โลหิจจสูตร: เมื่อความหวงแหน กลายเป็นเครื่องกีดขวางทางธรรม

โลหิจจสูตร: เมื่อความหวงแหน กลายเป็นเครื่องกีดขวางทางธรรม

       "ณ ผืนป่าอันเงียบสงบ แสงอรุณแห่งวันใหม่ค่อยๆ ทอประกายผ่านทิวไม้ ขับไล่ความมืดมนแห่งราตรีกาลให้จางหายไปฉันใด...
ดวงใจของมนุษย์ผู้ยังเวียนว่ายในวัฏสงสาร ก็ย่อมโหยหาแสงสว่างแห่งปัญญาที่จะมาแผ้วถางความมืดบอดของอวิชชาให้หมดสิ้นไปฉันนั้น
ชีวิตนี้สั้นนัก เปรียบประดุจฟองน้ำที่ตั้งอยู่บนผิวน้ำ ไหวหวั่นต่อสายลมและกระแสน้ำแห่งกิเลสที่คอยซัดส่ายอยู่เนืองนิตย์
แต่ท่ามกลางความผันผวนปรวนแปรนั้น พระพุทธองค์ทรงชี้ทางสว่างแห่งความสงบเย็น... ทางอันเป็นเกษมเขตก้าวพ้นจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง..."



------------------------

ความมืดที่ซ่อนอยู่ในใจพราหมณ์

       ในโกศลชนบทอันกว้างใหญ่ไพศาล อันเป็นดินแดนที่ผู้คนต่างทำมาหากินและดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งกาลเวลา
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นดวงประทีปแห่งโลก เสด็จจาริกสัญจรไปพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณห้าร้อยรูป
จนกระทั่งเสด็จถึงบ้านสาลวติกา อันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานแก่โลหิจจพราหมณ์เป็นส่วยบำรุง
ดังที่ปรากฏในพระบาลีว่า:

      "สตฺตุสฺสทํ สติณกฏฺโฐทกํ สธญฺญํ ราชโภคฺคํ
รญฺญา ปเสนทิโกสเลน ทินฺนํ ราชทายํ พฺรหฺมเทยฺยํ"
(ถิ่นอันบริบูรณ์ด้วยผู้คน หญ้า ไม้ และข้าวเปลือก อันพระราชาประทานเป็นพรหมไทย เป็นราชโภคสมบัติ)

       ทว่า... ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์พรั่งพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารและอาณาเขตอันกว้างขวางนั้น
จิตใจของโลหิจจพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของถิ่นกลับแห้งแล้งและคับแคบยิ่งนัก ความตระหนี่และความเห็นแก่ตัวได้เข้าครอบงำดวงใจ
จนบังเกิดทิฏฐิอันลามกขึ้นมาว่า:

       "อิธ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา กุสลํ ธมฺมํ อธิคจฺเฉยฺย กุสลํ ธมฺมํ
อธิคนฺตฺวา น ปรสฺส อาโรเจยฺย กิญฺหิ ปโร ปรสฺส กริสฺสติ"
(สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ พึงบรรลุกุศลธรรมแล้ว ไม่ควรบอกแก่ผู้อื่น ผู้อื่นจะทำอะไรให้ใครได้เล่า?)

       พราหมณ์ผู้หลงผิดยังได้เปรียบเปรยความคิดอันคับแคบนั้นไว้อย่างน่าสลดใจว่า เหมือนกับบุคคลที่ตัดเครื่องพันธนาการเก่าทิ้งเสีย
แล้วกลับไปสร้างเครื่องพันธนาการอันใหม่ขึ้นมาผูกพันตนเองอีก พระองค์จึงตรัสเรียกความเห็นเช่นนี้ว่า "ปาปกํ โลภธมฺมํ"
คือธรรมอันลามกที่ไหลมาจากบ่อเกิดแห่งความโลภและความตระหนี่ถี่เหนียว

       อุปมาเสมือนมีผู้มีทรัพย์ขุดบ่อน้ำใสสะอาดไว้กลางทะเลทรายอันร้อนระอุ แต่กลับกักเก็บน้ำนั้นไว้ดื่มกินแต่เพียงผู้เดียว
ปล่อยให้เพื่อนมนุษย์ผู้กระหายน้ำเดินผ่านไปในความหิวกระหายด้วยความทรมาน ทั้งที่น้ำในบ่อมิได้พร่องลงเลยแม้แต่น้อยเพราะการแบ่งปัน...

       ความดีงามและพระสัทธรรมก็เช่นเดียวกัน ยิ่งให้ย่อมยิ่งมี ยิ่งแบ่งปันออกไปย่อมยิ่งสว่างไสว แต่พราหมณ์ผู้มืดบอดกลับเลือกที่จะปิดประตูแห่งการให้ ปิดกั้นดวงใจไม่ยอมรับกระแสแห่งความเมตตา เปรียบประดุจคนตาบอดที่ปฏิเสธแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ด้วยสำคัญว่าความมืดที่ตนคุ้นเคยนั้นคือความปลอดภัยอันแท้จริง

------------------------

น้ำใจของช่างกัลบก

       เมื่อความเห็นอันลามกอันเกิดจากความโลภและความตระหนี่ได้ก่อตัวขึ้นในจิตใจของโลหิจจพราหมณ์
จนกลายเป็นเครื่องพันธนาการรัดรึงดวงใจให้มืดบอด ทว่า... ท่ามกลางความมืดมนแห่งทิฏฐินั้น
กลิ่นอายแห่งพระสัทธรรมย่อมไม่อาจถูกกักขังไว้ได้ด้วยกำแพงแห่งความตระหนี่

กาลต่อมา โลหิจจพราหมณ์ได้ยินกิตติศัพท์อันงดงามของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นบรมศาสดา ว่า:

       "อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร
ปุริสทมฺมสารถี สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ"
(แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์... เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม)

       ดวงใจของพราหมณ์ผู้ห่างไกลจากความสงบเกิดความหวั่นไหวและกระหายใคร่จะได้เห็นพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงได้เรียกโรสิกะช่างกัลบกผู้รับใช้เข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยปากฝากฝังภาระอันสำคัญยิ่งให้เดินทางไปทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์มารับภัตตาหารในนิเวศน์ของตนในวันรุ่งขึ้น

       โรสิกะช่างกัลบกผู้มีความเลื่อมใสเป็นทุนเดิม รับคำแล้วรีบเดินทางไปยังที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นเข้าไปถวายบังคมแล้ว จึงกราบทูลอาราธนาด้วยความนอบน้อมยิ่ง ดังที่พระบาลีบันทึกไว้ว่า:

       "โลหิจฺโจ ภนฺเต พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ อปฺปาพาธํ
อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉติ เอวญฺจ วเทติ
อธิวาเสตุ กิร ภนฺเต ภควา โลหิจฺจสฺส พฺราหฺมณสฺส
สฺวาตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสํเฆนาติ"
       (ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลหิจจพราหมณ์สอบถามถึงความไม่มีโรค ความไม่มีอุปัทวะ ความมีพระกายเบา มีพระกำลัง และมีความอยู่สำราญของพระผู้มีพระภาคเจ้า และกล่าวอย่างนี้ว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับภัตตาหารของโลหิจจพราหมณ์ในวันพรุ่งนี้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เถิด)

       พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงรับคำนิมนต์นั้นด้วยอาการนิ่ง...
ความนิ่งอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการอนุเคราะห์และความเมตตาอันล้ำลึก ดังพระบาลีว่า:

       "อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺยิ้มภาเวน"
(พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยอาการดุษณีภาพ)

       ครั้นรุ่งอรุณแห่งวันใหม่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองบาตรและจีวร เสด็จดำเนินมุ่งหน้าสู่นิเวศน์ของโลหิจจพราหมณ์
ท่ามกลางหมู่ภิกษุสงฆ์อันสงบสำรวม ระหว่างทางนั้นเอง โรสิกะช่างกัลบกผู้เดินตามเสด็จอยู่เบื้องหลัง
ด้วยความที่เขารู้ซึ้งถึงความเห็นผิดอันคับแคบและบาปอกุศลที่นายของตนกำลังแบกรับอยู่
ความห่วงใยในกุศลจิตของนายพราหมณ์จึงพลุ่งพล่านขึ้นในใจ จนต้องกราบทูลอ้อนวอนพระศาสดาด้วยความสัตย์ซื่อว่า:

       "สาธุ ภนฺเต ภควา โลหิจฺจํ พฺราหฺมณํ
เอตสฺมา ปาปกา ทิฏฺฐิคตา วิเวเจตุ"
(ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงเปลื้องโลหิจจพราหมณ์จากทิฏฐิอันลามกนี้เถิด)

       พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงอาการตื่นตระหนก หรือทรงบัญชาด้วยอำนาจใดๆ
หากแต่ตรัสตอบด้วยพระวาจาอันนุ่มนวล เปี่ยมด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของจิตมนุษย์ว่า:

"อปฺเปวนาม สิยา โรสิเก"
(ดูก่อนโรสิกะ เรื่องนี้ก็อาจจะเป็นไปได้)

       ถ้อยคำอันเรียบง่ายแต่วิจิตรด้วยพระปัญญาประดุจสายน้ำเย็นที่รดลงบนพื้นดินที่แห้งผาก
พระองค์ทรงรู้ดีว่า ดวงจิตที่ถูกกั้นด้วยกำแพงแห่งความตระหนี่และทิฏฐินั้น มิอาจบังคับให้ตื่นขึ้นได้ด้วยการฝืนใจ
ทำได้เพียงแต่เปิดประตูแห่งปัญญาและแผ่รังสีแห่งเมตตาออกไป
เพื่อให้เจ้าของบ้านทางใจได้สำนึกและก้าวเดินออกมาสู่แสงสว่างด้วยความสมัครใจของตนเอง...

เหมือนดังตะวันรุ่งที่มิได้บังคับให้ดอกไม้บาน หากแต่อบอุ่นพอที่จะทำให้กลีบอันห่อหุ้มค่อยๆ คลี่คลายรับแสงแห่งอรุณด้วยความเต็มใจฉันนั้น

------------------------

พระมหากรุณาที่ใช้คำถามเปิดประตูแห่งปัญญา

       ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสวยภัตตาหารอันประณีตที่โลหิจจพราหมณ์จัดถวายด้วยความเคารพเสร็จสิ้นลงแล้ว
ทรงลุกขึ้นจากอาสนะทรงรับบาตร โอนีตปตฺตปาณี แล้วเสด็จประทับนั่ง ณ อาสนะอันสมควรที่จัดถวายไว้ ทว่า... พระองค์มิได้ทรงรีบเร่งตำหนิติเตียนด้วยพระวาจาอันเชี่ยวกราด หรือทรงพิพากษาตัดสินความผิดของพราหมณ์ด้วยอำนาจแห่งความโกรธขึงแต่อย่างใดไม่

       หากแต่พระองค์ทรงใช้สายพระเนตรอันเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทอดพระเนตรลงยังดวงจิตที่ยังมืดบอดด้วยอวิชชา
แล้วทรงเริ่มต้นด้วยการตรัสถามทวนความจริงอย่างนุ่มนวล เพื่อให้เจ้าของบ้านทางใจได้สำรวจตนเอง ดังพระบาลีว่า:

"สจฺจํ กิร โลหิจฺจ เต เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ"
(ดูก่อนโลหิจจะ ได้ยินว่า ความเห็นอันลามกเช่นนี้เกิดขึ้นแก่ท่าน จริงหรือ?)

โลหิจจพราหมณ์ผู้ยังติดอยู่ในทิฏฐิ ยอมรับตามตรงด้วยความซื่อว่า: "เอวํ โภ โคตม" (จริงอย่างนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ)

       เมื่อความจริงถูกเปิดเผยออก องค์พระบรมศาสดาผู้ทรงเป็นนายช่างผู้ฉลาดในการฝึกบุรุษ จึงทรงใช้วิธีอุปมาอุปไมยอันแยบคาย
ดุจดั่งแสงเทียนที่ค่อยๆ ส่องสว่างไล่ความมืดในห้องอันทึบตัน ทรงตั้งคำถามเปรียบเทียบถึงบ้านสาลวติกาอันเป็นเขตปกครองของพราหมณ์เองว่า
หากมีผู้กล่าวว่ารายได้และผลผลิตทั้งหมดในสาลวติกานี้ โลหิจจพราหมณ์ควรบริโภคแต่เพียงผู้เดียว ไม่ควรแบ่งปันให้แก่ผู้ใดเลย
คนเช่นนั้นย่อมเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อาศัยท่านเลี้ยงชีพใช่หรือไม่?

พราหมณ์กราบทูลรับด้วยความจำนนต่อเหตุผลว่า: "อนฺตรายกโร โภ โคตม" (เป็นผู้ทำอันตราย พระเจ้าข้า)

จากนั้น พระองค์ทรงไล่เรียงเหตุผลลงไปทีละขั้น ดุจการก้าวเดินลงสู่บันไดแห่งสัจธรรมอันลึกซึ้ง:

       พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “เมื่อทำความเดือดร้อนให้ จะชื่อว่าหวัง
ประโยชน์หรือไม่หวังประโยชน์ต่อคนเหล่านั้น”

       เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ ท่านพระโคดม”
       
       พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “ผู้ไม่หวังประโยชน์ จะชื่อว่ามีเมตตาจิต
หรือชื่อว่าคิดเป็นศัตรูกับคนเหล่านั้นเล่า”

        เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าคิดเป็นศัตรู ท่านพระโคดม”
       
       พระผู้มีพระภาคตรัสถามต่อไปว่า “เมื่อคิดเป็นศัตรู จะชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ
หรือสัมมาทิฏฐิเล่า”

        เขาทูลตอบว่า “ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ท่านพระโคดม”

       และผู้ที่มีความเห็นผิดอันร้ายแรงนี้แล พระองค์ทรงชี้ให้เห็นถึงปลายทางอันมืดมนแห่งวัฏสงสารว่า:
"ทฺวินฺนํ คตีนํ อญฺญตรํ คตึ วทามิ นิรยํ วา ติรจฺฉานโยนึ วา"
(เรากล่าวว่ามีคติอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน)

       พระองค์มิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ทรงขยายผลอุปมาเดียวกันนั้นไปยังพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ทรงครองแคว้นกาสีโกศลว่า
หากพระราชาทรงหวงแหนโภคสมบัติไว้เสวยเพียงพระองค์เดียวโดยไม่เผื่อแผ่แก่ผู้ใด ผลลัพธ์ย่อมเป็นภัยอันตรายแก่ชนทั้งปวงเช่นเดียวกัน

       แล้วจึงทรงน้อมนำเข้าสู่สัจธรรมข้อใหญ่ ใจความสำคัญแห่งพระสูตรนี้ว่า ผู้ใดที่กล่าวว่า "สมณะหรือพราหมณ์บรรลุกุศลธรรมแล้ว ไม่ควรบอกแก่ผู้อื่น" ผู้นั้นย่อมทำตัวเป็นอันตรายอย่างมหันต์ต่อบรรดากุลบุตรผู้มุ่งหน้าเข้ามาศึกษาปฏิบัติในธรรมวินัยของพระตถาคต จนสามารถบรรลุคุณวิเศษอันสูงสุด ทั้งพระโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล ตลอดจนเหล่าผู้บำเพ็ญบุญเพื่อก้าวไปสู่ทิพยภพอันเป็นสุข ดังที่พระองค์ตรัสรับรองไว้เป็นคาถาบาลีว่า:

       "เอวรูปํ อุฬารํ วิเสสํ อธิคจฺฉนฺติ โสตาปตฺติผลํปิ สจฺฉิกโรนฺติ
สกทาคามิผลํปิ สจฺฉิกโรนฺติ อนาคามิผลํปิ สจฺฉิกโรนฺติ อรหตฺตํปิ สจฺฉิกโรนฺติ"
(ชนทั้งหลายย่อมบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเช่นนี้ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล... สกทาคามิผล... อนาคามิผล... และอรหัตตผล)

       เมื่อความจริงอันกระจ่างแจ้งถูกคลี่คลายลงด้วยพระปัญญาคุณอันล้ำลึก
ความเห็นอันคับแคบของพราหมณ์ที่ดูราวกับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยว่า "ไม่ต้องบอกใคร" จึงถูกกระชากหน้ากากออก
เผยให้เห็นรากลึกอันดำมืด ที่แท้จริงแล้วมันคือเครื่องกีดขวาง และทำลายหนทางหลุดพ้นจากกองทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ทั้งโลกอย่างน่าสลดใจยิ่งนัก...

อ้างอิงจาก "โลหิจจสูตร"
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=09&siri=12
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่