ทุกคนลองจินตนาการถึงโรงละครอันหรูหราในทวีปยุโรปเมื่อ 160 กว่าปีก่อน ผู้คนนับพันยอมจ่ายเงินแพงลิบลิ่วเพื่อตีตั๋วเข้ามาดูสิ่งที่พวกเขารวมหัวกันเรียกว่า
"อสูรกายที่น่าเกลียดที่สุดในโลก"แต่เมื่อผ้าม่านเวทีเปิดออก สิ่งที่พวกเขาได้เห็น กลับไม่ใช่สัตว์ร้ายที่เกรี้ยวกราด... แต่เป็นหญิงสาวในชุดราตรีสีแดงสด เธอสบตาผู้ชมด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะเปล่งเสียงร้องเพลงอันไพเราะราวกับนางฟ้า หญิงสาวคนนี้มีชื่อว่า
จูเลีย ปัสตรานา (Julia Pastrana) สตรีผู้มีจิตใจงดงามที่สุดคนหนึ่ง แต่ชีวิตของเธอกลับต้องเจอกับโศกนาฏกรรมแสนเศร้า เธอถูกคนใจร้ายหลอกลวงด้วยคำว่า "รัก" ถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเงินทั้งตอนที่มีชีวิตอยู่... และแม้กระทั่งตอนที่เธอ
"สิ้นใจไปแล้ว" ร่างไร้วิญญาณของเธอก็ยังไม่ได้พักผ่อน เตรียมทิชชู่ซับน้ำตาให้พร้อม เพราะช่อง letsgettoknowher2 จะมาเล่าเรื่องของเธอให้ฟังครับ
เรื่องราวอันน่าสงสารนี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1834 ณ หมู่บ้านเล็กๆ กลางเทือกเขาในประเทศ+เม็กซิโก ทารกน้อยคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับโรคทางพันธุกรรมที่หาได้ยากยิ่งสองชนิดพร้อมกัน โรคแรกทำให้เธอมีขนหนาดกดำปกคลุมทั่วใบหน้าและร่างกาย ส่วนอีกโรคหนึ่งทำให้กระดูกขากรรไกรและเหงือกของเธอยื่นขยายออกมา ปากหนา และฟันซ้อนกัน
ในยุคสมัยที่ผู้คนยังไม่มีความรู้ทางการแพทย์ ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัวและตราหน้าว่า ทารกน้อยคนนี้คือ "คำสาปของวิญญาณหมาป่า" คุณแม่ของจูเลียอุ้มลูกน้อยด้วยความน้ำตานองหน้า พยายามปกป้องลูกจากสายตาที่เกลียดชัง จนต้องตัดสินใจหอบลูกหนีไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำลึกกลางภูเขาจูเลียต้องโตมาในความมืดมิดของถ้ำ จนกระทั่งอายุได้ 2 ขวบ มีคนต้อนสัตว์ไปพบเธอเข้า จึงได้ช่วยเหลือนำเธอออกจากถ้ำ หลังจากนั้น จูเลียถูกส่งไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก่อนจะถูกนำไปเลี้ยงดูในบ้านของผู้ว่าการรัฐในฐานะคนรับใช้และเด็กน่าแปลกใจประจำบ้าน

แม้ร่างกายของจูเลียจะแตกต่างจากคนอื่น แต่หัวใจของเธอกลับงดงามและเฉลียวฉลาดอย่างน่าอัศจรรย์ จูเลียฝึกฝนตนเองจนสามารถพูดได้ถึง 4 ภาษา (ภาษาพื้นเมืองเม็กซิกัน, สเปน, อังกฤษ และฝรั่งเศส) เธอมีพรสวรรค์ในการร้องเพลงเสียงสูง และเต้นรำได้อย่างอ่อนช้อย
เมื่ออายุได้ 20 ปี จูเลียฝันอยากกลับไปใช้ชีวิตสงบสุขที่บ้านเกิด แต่ชะตากรรมกลับเล่นตลก เมื่อนายหน้าโชว์แสดงของแปลกชาวอเมริกันได้มาพบเธอเข้า ชายคนนี้เห็นร่างกายนอกเหนือธรรมชาติของจูเลียเป็น "บ่อเงินบ่อทอง" เขาจึงเกลี้ยกล่อมพาเธอเดินทางไปแสดงโชว์ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาแปะป้ายโฆษณาหลอกลวงผู้คนว่าเธอคือ
"สตรีหมีจากป่าดงดิบ" หรือ
"สตรีวานร" โกหกแม้กระทั่งว่าเธอเป็นลูกครึ่งมนุษย์กับลิงอุรังอุตัง ผู้คนนับแสนแห่กันมาซื้อบัตรเพื่อดู "ตัวประหลาด" แต่ทันทีที่จูเลียเริ่มเยื้องกรายและร้องเพลง เสียงอันไพเราะของเธอกลับทำลายความอคติในใจของคนดูจนหมดสิ้น ผู้คนต่างตบมือและตกหลุมรักสติปัญญาอันแสนอ่อนโยนของเธอ ความโด่งดังและรายได้มหาศาลของจูเลีย ได้ไปเตะตาชายคนหนึ่งเข้า เขาชื่อว่า
ธีโอดอร์ เลนต์ (Theodore Lent) นักจัดโชว์ชาวอเมริกันผู้โมโหร้ายและจอมบงการ

เลนต์มองเห็นว่า จูเลียคือเครื่องมือทำเงินที่คุ้มค่าที่สุด และเพื่อที่จะได้กุมสิทธิ์ในตัวเธอแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ต้องแบ่งเงินให้ใคร เลนต์จึงเริ่มแผนการอันแยบย่น เขาเข้ามาทำทีเป็นจีบจูเลีย ใช้คำหวาน ปรนนิบัติเธอยิ่งกว่า princesses และคุกเข่าขอเธอแต่งงานในปี ค.ศ. 1855
จูเลีย หญิงสาวผู้โดนคนทั้งโลกมองว่าเป็นตัวประหลาดมาตลอดชีวิต... ทันทีที่มีชายหนุ่มรูปงามมาบอกว่า "รักเธอ" หัวใจของเธอก็ซาบซึ้ง จนปักใจเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าเลนต์คือรักแท้
จูเลียเคยแอบบอกกับเพื่อนๆ ด้วยรอยยิ้มอย่างน่าสงสารว่า
"สามีของฉัน... เขาไม่ได้รักฉันเพราะเรื่องเงินหรอกนะ แต่เขารักฉันที่ตัวตนของฉันจริงๆ"
แต่นั่นคือ
"คำโกหกที่เจ็บปวดที่สุด" เพราะทันทีที่แต่งงานเสร็จ เลนต์ก็เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เขาขังจูเลียไว้แต่ในห้องพัก ห้ามไม่ให้เธอเดินออกไปข้างนอกในเวลากลางวันเด็ดขาด หากจำเป็นต้องออกไป เธอต้องสวมผ้าคลุมหน้าหนาตึบ ไม่ใช่เพราะห่วงความปลอดภัย... แต่เพราะเลนต์กลัวว่าผู้คนจะได้เห็นใบหน้าของจูเลียฟรีๆ โดยไม่ยอมจ่ายเงินซื้อบัตรเข้าชม

เลนต์พาจูเลียตระเวนแสดงโชว์ไปทั่วอเมริกาและยุโรป กอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋าตัวเองนับไม่ถ้วน โดยที่จูเลียไม่เคยรู้เลยว่า ชายคนที่เธอรักสุดหัวใจ มองเธอเป็นเพียง "สินค้าชิ้นหนึ่ง" เท่านั้น ในปลายปี ค.ศ. 1859 เลนต์พาจูเลียเดินทางไปแสดงโชว์ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ในเวลานั้น จูเลียในวัย 25 ปี กำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกของเธอกับเลนต์ เธออุ้มท้องด้วยความหวังว่า ลูกน้อยคนนี้จะเป็นตัวแทนแห่งความรักและครอบครัวที่อบอุ่นที่เธอโหยหามาทั้งชีวิต
วันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1860 จูเลียได้ให้กำเนิดทารกน้อยเพศชาย หนูน้อยถือกำเนิดมาพร้อมกับภาวะขนดกดำทั่วตัวเหมือนกับผู้เป็นแม่ แต่แล้ว... โชคชะตากลับสลายหัวใจของผู้เป็นแม่อย่างสิ้นเชิง ทารกน้อยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้เพียง
36 ชั่วโมง เท่านั้น แล้วก็สิ้นใจลงในอ้อมกอดของจูเลีย
หัวใจของจูเลียแตกสลาย ร่างกายของเธอบอบช้ำหนักจากการคลอดและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ร่างกายและจิตใจของเธอรับความเจ็บปวดต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว... หลังจากลูกน้อยจากไปได้เพียง 5 วัน ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1860 จูเลีย ปัสตรานา ก็ได้สิ้นใจตามลูกชายของเธอไปอย่างสงบ
ทุกคนคิดว่าความตาย... ควรจะเป็นจุดสิ้นสุดแห่งความทุกข์ทรมาน และทำให้เธอได้พักผ่อนอย่างสงบเสียทีใช่ไหมครับ? แต่สำหรับ ธีโอดอร์ เลนต์ สามีผู้ไร้หัวใจ... ความตายของภรรยาและลูกชาย เป็นเพียง
"อุปสรรคทางธุรกิจ" เท่านั้น
เลนต์ปฏิเสธที่จะจัดพิธีศพให้ภรรยา เขากลับนำร่างของจูเลียและทารกน้อยไปขายให้ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยมอสโก เพื่อนำไปทดลองวิชาดองศพทำเป็น "มัมมี่" และเมื่อเลนต์เห็นว่า ศพดองมัมมี่ของจูเลียและลูกชายดองออกมาได้สมบูรณ์แบบ เหมือนคนกำลังนอนหลับ... ความโลภตัณหาก็เข้าตา! เลนต์ใช้อิทธิพลทางกฎหมายไปบีบบังคับทวงคืนร่างมัมมี่ของภรรยาและลูกชายกลับคืนมาจากมหาวิทยาลัย เขานำร่างมัมมี่ของจูเลียมาแต่งตัวด้วยชุดราตรีเต้นรำสีสดใส นำร่างของลูกน้อยใส่ตู้กระจกวางไว้ข้างๆ แล้วพา
"มัมมี่แม่ลูก" ออกตระเวนจัดแสดงโชว์เก็บเงินคนดูทั่วทวีปยุโรป
คิดดูเถิดครับ... แม้แต่ยามเป็นศพ เลนต์ก็ยังบังคับให้เธอทำงานหาเงินให้เขา และที่น่าสลดใจที่สุดคือ โชว์จัดแสดงศพมัมมี่แม่ลูก กลับทำเงินมหาศาลยิ่งกว่าตอนที่จูเลียยังมีชีวิตอยู่เสียอีก

ต่อมา เลนต์ได้ไปแต่งงานใหม่กับหญิงสาวอีกคนที่มีขนดก แล้วบังคับให้ภรรยาใหม่คนนี้ขึ้นแสดงโชว์บนเวที เคียงข้างตู้กระจกมัมมี่ของจูเลียอดีตภรรยา แต่สุดท้าย วิบากกรรมก็ไม่เคยเว้นใคร... เลนต์ประสบภาวะจิตเวชอย่างรุนแรง เขาเกิดคลั่งเดินโปรยเงินทิ้งบนสะพาน และจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวในโรงพยาบาลบ้า
หลังจากการตายของเลนต์ ร่างมัมมี่ของจูเลียไม่ได้กลับบ้าน เธอถูกซื้อขายเปลี่ยนมือไปมาระหว่างคลังเก็บของ พิพิธภัณฑ์ และสวนสนุกในนอร์เวย์นานนับร้อยปี จนกระทั่งร่างของเธอถูกนำไปเก็บไว้ในกล่องไม้ในห้องใต้ดินของมหาวิทยาลัยออสโล ถูกติดหมายเลขราวกับเป็นสิ่งของไร้ค่า
กระทั่งในปี ค.ศ. 2005 ศิลปินสาวชาวเม็กซิกันนามว่า
ลอรา แอนเดอร์สัน บาร์บาตา (Laura Anderson Barbata) ได้ไปค้นพบเรื่องราวอันน่าสงสารนี้ ลอรา รู้สึกสะเทือนใจอย่างที่สุด เธอปฏิญาณกับตัวเองว่าจะต้องพาจูเลีย "กลับบ้าน" ให้ได้ ลอราต้องต่อสู้ทางกฎหมาย เดินเรื่องทางการทูต และประสานงานกับคณะกรรมการจริยธรรมนานาชาติต่อเนื่องยาวนานถึง
10 ปีเต็ม

และแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 หรือ
153 ปี หลังจากที่เธอเสียชีวิต—ความพยายามก็สำเร็จ ร่างของ จูเลีย ปัสตรานา ถูกส่งตัวกลับคืนสู่รัฐซีนาโลอา ประเทศเม็กซิโก แผ่นดินเกิดของเธออย่างเป็นทางการ ในพิธีศพ มีผู้คนนับร้อยเดินทางมาร่วมไว้อาลัย โลงศพสีขาวบริสุทธิ์ของเธอถูกปกคลุมด้วยดอกกุหลาบสีขาวนับร้อยดอก มีวงดนตรีบรรเลงเพลงพื้นเมืองต้อนรับการกลับมาของเธอ นายกเทศมนตรีเมืองซีนาโลอาได้กล่าวสรรเสริญในพิธีด้วยน้ำตารื้นว่า
"จูเลีย ปัสตรานา ได้เดินทางกลับบ้านแล้ว... เธอได้ถือกำเนิดใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี และขอให้เรื่องราวของเธอเป็นอุทาหรณ์เตือนใจโลกใบนี้ ว่าอย่าได้มีมนุษย์คนใดถูกลดทอนคุณค่า กลายเป็นเพียงสินค้าทางการค้าอีกเลย"
และนี่ก็คือเรื่องราวชีวิตของ จูเลีย ปัสตรานา จากผู้หญิงที่ขนที่ปกคลุมร่างกาย น่าเกลียดชังที่สุด และถูกหลอกลวงด้วยความรักจนถูกนำร่างของเธอมาหาเงิน วันนี้จูเลียได้กลับบ้านและพักผ่อนอย่างสงบแล้ว... เรื่องราวของเธอจะเตือนสติพวกเราเสมอ ให้มองคนด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพียงแค่เปลือกนอก... ก่อนขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบแล้วพบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ...
เรื่องจริงที่ไม่ลับของ จูเลีย ปัสตรานา (Julia Pastrana) by ช่องยูทูบ @letsgettoknowher2 (ep 11)
เรื่องราวอันน่าสงสารนี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1834 ณ หมู่บ้านเล็กๆ กลางเทือกเขาในประเทศ+เม็กซิโก ทารกน้อยคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับโรคทางพันธุกรรมที่หาได้ยากยิ่งสองชนิดพร้อมกัน โรคแรกทำให้เธอมีขนหนาดกดำปกคลุมทั่วใบหน้าและร่างกาย ส่วนอีกโรคหนึ่งทำให้กระดูกขากรรไกรและเหงือกของเธอยื่นขยายออกมา ปากหนา และฟันซ้อนกัน
ในยุคสมัยที่ผู้คนยังไม่มีความรู้ทางการแพทย์ ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัวและตราหน้าว่า ทารกน้อยคนนี้คือ "คำสาปของวิญญาณหมาป่า" คุณแม่ของจูเลียอุ้มลูกน้อยด้วยความน้ำตานองหน้า พยายามปกป้องลูกจากสายตาที่เกลียดชัง จนต้องตัดสินใจหอบลูกหนีไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำลึกกลางภูเขาจูเลียต้องโตมาในความมืดมิดของถ้ำ จนกระทั่งอายุได้ 2 ขวบ มีคนต้อนสัตว์ไปพบเธอเข้า จึงได้ช่วยเหลือนำเธอออกจากถ้ำ หลังจากนั้น จูเลียถูกส่งไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก่อนจะถูกนำไปเลี้ยงดูในบ้านของผู้ว่าการรัฐในฐานะคนรับใช้และเด็กน่าแปลกใจประจำบ้าน
แม้ร่างกายของจูเลียจะแตกต่างจากคนอื่น แต่หัวใจของเธอกลับงดงามและเฉลียวฉลาดอย่างน่าอัศจรรย์ จูเลียฝึกฝนตนเองจนสามารถพูดได้ถึง 4 ภาษา (ภาษาพื้นเมืองเม็กซิกัน, สเปน, อังกฤษ และฝรั่งเศส) เธอมีพรสวรรค์ในการร้องเพลงเสียงสูง และเต้นรำได้อย่างอ่อนช้อย
เมื่ออายุได้ 20 ปี จูเลียฝันอยากกลับไปใช้ชีวิตสงบสุขที่บ้านเกิด แต่ชะตากรรมกลับเล่นตลก เมื่อนายหน้าโชว์แสดงของแปลกชาวอเมริกันได้มาพบเธอเข้า ชายคนนี้เห็นร่างกายนอกเหนือธรรมชาติของจูเลียเป็น "บ่อเงินบ่อทอง" เขาจึงเกลี้ยกล่อมพาเธอเดินทางไปแสดงโชว์ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาแปะป้ายโฆษณาหลอกลวงผู้คนว่าเธอคือ "สตรีหมีจากป่าดงดิบ" หรือ "สตรีวานร" โกหกแม้กระทั่งว่าเธอเป็นลูกครึ่งมนุษย์กับลิงอุรังอุตัง ผู้คนนับแสนแห่กันมาซื้อบัตรเพื่อดู "ตัวประหลาด" แต่ทันทีที่จูเลียเริ่มเยื้องกรายและร้องเพลง เสียงอันไพเราะของเธอกลับทำลายความอคติในใจของคนดูจนหมดสิ้น ผู้คนต่างตบมือและตกหลุมรักสติปัญญาอันแสนอ่อนโยนของเธอ ความโด่งดังและรายได้มหาศาลของจูเลีย ได้ไปเตะตาชายคนหนึ่งเข้า เขาชื่อว่า ธีโอดอร์ เลนต์ (Theodore Lent) นักจัดโชว์ชาวอเมริกันผู้โมโหร้ายและจอมบงการ
เลนต์มองเห็นว่า จูเลียคือเครื่องมือทำเงินที่คุ้มค่าที่สุด และเพื่อที่จะได้กุมสิทธิ์ในตัวเธอแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ต้องแบ่งเงินให้ใคร เลนต์จึงเริ่มแผนการอันแยบย่น เขาเข้ามาทำทีเป็นจีบจูเลีย ใช้คำหวาน ปรนนิบัติเธอยิ่งกว่า princesses และคุกเข่าขอเธอแต่งงานในปี ค.ศ. 1855
จูเลีย หญิงสาวผู้โดนคนทั้งโลกมองว่าเป็นตัวประหลาดมาตลอดชีวิต... ทันทีที่มีชายหนุ่มรูปงามมาบอกว่า "รักเธอ" หัวใจของเธอก็ซาบซึ้ง จนปักใจเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าเลนต์คือรักแท้
จูเลียเคยแอบบอกกับเพื่อนๆ ด้วยรอยยิ้มอย่างน่าสงสารว่า "สามีของฉัน... เขาไม่ได้รักฉันเพราะเรื่องเงินหรอกนะ แต่เขารักฉันที่ตัวตนของฉันจริงๆ"
แต่นั่นคือ "คำโกหกที่เจ็บปวดที่สุด" เพราะทันทีที่แต่งงานเสร็จ เลนต์ก็เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เขาขังจูเลียไว้แต่ในห้องพัก ห้ามไม่ให้เธอเดินออกไปข้างนอกในเวลากลางวันเด็ดขาด หากจำเป็นต้องออกไป เธอต้องสวมผ้าคลุมหน้าหนาตึบ ไม่ใช่เพราะห่วงความปลอดภัย... แต่เพราะเลนต์กลัวว่าผู้คนจะได้เห็นใบหน้าของจูเลียฟรีๆ โดยไม่ยอมจ่ายเงินซื้อบัตรเข้าชม
เลนต์พาจูเลียตระเวนแสดงโชว์ไปทั่วอเมริกาและยุโรป กอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋าตัวเองนับไม่ถ้วน โดยที่จูเลียไม่เคยรู้เลยว่า ชายคนที่เธอรักสุดหัวใจ มองเธอเป็นเพียง "สินค้าชิ้นหนึ่ง" เท่านั้น ในปลายปี ค.ศ. 1859 เลนต์พาจูเลียเดินทางไปแสดงโชว์ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ในเวลานั้น จูเลียในวัย 25 ปี กำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกของเธอกับเลนต์ เธออุ้มท้องด้วยความหวังว่า ลูกน้อยคนนี้จะเป็นตัวแทนแห่งความรักและครอบครัวที่อบอุ่นที่เธอโหยหามาทั้งชีวิต
วันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1860 จูเลียได้ให้กำเนิดทารกน้อยเพศชาย หนูน้อยถือกำเนิดมาพร้อมกับภาวะขนดกดำทั่วตัวเหมือนกับผู้เป็นแม่ แต่แล้ว... โชคชะตากลับสลายหัวใจของผู้เป็นแม่อย่างสิ้นเชิง ทารกน้อยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้เพียง 36 ชั่วโมง เท่านั้น แล้วก็สิ้นใจลงในอ้อมกอดของจูเลีย
หัวใจของจูเลียแตกสลาย ร่างกายของเธอบอบช้ำหนักจากการคลอดและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ร่างกายและจิตใจของเธอรับความเจ็บปวดต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว... หลังจากลูกน้อยจากไปได้เพียง 5 วัน ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1860 จูเลีย ปัสตรานา ก็ได้สิ้นใจตามลูกชายของเธอไปอย่างสงบ
ทุกคนคิดว่าความตาย... ควรจะเป็นจุดสิ้นสุดแห่งความทุกข์ทรมาน และทำให้เธอได้พักผ่อนอย่างสงบเสียทีใช่ไหมครับ? แต่สำหรับ ธีโอดอร์ เลนต์ สามีผู้ไร้หัวใจ... ความตายของภรรยาและลูกชาย เป็นเพียง "อุปสรรคทางธุรกิจ" เท่านั้น
เลนต์ปฏิเสธที่จะจัดพิธีศพให้ภรรยา เขากลับนำร่างของจูเลียและทารกน้อยไปขายให้ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยมอสโก เพื่อนำไปทดลองวิชาดองศพทำเป็น "มัมมี่" และเมื่อเลนต์เห็นว่า ศพดองมัมมี่ของจูเลียและลูกชายดองออกมาได้สมบูรณ์แบบ เหมือนคนกำลังนอนหลับ... ความโลภตัณหาก็เข้าตา! เลนต์ใช้อิทธิพลทางกฎหมายไปบีบบังคับทวงคืนร่างมัมมี่ของภรรยาและลูกชายกลับคืนมาจากมหาวิทยาลัย เขานำร่างมัมมี่ของจูเลียมาแต่งตัวด้วยชุดราตรีเต้นรำสีสดใส นำร่างของลูกน้อยใส่ตู้กระจกวางไว้ข้างๆ แล้วพา "มัมมี่แม่ลูก" ออกตระเวนจัดแสดงโชว์เก็บเงินคนดูทั่วทวีปยุโรป
คิดดูเถิดครับ... แม้แต่ยามเป็นศพ เลนต์ก็ยังบังคับให้เธอทำงานหาเงินให้เขา และที่น่าสลดใจที่สุดคือ โชว์จัดแสดงศพมัมมี่แม่ลูก กลับทำเงินมหาศาลยิ่งกว่าตอนที่จูเลียยังมีชีวิตอยู่เสียอีก
ต่อมา เลนต์ได้ไปแต่งงานใหม่กับหญิงสาวอีกคนที่มีขนดก แล้วบังคับให้ภรรยาใหม่คนนี้ขึ้นแสดงโชว์บนเวที เคียงข้างตู้กระจกมัมมี่ของจูเลียอดีตภรรยา แต่สุดท้าย วิบากกรรมก็ไม่เคยเว้นใคร... เลนต์ประสบภาวะจิตเวชอย่างรุนแรง เขาเกิดคลั่งเดินโปรยเงินทิ้งบนสะพาน และจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวในโรงพยาบาลบ้า
หลังจากการตายของเลนต์ ร่างมัมมี่ของจูเลียไม่ได้กลับบ้าน เธอถูกซื้อขายเปลี่ยนมือไปมาระหว่างคลังเก็บของ พิพิธภัณฑ์ และสวนสนุกในนอร์เวย์นานนับร้อยปี จนกระทั่งร่างของเธอถูกนำไปเก็บไว้ในกล่องไม้ในห้องใต้ดินของมหาวิทยาลัยออสโล ถูกติดหมายเลขราวกับเป็นสิ่งของไร้ค่า
กระทั่งในปี ค.ศ. 2005 ศิลปินสาวชาวเม็กซิกันนามว่า ลอรา แอนเดอร์สัน บาร์บาตา (Laura Anderson Barbata) ได้ไปค้นพบเรื่องราวอันน่าสงสารนี้ ลอรา รู้สึกสะเทือนใจอย่างที่สุด เธอปฏิญาณกับตัวเองว่าจะต้องพาจูเลีย "กลับบ้าน" ให้ได้ ลอราต้องต่อสู้ทางกฎหมาย เดินเรื่องทางการทูต และประสานงานกับคณะกรรมการจริยธรรมนานาชาติต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปีเต็ม
และแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 หรือ 153 ปี หลังจากที่เธอเสียชีวิต—ความพยายามก็สำเร็จ ร่างของ จูเลีย ปัสตรานา ถูกส่งตัวกลับคืนสู่รัฐซีนาโลอา ประเทศเม็กซิโก แผ่นดินเกิดของเธออย่างเป็นทางการ ในพิธีศพ มีผู้คนนับร้อยเดินทางมาร่วมไว้อาลัย โลงศพสีขาวบริสุทธิ์ของเธอถูกปกคลุมด้วยดอกกุหลาบสีขาวนับร้อยดอก มีวงดนตรีบรรเลงเพลงพื้นเมืองต้อนรับการกลับมาของเธอ นายกเทศมนตรีเมืองซีนาโลอาได้กล่าวสรรเสริญในพิธีด้วยน้ำตารื้นว่า
"จูเลีย ปัสตรานา ได้เดินทางกลับบ้านแล้ว... เธอได้ถือกำเนิดใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี และขอให้เรื่องราวของเธอเป็นอุทาหรณ์เตือนใจโลกใบนี้ ว่าอย่าได้มีมนุษย์คนใดถูกลดทอนคุณค่า กลายเป็นเพียงสินค้าทางการค้าอีกเลย"