เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วครับ ตอนนั้นผมไม่เคยคิดจะนำมาเล่า เพราะกลัวว่าถ้าพนักงานคนดังกล่าวมาอ่านเจอ จะทำให้เขาเสียความรู้สึก แต่เวลาผ่านมานานแล้ว วันนี้เลยอยากลองเล่าเป็นประสบการณ์ชีวิตสักเรื่อง
ผมเป็นเจ้าของกิจการแห่งหนึ่ง มีพนักงานประจำคนหนึ่งทำงานด้วยกันมาสิบกว่าปี เรียกว่าผูกพันกันพอสมควร เงินเดือนที่ให้ก็ค่อนข้างสูงกว่าพนักงานคนอื่น เพราะเห็นว่าอยู่ช่วยกันมานาน
ช่วงนั้นใกล้จะถึงวันเกิดน้องเขา ผมจึงมีความคิดว่า
อยากเซอร์ไพรส์ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่สักคัน
ตั้งใจซื้อมาให้น้องเขาใช้เป็นรถประจำตัวเลยครับ ขับมาทำงาน ขับกลับบ้าน หรือใช้ในชีวิตประจำวันแทนมอเตอร์ไซค์คันเก่า ค่าไฟก็ไม่ต้องเสีย เพราะสามารถชาร์จที่บริษัทได้ ผมตั้งใจดูแลให้ทั้งหมด
บริษัทมีรถใช้งานอยู่แล้ว 2–3 คัน รถคันใหม่นี้จึงไม่ได้ซื้อมาเพื่อใช้งานบริษัทเป็นหลัก
เบื้องต้นผมตั้งใจซื้อในนามบริษัท เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายและความรับผิดชอบต่าง ๆ ให้ และคิดไว้ด้วยว่า
ถ้าน้องเขาทำงานต่ออีกสัก 5 ปี ก็จะโอนรถให้เป็นชื่อเขาไปเลย
ถือว่าเป็นโบนัสก้อนใหญ่ตอบแทนคนที่อยู่ช่วยกันมานาน
ผมไม่ได้หวังอะไรจากรถคันนี้ แค่อยากให้น้องมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น
ผมแอบไปจองรถเรียบร้อยแล้ว โดยที่น้องยังไม่รู้เรื่องเลย
แต่ติดอยู่เรื่องเดียวครับ น้องเขาขับรถยนต์เป็น แต่ไม่มีใบขับขี่ ผมจึงบอกให้ไปทำใบขับขี่ไว้ โดยอ้างว่า "เผื่อมีงานข้างนอก จะได้ให้ขับรถไปทำธุระให้บริษัทบ้าง"
เพราะผมยังไม่อยากให้รู้เรื่องรถ กลัวเซอร์ไพรส์แตกก่อนถึงวันเกิด
ตอนนั้นน้องก็ยิ้มแย้ม รับฟังตามปกติ ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจอะไร
แต่แล้วผมกลับได้รับเซอร์ไพรส์เสียเอง...
วันหนึ่งผมหาเอกสารในออฟฟิศไม่เจอ จึงเปิดกล้องวงจรปิดย้อนหลังเพื่อดูว่าเอกสารถูกนำไปวางไว้ตรงไหน ซึ่งกล้องที่บริษัทสามารถบันทึกเสียงได้ด้วย ปกติผมไม่ได้เปิดดูหรือฟังอะไรถ้าไม่มีเหตุจำเป็น
บังเอิญได้ยินน้องเขากำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่พอดี
สิ่งที่ได้ยินทำเอาผมอึ้งไปเลยครับ
น้องเขาด่าผมด้วยคำหยาบคายค่อนข้างรุนแรง ประมาณว่า
"เดี๋ยวกูก็ไม่อยู่กับเจ้านาย เหี้x ๆ นี่แล้ว งานกูก็เยอะแยะ ยังจะให้กูไปทำใบขับขี่อีก จะให้กูขับรถไปงานข้างนอกอีก ให้กูทำ เหี้x อะไร"
"กูไปสมัครงานที่อื่นไว้แล้ว ได้งานใหม่เมื่อไหร่กูก็ออก เงินเดือนก็ไม่เพิ่ม แต่จะมาเพิ่มงานให้กูอีก"
ผมฟังแล้วนิ่งไปเลย...
สิ่งที่ผมกำลังตั้งใจจะทำให้เขามีความสุข กลับกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่พอใจผมอย่างมาก
ผมไม่ได้ติดใจเรื่องที่เขาคิดจะลาออกนะครับ ใครมีโอกาสที่ดีกว่า ก็มีสิทธิ์เลือกอนาคตตัวเอง
แต่ที่เสียความรู้สึกคือ เราทำงานด้วยกันมาสิบกว่าปี ถ้าไม่พอใจอะไร หรือไม่อยากทำงานส่วนไหน ก็น่าจะพูดกันตรง ๆ ได้
ต่อหน้าผมก็ยิ้มแย้มเหมือนทุกอย่างปกติ แต่ลับหลังกลับพูดถึงผมอีกแบบหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
จากที่เคยตื่นเต้น อยากให้ถึงวันเกิดเร็ว ๆ อยากเห็นสีหน้าน้องตอนรู้ว่าจะได้รถคันใหม่ ความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไปหมดเลย
แล้วเรื่องนี้จบลงอย่างไร?
หลังจากนั้นผมตัดสินใจยกเลิกการจองรถครับ
แต่ผมไม่ได้บอกน้องเขาว่าผมเคยตั้งใจจะซื้อรถให้ และไม่ได้บอกด้วยว่าผมได้ยินอะไรจากกล้องวงจรปิด
ผมเพียงเรียกน้องเขามาพูดคุยตามปกติ ถามว่า
"ทำงานที่นี่มานานแล้ว คิดว่ายังอยากทำงานที่นี่ต่อไปอีกนานไหม มีอะไรอึดอัดหรือเปล่า?"
น้องเขาก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม แล้วตอบประมาณว่า
"แล้วจะให้หนูไปไหนล่ะ หนูก็อยากอยู่ที่นี่นั่นแหละ ไม่อยากไปไหนหรอก งานก็หายากจะตาย ถ้าอยู่ได้ก็อยากอยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนที่ทำงานบ่อย"
ผมฟังแล้วก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่น้องไปสมัครงานที่อื่น ไม่ได้พูดถึงคำด่าที่ได้ยิน และไม่ได้เล่าเรื่องรถที่ตั้งใจจะซื้อให้
แถมบอกน้องเค้าว่าไม่ต้องทำใบขับขี่แล้วก็ได้... ถ้ามีงานนอกเดี๋ยวจะให้คนอื่นไป
ทุกอย่างจบลงตรงนั้น
วันเกิดปีนั้นไม่มีเซอร์ไพรส์ใหญ่โตอะไรครับ ก็เป็นวันทำงานธรรมดาวันหนึ่ง มีให้งบเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นของขวัญ สั่งหมูกระทะมาให้พนักงานกินด้วยกัน
แค่นั้นเอง...
แล้ววันนี้ ผ่านมา 2 ปี เป็นอย่างไรบ้าง?
น้องเขาก็ยังทำงานอยู่กับผมครับ ไม่ได้ลาออกไปไหน ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ เหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
ส่วนผมก็ยังปฏิบัติกับน้องเขาตามปกติ ไม่ได้ให้ออก ไม่ได้เอาเรื่องในวันนั้นมาพูดซ้ำ และไม่ได้คิดจะกลั่นแกล้งอะไร
เพียงแต่ลึก ๆ แล้ว ความรู้สึกผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จากที่เคยอยากสนับสนุน อยากดูแลเป็นพิเศษ อยากให้สิ่งดี ๆ ตอบแทนที่อยู่ด้วยกันมานาน ความรู้สึกเหล่านั้นมันค่อย ๆ หายไป
ทุกวันนี้ผมก็มองเขาเป็นพนักงานคนหนึ่ง ทำงานก็ได้รับเงินเดือนและผลตอบแทนตามสมควร ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่านั้น
ผมไม่ได้เกลียดเขา และไม่ได้โกรธแค้นอะไร
เพียงแต่บางครั้งคำพูดไม่กี่ประโยค ก็เปลี่ยนความรู้สึกที่สะสมกันมานับสิบปีได้เหมือนกัน
ที่ผ่านมาผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้น้องเขารู้แล้วต้องเสียความรู้สึก หรือกลายเป็นเรื่องอึดอัดในการทำงานร่วมกัน
จนวันนี้ผ่านมาประมาณ 2 ปีแล้ว จึงอยากนำมาเล่าเป็นประสบการณ์ชีวิตเรื่องหนึ่งเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว รถคันนั้นไม่เคยได้มาจอดที่บริษัท น้องเขาก็ไม่เคยรู้เลยว่าเกือบจะได้รับอะไรในวันเกิดปีนั้น
เขายังทำงานอยู่ที่เดิม ทุกอย่างดูเหมือนเดิมหมด...
มีเพียงความรู้สึกของผมเท่านั้น ที่ไม่เคยกลับไปเหมือนเดิมอีกเลย
ตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเซอร์ไพรส์วันเกิดลูกน้องที่อยู่ด้วยกันกว่า 10 ปี แต่สุดท้าย...คนที่ถูกเซอร์ไพรส์กลับเป็นผมเอง
ผมเป็นเจ้าของกิจการแห่งหนึ่ง มีพนักงานประจำคนหนึ่งทำงานด้วยกันมาสิบกว่าปี เรียกว่าผูกพันกันพอสมควร เงินเดือนที่ให้ก็ค่อนข้างสูงกว่าพนักงานคนอื่น เพราะเห็นว่าอยู่ช่วยกันมานาน
ช่วงนั้นใกล้จะถึงวันเกิดน้องเขา ผมจึงมีความคิดว่า อยากเซอร์ไพรส์ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่สักคัน
ตั้งใจซื้อมาให้น้องเขาใช้เป็นรถประจำตัวเลยครับ ขับมาทำงาน ขับกลับบ้าน หรือใช้ในชีวิตประจำวันแทนมอเตอร์ไซค์คันเก่า ค่าไฟก็ไม่ต้องเสีย เพราะสามารถชาร์จที่บริษัทได้ ผมตั้งใจดูแลให้ทั้งหมด
บริษัทมีรถใช้งานอยู่แล้ว 2–3 คัน รถคันใหม่นี้จึงไม่ได้ซื้อมาเพื่อใช้งานบริษัทเป็นหลัก
เบื้องต้นผมตั้งใจซื้อในนามบริษัท เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายและความรับผิดชอบต่าง ๆ ให้ และคิดไว้ด้วยว่า ถ้าน้องเขาทำงานต่ออีกสัก 5 ปี ก็จะโอนรถให้เป็นชื่อเขาไปเลย
ถือว่าเป็นโบนัสก้อนใหญ่ตอบแทนคนที่อยู่ช่วยกันมานาน
ผมไม่ได้หวังอะไรจากรถคันนี้ แค่อยากให้น้องมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น
ผมแอบไปจองรถเรียบร้อยแล้ว โดยที่น้องยังไม่รู้เรื่องเลย
แต่ติดอยู่เรื่องเดียวครับ น้องเขาขับรถยนต์เป็น แต่ไม่มีใบขับขี่ ผมจึงบอกให้ไปทำใบขับขี่ไว้ โดยอ้างว่า "เผื่อมีงานข้างนอก จะได้ให้ขับรถไปทำธุระให้บริษัทบ้าง"
เพราะผมยังไม่อยากให้รู้เรื่องรถ กลัวเซอร์ไพรส์แตกก่อนถึงวันเกิด
ตอนนั้นน้องก็ยิ้มแย้ม รับฟังตามปกติ ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจอะไร
แต่แล้วผมกลับได้รับเซอร์ไพรส์เสียเอง...
วันหนึ่งผมหาเอกสารในออฟฟิศไม่เจอ จึงเปิดกล้องวงจรปิดย้อนหลังเพื่อดูว่าเอกสารถูกนำไปวางไว้ตรงไหน ซึ่งกล้องที่บริษัทสามารถบันทึกเสียงได้ด้วย ปกติผมไม่ได้เปิดดูหรือฟังอะไรถ้าไม่มีเหตุจำเป็น
บังเอิญได้ยินน้องเขากำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่พอดี
สิ่งที่ได้ยินทำเอาผมอึ้งไปเลยครับ
น้องเขาด่าผมด้วยคำหยาบคายค่อนข้างรุนแรง ประมาณว่า
"เดี๋ยวกูก็ไม่อยู่กับเจ้านาย เหี้x ๆ นี่แล้ว งานกูก็เยอะแยะ ยังจะให้กูไปทำใบขับขี่อีก จะให้กูขับรถไปงานข้างนอกอีก ให้กูทำ เหี้x อะไร"
"กูไปสมัครงานที่อื่นไว้แล้ว ได้งานใหม่เมื่อไหร่กูก็ออก เงินเดือนก็ไม่เพิ่ม แต่จะมาเพิ่มงานให้กูอีก"
ผมฟังแล้วนิ่งไปเลย...
สิ่งที่ผมกำลังตั้งใจจะทำให้เขามีความสุข กลับกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่พอใจผมอย่างมาก
ผมไม่ได้ติดใจเรื่องที่เขาคิดจะลาออกนะครับ ใครมีโอกาสที่ดีกว่า ก็มีสิทธิ์เลือกอนาคตตัวเอง
แต่ที่เสียความรู้สึกคือ เราทำงานด้วยกันมาสิบกว่าปี ถ้าไม่พอใจอะไร หรือไม่อยากทำงานส่วนไหน ก็น่าจะพูดกันตรง ๆ ได้
ต่อหน้าผมก็ยิ้มแย้มเหมือนทุกอย่างปกติ แต่ลับหลังกลับพูดถึงผมอีกแบบหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
จากที่เคยตื่นเต้น อยากให้ถึงวันเกิดเร็ว ๆ อยากเห็นสีหน้าน้องตอนรู้ว่าจะได้รถคันใหม่ ความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไปหมดเลย
แล้วเรื่องนี้จบลงอย่างไร?
หลังจากนั้นผมตัดสินใจยกเลิกการจองรถครับ
แต่ผมไม่ได้บอกน้องเขาว่าผมเคยตั้งใจจะซื้อรถให้ และไม่ได้บอกด้วยว่าผมได้ยินอะไรจากกล้องวงจรปิด
ผมเพียงเรียกน้องเขามาพูดคุยตามปกติ ถามว่า
"ทำงานที่นี่มานานแล้ว คิดว่ายังอยากทำงานที่นี่ต่อไปอีกนานไหม มีอะไรอึดอัดหรือเปล่า?"
น้องเขาก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม แล้วตอบประมาณว่า
"แล้วจะให้หนูไปไหนล่ะ หนูก็อยากอยู่ที่นี่นั่นแหละ ไม่อยากไปไหนหรอก งานก็หายากจะตาย ถ้าอยู่ได้ก็อยากอยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนที่ทำงานบ่อย"
ผมฟังแล้วก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่น้องไปสมัครงานที่อื่น ไม่ได้พูดถึงคำด่าที่ได้ยิน และไม่ได้เล่าเรื่องรถที่ตั้งใจจะซื้อให้
แถมบอกน้องเค้าว่าไม่ต้องทำใบขับขี่แล้วก็ได้... ถ้ามีงานนอกเดี๋ยวจะให้คนอื่นไป
ทุกอย่างจบลงตรงนั้น
วันเกิดปีนั้นไม่มีเซอร์ไพรส์ใหญ่โตอะไรครับ ก็เป็นวันทำงานธรรมดาวันหนึ่ง มีให้งบเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นของขวัญ สั่งหมูกระทะมาให้พนักงานกินด้วยกัน
แค่นั้นเอง...
แล้ววันนี้ ผ่านมา 2 ปี เป็นอย่างไรบ้าง?
น้องเขาก็ยังทำงานอยู่กับผมครับ ไม่ได้ลาออกไปไหน ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ เหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
ส่วนผมก็ยังปฏิบัติกับน้องเขาตามปกติ ไม่ได้ให้ออก ไม่ได้เอาเรื่องในวันนั้นมาพูดซ้ำ และไม่ได้คิดจะกลั่นแกล้งอะไร
เพียงแต่ลึก ๆ แล้ว ความรู้สึกผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จากที่เคยอยากสนับสนุน อยากดูแลเป็นพิเศษ อยากให้สิ่งดี ๆ ตอบแทนที่อยู่ด้วยกันมานาน ความรู้สึกเหล่านั้นมันค่อย ๆ หายไป
ทุกวันนี้ผมก็มองเขาเป็นพนักงานคนหนึ่ง ทำงานก็ได้รับเงินเดือนและผลตอบแทนตามสมควร ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่านั้น
ผมไม่ได้เกลียดเขา และไม่ได้โกรธแค้นอะไร
เพียงแต่บางครั้งคำพูดไม่กี่ประโยค ก็เปลี่ยนความรู้สึกที่สะสมกันมานับสิบปีได้เหมือนกัน
ที่ผ่านมาผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้น้องเขารู้แล้วต้องเสียความรู้สึก หรือกลายเป็นเรื่องอึดอัดในการทำงานร่วมกัน
จนวันนี้ผ่านมาประมาณ 2 ปีแล้ว จึงอยากนำมาเล่าเป็นประสบการณ์ชีวิตเรื่องหนึ่งเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว รถคันนั้นไม่เคยได้มาจอดที่บริษัท น้องเขาก็ไม่เคยรู้เลยว่าเกือบจะได้รับอะไรในวันเกิดปีนั้น
เขายังทำงานอยู่ที่เดิม ทุกอย่างดูเหมือนเดิมหมด...
มีเพียงความรู้สึกของผมเท่านั้น ที่ไม่เคยกลับไปเหมือนเดิมอีกเลย