มนุษย์ที่หมดไฟกับงานศิลปะ

สวัสดีค่ะ เราเป็นมนุษย์ที่อยู่กับงานศิลปะมา 19 ปีแล้ว

เราไม่แน่ใจว่าเราสามารถเรียกตัวเองว่าศิลปินได้ไหม ขอเกริ่นไว้ตั้งแต่เด็กจนโดนจำความได้ งานศิลปะ การวาดวาดรูปก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราแล้ว เราโตมากับบ้านที่ผนังมีงานศิลปะ พ่อกับแม่เราทำงานเกี่ยวกับสายออกแบบ แต่ออกไปเชิงออกแบบบ้านซะมากกว่า แต่ว่าพวกเขาก็ไม่ได้กดดันเราเกี่ยวกับสิ่งพวกนี้นะเหมือนมันเป็นแค่ สิ่งที่เราอยากทำด้วยที่เราอยากทำด้วยตนเอง เรามีสมุดวาดรูปเป็นสิบกว่าเล่ม เราเริ่มแข่งลูกตั้งแต่อยู่อนุบาลจนจบประถม ในโรงเรียนและจากแข่งข้างนอก ชนะเป็นส่วนใหญ่

จนมัธยมเราก็สอบเข้าด้วยโควตาเกี่ยวกับศิลปะ เราเคยภูมิใจกับมันมากนะ จนมันเริ่มกลายเป็นเป็นงานของเราแทน เราไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้มันเกิดตอนไหน แต่เราคิดว่ามันน่าจะเริ่มจากตอนที่มีคนบอกเราว่า ถ้าเกิดว่าเราไม่วาดรูปแล้วเราจะโดนไล่ออกนะ เรารู้สึกว่าช่วงเวลานั้นของเรามันเป็นอะไรที่มันผ่านมาโคตรจะยากเลย มันอาจจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวตอของชีวิตด้วยหรือเปล่า หลายคนในตอนนั้นเรียกเราว่าเราเกเร แต่สำหรับเราเองเรารู้สึกว่า เราแค่อยากให้มันผ่านไปสักที จนเราขึ้นมัธยมปลาย โควตามันก็หมดสัญญาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ แต่คำว่าการทำงานศิลปะมันก็ยังยึดอยู่กับเราแบบนั้นเราแค่รู้สึกว่ามันต้องทำต่อ เราต้องไปแข่งต่อ เราต้องแข่งกับคนอื่น ก็เลยไปบ้างแต่ก็ไม่เคยได้รางวัลเลยสักครั้ง เลยว่ามีน้อยมากๆที่เราสนุกกับมันจริงๆ

แล้วมัธยมก็จบลงเข้าสู่ชั่วมหาลัยมันเป็นเรื่อง ยากมากๆที่จะรู้ว่าตัวเองต้องการที่จะเลือกอะไร และเราก็คิดว่างานศิลปะคงเป็นสิ่งที่ที่จะติดตัวเราตลอดชีวิตไปหรือเปล่า และเราก็เลือกมัน เราเข้าเรียนเกี่ยวกับสายกราฟิกดีไซน์ มอที่หลายๆคนก้อยากเรียน เพราะคิดว่ามันคงจะสามารถนำนำไปต่อยอดได้หลากหลาย และกว่าเราจะสอบเข้าได้เราก็รู้สึกว่าเราเหนื่อยกับมันมาก ถึงแม้จะลำบากแล้วเราก็เข้าไปจนได้อ่ะ เราก็ยังรู้สึกว่าเราแค่ฟลุกอยู่ดี

พอเราได้มาเรียนช่วงแรกมันก็เป็นพื้นฐานน่ะ เรียนวาดรูป ดอิ้ง งานมือ แล้วเราก็ชอบมันนะจนกระทั่งมันเริ่มเข้าสายงานจริงจังมันมีแต่โปรเจกต์ใหญ่หมดเลย แล้วมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้มีโอกาสทำมาก่อนแล้วรู้สึกว่ามันยากกับเรามาก การทำงานศิลปะเป็นโปรเจกต์ใหญ่มันก็เรื่องนึง แต่การทำงานกราฟิกก้เป้นอีกเรื่องนึง เราเคยคิดนะว่ามันคงกันมันมีเรื่องที่แต่ว่ามันไม่สามารถคำพูดได้เหมือนกัน แต่อาจารย์หลายคนที่เราเรียนด้วยเค้าก็บอก ว่าพวกเราคือนักออกแบบแล้วนักออกแบบคือนักแก้ปัญหาไม่ใช่ศิลปิน จนตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่มันกำลังจะตอนนี้เป็นช่วงเวลากำลังจะจบเทอมหนึ่ง แล้วก็อย่างที่รู้กันว่าตอนใกล้จะจบเทอมทีไรงานมันก็คงเยอะทุกทีแหละ เราเพิ่งผ่านงานสำคัญสำคัญมาหนึ่งงาน อาจารย์ชมเรานะแต่เรารู้สึกว่าเราทำมันได้ไม่ดีเลย งานเหล่านี้ทำให้รู้สึกคล้ายตอนที่ไปแข่งเพราะไม่งั้นจะถูกไล่ออกอีกครั้ง

เราไม่รู้ว่าเราแค่ไม่เหมาะกับการเรียนสายนี้ หรือเราไม่เหมาะกับแผนการเรียนที่เร่งรัดแบบนี้ หรือเราแค่ไม่เหมาะกับงานศิลปะเลย เราเคยคิดนะว่า ถ้าเกิดว่าโลกนี้ไม่มีคำตัดสิน ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน บรรทัดฐานของสังคม ไม่มีงานที่เรียกว่าดีหรืองานที่เรียกว่าแย่ เราจะยังรักการทำงานศิลปะอยู่หรือเปล่า

รู้ไหมเราตอบว่าอะไร

เราคิดว่าเราน่าจะตอบว่า อื้ม เราชอบมันมาก ๆ

มันน่าแปลกเพราะว่าตอนนี้เรารู้สึกว่าเราโคตรเกลียดกับมันจะตายเลยแต่ถ้ามีคนมาถามแบบเนี่ย เราก็คงตอบแบบนี้อยู่ดี ส่ิงนึงที่ขัดเจนคือการที่เราชอบมาทำเป็นงานยิ้มไม่สนุกเลย เราไม่เห็นภาพตัวเองจบสี่ปีอย่างไม่เป็นบ้าได้เลย เราอยากซิ่วมาก ๆ แต่ก็ไม่รู้ออกไปจะไปทำไร แล้วถ้าเรียนอยู่จะคุ้มไหมเพราะชื่อมหาลัยมันก็ค่อนข้างดี แต่เรียนไปก็บั่นทอนใจโครต ๆ เลย ขนาดที่เราเกือบจะจบชีวิตกับมันหลายรอบ แบบที่เราไม่เคยกลับมาทำงานศิลปะอีกเลยถ้าไม่ใช่เรื่องเรียน เป็นแบบนี้ตั้งแต่มัถยมแล้ว แต่ทุกครั้งเราก็จะก็คิดว่าอาจจะปกติมั้งสำหรับคนเรียนสายนี้ มั้ง

ตลกตัวเองจัง เราไม่รู้ว่ามีคนอ่านสิ่งนี้จบไหม ถ้าเขียนผิดไปบ้างก็ขออภัย พอดีเราใช้แบบฟังก์ชันที่มันพูดแล้วก็พิมพ์ให้แทนน่ะ เราอยากรู้ว่าคนอื่น  เครียดกันแบบนี้ไหม จัดการกับการหมดไฟยังไง ซิ่วตั้งแต่ปีหนึ่งจะแปลกรึเปล่า

ถ้ามีใครเคยรู้สึกแบบนี้ก็มาแชร์กันได้นะ เราชอบอ่าน
และขอบคุณที่ตั้งใจอ่านมาก ๆ เลยจริง ๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่