีให้คิดและทำไม่กี่อย่างนอกเหนือไปจากนั้นเป็นไปได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้รวมถึงมุกตลกที่จงใจใส่เข้ามาเพื่อสร้างบรรยากาศระหว่างคนดูมีหลายจังหวะรู้สึกตะหงิดใจที่มันไม่ได้เข้ากันกับ Events หรือ Situations ที่เกิดขึ้นเท่าไหร่ ?
- เอาเหอะพอมองอีกหลายมุมมันมีเหตุผลรองรับในความหยิบมาปรุงแต่งแต่ก้าวตามขนบแบบละครอยู่เหมือนกันแล้วไม่ปฏิเสธด้วยว่าการใส่ความกุ๊กกิ๊กของพระ-นางอย่างคุณเข้มกับคุณต้าเหนิงที่ขยันประเคนมุกแจกคนละบาท 2 บาทช่วยผ่อนคลาย Situations ที่ยังคงทวีความแค้นจากสงคราม การต่อสู้ และแย่ง ชิงอำนาจ อย่างตึงเครียดทว่าความสัมพันธ์ลับ ๆ ท่ามกลางความขัดแย้งและกลิ่นเลือดไม่ได้โชว์เพียงแค่สร้างสีสันเอาใจคนดูด้วยเสียงหัวเราะเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงผ่านความรู้สึกของตัวละครที่ได้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานจนเปลี่ยนเป็นเกมส์การเมืองเชิงแนวคิดและปฏิบัติที่ทั้งคู่พยายามหนทางที่จะยุติวงจรนี้ที่มองว่าหนังพยายามสื่อสารสารให้เราใส่ใจไม่ยากเกินความพยายามค้นหานัยยะในเมื่อภาพ ที่โชว์ CG เป็นส่วนใหญ่สวยงามทุกอณุจนร้องตะโกน โอ ว้าว คอยช่วยประคองบรรยากาศให้เราจดจ่อไป Timeline ที่สลับแต่ไม่ได้ซับซ้อนจนปวดกบาลขนาดนั้น
- จนพอมาถึงช่วงเวลาที่ไม่ต้องเสียเวลาคาดการณ์อีกต่อไป เพราะยังไงก็ต้องเข้าสู่ช่วงเตรียมพร้อมรับแรงปะทะอยู่แล้ว แต่สิ่งที่หนังโอบอุ้มมาให้กลับถูกส่งอย่างรวบรัดจนไม่ทันได้ดื่มด่ำไปกับหน้างานที่กำลังเข้าที่กันอย่างละเมียดละไมให้เราได้เสพอย่างเต็มอิ่ม พอบทสรุปในช่วงไม่กี่นาทีก่อนลาเสียงในหัวผมถึงกับอุทานด้วยความตะลึงว่า “ห๊ะ!” ที่ไม่ใช่หนทางแต่กลับเป็นวิธีการที่ทำให้ผมตกใจจนนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมานี่แหล่ะแม้เป็นไปตามสิ่งที่ทราบแก่ใจกันอยู่แต่ทั้งนี้ไม่ว่าอย่างไร ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 55 นาที ซึ่งไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ายาวนานอะไร ? โดยรวมถือว่าเป็นการเปิดจักรวาลรูปแบบใหม่ที่ยังคงภาพจำที่เป็นเอกลักษณ์ไว้อยู่ในเมื่อสาร จากคำพูดหรือเพลงประกอบจากภาคแรกที่เคยสร้างปรากฏการณ์จนโด่งดังไปทั่วฟีตทั่วเมืองยังคงถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้