แรงงานไทยอ่อนแอ
น้ำท่วมซ้ำเติม 1.69 ล้านคน
'เด็กรุ่นใหม่' ตกงานสูงสุดในรอบ 4 ปี
สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ
โดยข้อมูลล่าสุดในเดือนตุลาคม 2569
ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางที่พุ่งสูงขึ้นจากหลายปัจจัยรวมกัน
.
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปลายปีนี้ สรุปอย่างตรงไปตรงมา คือ ไม่ดี
.
เพราะแนวโน้มการวิเคราะห์ของบรรดาศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ไปในทางเดียวกันว่า ของจะแพงขึ้น
และอัตราว่างงานสูง ทั้งจากคนหางานไม่ได้ และคนที่ตกงาน
.
ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เพิ่งบอกว่า ตัวเลขคนไม่มีงานทำ อาจจะทะลุ 4 แสนคน
ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยสูงขนาดนี้มาก่อนในรอบเกือบ 2 ปี
และที่น่าเป็นห่วง คือ เด็กจบใหม่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงไม่มีงานทำมากที่สุด
ข้อมูลการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ล่าสุด กำลังตอกย้ำไปในทางเดียวกัน
.
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ที่เพิ่งเปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้พูดถึงประเด็น ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่แม้เทียบจากสัดส่วน GDP จะลดลง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงสถานการณ์จะดีขึ้น
.
[เด็กเรียนจบช่วงตลาดงานอ่อนแอ]
.
SCB EIC อธิบายไว้ว่า ตลาดแรงงานอ่อนแอลงชัดเจน ทั้งการว่างงานเพิ่มขึ้น ชั่วโมงทำงานลดลง และค่าจ้างที่แท้จริงฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งซ้ำเติมตลาดแรงงาน
.
โดยการว่างงานเดือน ส.ค. เร่งขึ้นเป็น 1.2% สูงสุดในรอบ 26 เดือน
ขณะที่ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม ม.33 ยังอยู่ในระดับสูงที่ 2.46%
ที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษ คือ อัตราการว่างงานเยาวชน (อายุ 15-24 ปี) เร่งสูงขึ้นแตะ 6.9% ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี
.
ขณะที่คุณภาพการจ้างงานยังถูกกดดัน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ผู้ทำงานต่ำระดับ
(ทำงานน้อยกว่า 35 ชม./สัปดาห์) เพิ่มขึ้น 7.4%
และผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 4.9 % ขณะที่ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง 0.4% ในช่วงครึ่งแรกของปี
.
ส่วนค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานในระบบ และแรงงานอิสระ มีลักษณะ K-shaped ชัดขึ้น
.
ค่าจ้างที่แท้จริงในระบบขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.8% ขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานนอกระบบ หดตัวมากกว่า 10% ในไตรมาส 2/2026 เทียบกับปี 2024
สิ่งนี้ไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจเราดีหรือแย่ แต่เป็นการเหลื่อมล้ำที่เห็นชัดๆ คือ กลุ่มที่เติบโตก็ดีวันดีคืน ขณะที่กลุ่มประสบปัญหา ก็มีแต่จะแย่ลง ฉีกออกจากกันเรื่อยๆ เหมือนแขนขาของตัว K
[น้ำท่วมเติมทุกข์หนัก]
.
สำหรับ เหตุการณ์น้ำท่วมช่วง ก.ย. – ต.ค. ซ้ำเติมความเปราะบางครัวเรือน SCB EIC ประเมินว่าแรงงานราว 1.69 ล้านคน ได้รับผลกระทบครั้งนี้
ส่วนใหญ่กระจุกตัวใน กทม. และปริมณฑล โดยเฉพาะแรงงานภาคบริการ และแรงงานนอกระบบที่ได้ค่าจ้างรายวัน
ถ้าเจาะในเชิงพื้นที่ SCB EIC มองว่า ‘สมุทรปราการ’ เป็นจังหวัดที่มีแรงงานได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุด 445,000 คน รองลงมาคือกรุงเทพฯ ปทุมธานี ชลบุรี และนครนายก
โดยก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เพิ่งออกรายงานประเมินเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า ภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวในปีก่อน
[ถามว่าตัวเลขนี้ น่ากังวลมากแค่ไหน?]
คำตอบคือ
ตัวเลขว่างงานที่สูงระดับ 4 แสนคน ถ้าไม่นับตอนนี้ ก็ต้องย้อนไปตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ปี 2567 โน่นเลย
และที่น่ากังวลกว่านั้น เมื่อแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่า กว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมด
คิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน อยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ คือ อายุ 20-24 ปี หรือ
นับเป็นจังหวะเดียวกับที่ไทยกำลังมีบัณฑิตจบใหม่ออกสู่ตลาดแรงงานตอนนี้พอดี
ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ข้อมูลว่า มีเด็กจบใหม่ปี 2568 จำนวน 3 แสน 2 หมื่นคน
.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โฟกัสไปที่เด็กจบใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า
หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กจบใหม่ยังว่างงานในสัดส่วนสูง คือ
ปัญหา ‘Skills Mismatch’
ขยายความ คือ คาดว่า ในช่วงปี 2568-2572 ไทยจะมีความต้องการแรงงานทักษะสูง
เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อีกราว 1.1 ล้านตำแหน่ง
โดยเฉพาะในอุตสาหรรมการบิน และโลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม รวมถึงดิจิทัล สัดส่วนรวมๆ กันกว่า 69%
แต่กลับสวนทางกับข้อมูล ที่บอกว่า เด็กไทยมากถึง 63% ยังจบการศึกษาในสายมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์
โดยที่มีเด็กที่จบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 25% และสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ 12%


ขณะที่ สัดส่วนเด็กที่จบด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) เทียบกับจำนวนเด็กที่จบการศึกษาทั้งหมด ก็มีแนวโน้มลดลง จาก 23.2% ในปี 2563 เหลือเพียง 22.3% ในปี 2568
.
ชัดๆ คือ ดูเหมือนการผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน จะเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ
.
เพราะไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีตำแหน่งงานให้เด็กจบใหม่ทำ แต่เด็กที่จบนั้น จบมาด้วยวิชาความรู้ที่ไม่ตรงกับสายงานที่ภาคแรงงานต้องการนั่นเอง
[ข้อจำกัดสินเชื่อ ทำหนี้ครัวเรือนลด ไม่ใช่การเงินฟื้นตัว]
ส่วนสถานการณ์หนี้ครัวเรือน SCB EIC มองว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนลดลง แต่ฐานะการเงินครัวเรือนยังเปราะบาง
.
โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดเหลือ 85.2% และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องสู่ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี แต่ความเสี่ยงด้านฐานะทางการเงินของครัวเรือนไม่ได้คลี่คลาย และต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส
อย่างที่บอกว่า แม้จะฟังดูดี แต่จริงๆ ไม่ได้ดีขนาดนั้น เนื่องจาก SCB EIC มองว่า หนี้ครัวเรือนลดลงจากข้อจำกัดสินเชื่อ มากกว่าการฟื้นตัวของฐานะการเงิน
.
โครงสร้างหนี้ยังขยายตัวจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการศึกษา
และสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจยังคงหดตัว
.
สิ่งนี้กำลังบอกว่า คนเป็นหนี้จากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การลงทุน หรือเพิ่มโอกาสหารายได่ในอนาคต
และที่ได้ยินหนาหูขึ้น คือ ครัวเรือนยังคงเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินหลักได้ยาก
โดยสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ยังหดตัว 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ขณะที่สินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และสถาบันการเงินของรัฐ
ขยายตัวตามมาตรการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐ
.
ครัวเรือนบางส่วนจึงหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้อื่นที่เข้าถึงได้ง่าย และมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นสูงกว่า
โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ เป็นต้น
.
SCB EIC มองว่า ความเสี่ยงของครัวเรือนกำลังเปลี่ยนจากการเร่งก่อหนี้
เป็นการรักษาสภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ ท่ามกลางรายได้ที่เปราะบางขึ้น
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
ที่มา
ตกงานสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี .. แรงงานไทยอ่อนแอ น้ำท่วมซ้ำเติม