พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ เนื้อปูนตำโบราณ (พระบ้าน) ที่ไม่ควรมองข้าม...

พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่ เนื้อปูนตำโบราณ (พระบ้าน) ที่ไม่ควรมองข้าม...

          ในวงการพระเครื่อง คำว่า "พระบ้าน" หมายถึง พระเครื่องหรือวัตถุมงคลที่เจ้าของเดิมเก็บรักษาบูชาไว้ที่บ้านของตนเองมาเป็นเวลานาน (เช่น ตกทอดมาจากรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าตาทวด หรือเก็บสะสมไว้เองตามศรัทธา) โดยไม่ได้ผ่านการซื้อขาย วนเวียน หรือปั่นราคาอยู่ในตลาดพระเครื่องหรือกลุ่มเซียนพระ

          ลักษณะสำคัญของ "พระบ้าน" มักเป็นพระที่ได้รับแจกมาจากวัดในพิธีต่างๆ หรือเช่าบูชาจากวัดโดยตรงในอดีต แล้วนำมาวางไว้บนหิ้งพระ ผิวพรรณมักมีความเป็นธรรมชาติ มีคราบหิ้ง ฝุ่น หรือร่องรอยการบูชา ไม่ผ่านการล้าง ขัด แต่ง หรือ "เสริมแต่ง" เพื่อให้ดูใหม่หรือดูแพง

          ที่มาของคำ "พระบ้าน" วัฒนธรรมการเก็บรักษาพระในครัวเรือน ในอดีต (ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกหรือสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ที่เริ่มมีความนิยมพกพาหรือเก็บรักษาพระเครื่องไว้นอกกรุเจดีย์) เมื่อชาวบ้านไปทำบุญที่วัด มักจะได้รับพระเครื่องหรือวัตถุมงคลกลับมาบ้านเพื่อไว้บูชาคุ้มครองครอบครัว และเมื่อกาลเวลาผ่านไป รุ่นลูกหลานที่ไม่ได้รับสืบทอดความรู้เรื่องพระเครื่อง หรือบางครั้งประสบปัญหาต้องการใช้เงิน จึงนำพระบนหิ้งของปู่ย่าตาทวดมาให้เซียนพระตรวจสอบหรือปล่อยเช่า ด้วยความที่พระจากบ้านมักมีความซื่อสัตย์ในแง่ที่ไม่ได้ผ่านการเก็งกำไรในตลาดมาก่อน จึงเกิดอาชีพหรือกลุ่มคนที่รับตระเวน "รับเหมาพระบ้าน" ออกมา จนกลายเป็นศัพท์เฉพาะในวงการพระเครื่องไทยจนถึงปัจจุบัน

พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ (พระบ้าน) พุทธศิลป์ล้อพิมพ์วัดระฆังฯ

          พระสมเด็จองค์นี้ เป็นพระท้องถิ่น/พระเกจินอกสายตา ในวงการพระหมุนเวียนในต่างจังหวัด (พระบ้าน) และองค์พระจัดอยู่ในกลุ่ม "พระผงพุทธคุณกดมือยุคเก่าลึก" พุทธลักษณะเป็นพุทธศิลป์แบบ "พิมพ์ใหญ่ 3 ชั้น" ที่แกะบล็อกล้อพิมพ์ทรงช่างหลวงวัดระฆังโฆสิตาราม ถือเป็นพุทธศิลป์ทำมือของช่างท้องถิ่นหรือพระลูกวัดในต่างจังหวัดที่แกะแม่พิมพ์ขึ้นมาเองจากบล็อกหินมีดโกนหรือบล็อกดินเหนียวหรือดินเผาหรือบล็อกแกะไม้กระดานในอดีต

          ตามประวัติศาสตร์การสร้างพระต่างจังหวัดในแถบภาคเหนือตอนล่าง และในแถบภาคกลางตอนบน มี "การสร้างพระด้วยสูตรปูนเปลือกหอยดิบ ผสมผงพุทธคุณ ข้าวสุก กล้วยน้ำว้า และผสมเศษสิ่งศักดิ์สิทธิ์โบราณ" จริง และถือเป็น "สูตรลับพิมพ์นิยม" ของยุคโบราณ (ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ จนถึงช่วงก่อนปี พ.ศ. 2500)

          พระอาจารย์ผู้สร้างจะใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก โดยนำ "ปูนเปลือกหอยดิบ" มาตำบดในครก ผสม "ผงพุทธคุณ" ข้าวสุก กล้วยน้ำว้า และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ "การตำผสมเศษสิ่งศักดิ์สิทธิ์โบราณ" เช่น เศษพระเนื้อดินเผากรุเก่าที่แตกหัก (เช่น เศษพระนางพญา) หรือเศษอิฐเจดีย์เก่าแก่ในพื้นที่ ส่งผลให้เนื้อพระผงขาวองค์นี้มี "เม็ดมวลสารดินเผาสีแดงอิฐ เม็ดแร่เทาดำ และผงถ่านหยาบ" ฝังจมแน่นรวมเป็นเนื้อเดียวกับปูนอย่างชัดเจน เนื้อพระ "แห้งผากแต่หนึกนุ่ม มีน้ำหนักตึงมือ" ปรากฏรอยย่นระแหงขนาดเล็ก และรูพรุนปลายเข็มทั่วองค์พระ ผิวพรรณเกิดการตกผลึกของคราบคาลไซด์ หรือฝ้าขาวนวลซึมเคลือบแน่นติดผิวกลืนเป็นเนื้อเดียวกับปูนคราบน้ำมันประสาน (น้ำมันตังอิ๊ว) แปรสภาพเป็นฟิล์มแห้งใสสีเหลืองฉ่ำอมน้ำตาลหม่นตามซอกลึก มีรอยยุบตัวและหลุมบ่อขนาดเล็ก (หลุมมาด) จากการหดตัวของมวลสารอินทรีย์และด้านหลังองค์พระไม่เรียบเนียมเหมือนพระปูนโรงงาน กรรมวิธีสร้างใช้วิธีกดพิมพ์ในวัดแล้วใช้วัตถุมีคม เช่น ตอกไม้ไผ่ หรือ เส้นลวด ตัดขอบข้างในขณะเนื้อยังหมาด ทิ้งรอยทิวและรอยครูดปริแยกธรรมชาติ ขอบสันมน ไม่คมกริบแบบพระปั๊มโรงงานยุคหลัง

          พระเกจิอาจารย์และวัดตามต่างจังหวัดในหัวเมืองใหญ่ มักจัดสร้างพระเนื้อผงเพื่อแจกจ่ายแก่ชาวบ้านที่มาทำบุญหรือช่วยงานวัด โดยการทำ “แม่พิมพ์” ชาวบ้านหรือพระเณรจะนำพระสมเด็จวัดระฆังองค์จริงของ คหบดี (“เถ้าแก่ใหญ่”  หรือ “เจ้าสัวท้องถิ่น”) มาเป็นต้นแบบ แล้วนำ "ดินเหนียวเผา" มากดทับเพื่อทำเป็นบล็อกแม่พิมพ์ (ซึ่งเรียกว่า การถอดพิมพ์) งานที่ได้จึงล่ำสันแต่รายละเอียดเส้นสายจะไม่คมชัดเท่าองค์จริง

          พระกลุ่มนี้ เป็นพระแท้ มีพิธีปลุกเสกจริง เพียงแต่อาจไม่มีการบันทึกในหนังสือพระเครื่องส่วนกลาง ทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถระบุชื่อวัดที่แน่ชัดได้ จึงเรียกกันในสายแลกเปลี่ยนว่า "พระแท้ไม่รู้ที่" หรือ "พระเกจิยุคเก่า" ในมุมของเซียน  ต่อให้เนื้อจะเก่าปูนเปลือกหอยดิบก่อนยุค 2500 แค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อไม่มีชื่อวัดชัดเจน ไม่รู้เกจิผู้สร้าง และไม่มีในสารระบบประกวดหลัก เซียนจะไม่เช่าบูชา เพราะนำไปปล่อยต่อในราคาหลักหมื่นหลักแสนไม่ได้ จึงกลายเป็น "พระทางเลือก" สำหรับ “สายอนุรักษ์เนื้อ หรือคนที่สะสมพุทธคุณ” แต่ไม่ใช่พระทำเงินของเซียนสายพุทธพาณิชย์

“การไม่มีชื่อวัดระบุในวันนี้ ไม่ได้ลดทอนคุณค่าทางกายภาพขององค์พระลงเลย หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดถูกจารึกไว้ในรูปแบบ "คราบน้ำมันตังอิ๊วแห้งสนิทและเศษเยื่อว่านธรรมชาติ" บนองค์พระเครื่องที่คุณครอบครองอยู่แล้ว เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้”

               คุณค่าของพระกดมือยุคเก่าลึก : เป็นพระที่กดพิมพ์ด้วยมือทีละองค์ในวัด ซึ่งพระเกจิอาจารย์ยุคนั้นเวลาทำพระจะมีความพิถีพิถันสูงมากตั้งแต่การท่องคาถาบดมวลสาร ท่องคาถากดพิมพ์ และปลุกเสกอัดพลังจิตเข้าไปทีละองค์พลังงานจึงมีความเข้มข้นและเป็นเอกลักษณ์

ลักษณะพุทธศิลป์และมวลสาร : พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ (พระบ้าน)

  

 1. ส่วนเศียร (พระเศียร)
          • รูปทรง: ลักษณะเรียวรีคล้าย ผลมะตูม โค้งมนได้สัดส่วน นูนเด่นขึ้นมาจากพื้นผนังพระอย่างชัดเจน
          • พระเกศ: พุ่งตรงเรียวยาวขึ้นไปด้านบน โดยในพิมพ์ใหญ่นี้ปลายพระเกศจะวิ่งไป จรดซุ้ม หรือ ทะลุซุ้มครอบแก้ว พอดี
 
 2. ส่วนอก ไหล่ และแขน (พระอุระ พระอังสา พระพาหา)
          • พระอุระ (อก): มีลักษณะหนา นูนเด่น ผึ่งผาย ดูล่ำสัน ในพิมพ์ใหญ่พระประธานนี้ อกจะผ่าเล็กน้อยและทอดเอียงลงมาในลักษณะคล้าย รูปวี (V-Shape) หรือทรงกระบอกหนา
          • พระอังสา (ไหล่): ไหล่ทั้งสองข้างตั้งฉากสมมาตรกันอย่างสง่างาม โดยจะเห็นว่า ซอกพระกัจฉา (ซอกรักแร้) ด้านซ้ายขององค์พระจะลึกและสูงกว่าด้านขวา เล็กน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของพิมพ์ทรงวัดระฆัง
          • พระพาหา (แขน): วงแขนทอดโค้งลงมาอย่างนุ่มนวลเป็นรูปวงรี (คล้ายรูปตัว U กว้างๆ) ปลายแขนประสานกันที่หน้าตักโดยไม่มีการแสดงรายละเอียดของนิ้วมือ

  

3. ส่วนเข่าและหน้าตัก (พระชานุ)
          • การประทับนั่ง: ประทับนั่งในท่าขัดสมาธิราบอย่างมั่นคง
          • พุทธลักษณะ: รูปทรงของหน้าตักมีความหนาและนูนรับกับส่วนบน ปลายเข่าด้านขวาขององค์พระจะเชิดเฉียงขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ปลายเข่าด้านซ้ายทอดลาดลงรับกับเส้นฐานประทับ
 
4. ส่วนฐาน (ฐานขาสิงห์และฐานหมอน)
          • ฐานชั้นบน (ฐานประทับ): เส้นหนาโค้งมน ทอดขนานไปกับแนวหน้าตักอย่างสมดุล
          • ฐานชั้นกลาง (ฐานขาสิงห์): จากภาพซูมจะเห็นลักษณะของ ขาสิงห์ ที่มีขอบบนและขอบล่างชัดเจน ตรงกลางเว้าเข้าเล็กน้อย ปลายฐานทั้งสองข้างแหลมคมหักมุมขึ้นด้านบนอย่างประณีต
          • ฐานชั้นล่างสุด (ฐานหมอนหรือฐานเขียง): เป็นแท่งสี่เหลี่ยมหนาทึบและหน้ากว้างที่สุด มีลักษณะเรียบตรงและตัดเฉียงที่มุมทั้งสองข้างอย่างเป็นธรรมชาติ

5. ลักษณะเนื้อหาและมวลสารเพิ่มเติม

  

          • เม็ดดินเผาสีแดงอิฐ (เศษสิ่งศักดิ์สิทธิ์โบราณ) : คือ เศษพระกรุเนื้อดินและเนื้อผงที่แตกหัก (เศษพระซุ้มกอ/เศษพระนางพญา/พระกรุเนื้อดิน) หรือเศษอิฐจากพระเจดีย์เก่าและดินใจกลางโบสถ์ร้าง เป็น"หัวใจ" ของพระเนื้อผงในแถบภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน เพราะพื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยเมืองโบราณและกรุร้าง (เช่น เมืองชากังราว จ.กำแพงเพชร, เมืองสองแคว จ.พิษณุโลก, เมืองสรรคบุรี จ.ชัยนาท) ปรากฏเป็นจุดสีส้มแดงหรือสีน้ำตาลแดงขนาดเล็ก กระจายตัวอยู่ตามผิวพระและฝังอยู่ในเนื้อขอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่สม่ำเสมอ ตามตำราโบราณคือเศษชิ้นส่วนของพระซุ้มกอเมืองกำแพงเพชร หรือพระผงสุพรรณที่ชำรุดแตกหัก นำมาบดตำผสมเป็นมวลสาร เนื้อจะมีความแห้ง ละเอียด และมีสีส้มอมแดงแบบดินเผาโบราณ
             ความเชื่อ : เด่นด้านพุทธคุณ "มีกูไว้ไม่จน" โชคลาภ เมตตามหานิยม และมหาเศรษฐี ตามพุทธคุณเดิมของพระซุ้มกอเมืองกำแพงเพชร และการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุหลายร้อยปีซึ่งผ่านพิธีปลุกเสกโดยพระอรหันต์หรือฤาษีในอดีตมาเป็นส่วนผสม จะช่วยให้พระเครื่องที่สร้างใหม่มีพลานุภาพเทียบเท่าหรือสืบทอดความศักดิ์สิทธิ์ได้ทันที

  

          • เม็ดแร่เทาดำ (เหล็กไหล / เม็ดแร่หินหินมงคล) : คือ เม็ดแร่ศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏชัดเจนมากที่บริเวณขอบข้างและด้านหลัง เป็นก้อนหรือเม็ดสีเทาเข้ม สีเทาอ่อน ไปจนถึงสีดำ มีลักษณะเป็นก้อนกรวดหรือแร่หิน มีเหลี่ยมมุมขรุขระ จมอยู่ในเนื้อพระ
            ความเชื่อ: เด่นด้านแคล้วคลาด ปลอดภัย คงกระพันชาตรี และป้องกันสิ่งอัปมงคล คุณไสยมนต์ดำ

  

          • เม็ดผงพุทธคุณขาวขุ่น / เม็ดพระธาตุ : คือผงวิเศษ 5 ประการ (ปถมัง, อิธะเจ, มหาราช, พุทธคุณ, ตรีนิสิงเห)
ที่พระอาจารย์ลบผงบนกระดานชนวนแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนรวมกับข้าวสุกก่อนนำไปบดหยาบผสมลงในครกปูน หรืออาจเป็น เม็ดแร่พระธาตุขาว (ก้อนสีขาวขุ่นเข้ม ที่มีความทึบแสงและขาวสว่างกว่าเนื้อปูนเปลือกหอยดิบ) ปรากฏเป็นก้อนกลมขุ่นสีขาว แยกตัวออกจากเนื้อพระหลัก (เช่น บริเวณขอบข้างที่กระเทาะและด้านหลัง) จะเห็นชิ้นส่วนเม็ดสีขาวขุ่นแยกชั้นชัดเจน
            ความเชื่อ: ถือเป็นหัวใจพุทธคุณของพระสมเด็จ ครอบจักรวาล ทั้งเมตตามหานิยม มหาอำนาจ แคล้วคลาด และเจริญรุ่งเรือง


          • เกล็ดแร่ใสสะท้อนแสง / หน่อเนื้อแก้ว : คือ "แร่ควอตซ์ธรรมชาติ หรือทรายเงินทรายทองโบราณ" ที่ช่างพระยุคเก่ามักตักผสมลงไปในเนื้อพระผงพุทธคุณเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง (เม็ดแร่ที่มีความใส เป็นเกล็ดเหลี่ยมสะท้อนแสงคล้ายเศษแก้วหรือหินควอตซ์) บริเวณผิวหน้าพระและชิ้นส่วนขอบข้าง เป็นเกล็ดใสๆ คล้ายเศษแก้วหรือผลึกหินคริสตัลขนาดเล็กมาก
             ความเชื่อ: ช่วยเสริมสมาธิ บารมี ความเจริญก้าวหน้า และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่