‘😂’ คืออิโมจิของคนแก่? เพราะคนรุ่นใหม่ เลิกใช้ แล้วเปลี่ยนมาขำด้วย ‘😭’ เมื่ออำนาจทางภาษากำหนดโดย ‘เด็กสาววัยรุ่น’

‘😂’ คืออิโมจิของคนแก่? เพราะคนรุ่นใหม่พร้อมใจเลิกใช้ แล้วเปลี่ยนมาขำด้วย ‘😭’ เมื่ออำนาจทางภาษากำหนดโดย ‘เด็กสาววัยรุ่น’
.
ทุกวันนี้เวลาเจอเรื่องตลกในแชต มีใครยังกดส่ง ‘😂’ หรือ ‘🤣’ อยู่หรือเปล่า?

ถ้าคำตอบคือ ‘ใช่’ เราอาจต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ในสายตาของคนรุ่นใหม่ อิโมจิที่ใช้อยู่นั้น อาจกำลังฟ้องว่าคุณ ‘เริ่มแก่’ แล้วโดยไม่รู้ตัว เพราะสำหรับคนรุ่นใหม่ ถ้าเจอเรื่องตลกๆ เขาจะใช้ ‘😭’ เป็นตัวแทนของการหัวเราะแทน
.
ในประเด็นนี้ มีข้อมูลจากการวิเคราะห์ตัวอย่างการใช้อิโมจิแบบไม่ระบุตัวตนกว่า 665 ล้านครั้งทั่วโลก บนแป้นพิมพ์ Gboard ของ ‘Google’ ร่วมกับรายงานของ ‘The New York Times’ พบว่าเมื่อปีที่ผ่านมา อิโมจิ ‘😭’ ได้ขึ้นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง 🤣 และ 😂 ไปเรียบร้อยแล้ว
.
เหตุผลก็คือ สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Gen Alpha มองว่าอิโมจิหัวเราะแบบเดิมๆ นั้นถูกใช้บ่อยจน ‘เกร่อ’ ทำให้หน้า 😭 กลายเป็นอิโมจิสารพัดประโยชน์อันใหม่ ที่สามารถหยิบมาใช้ได้หลากหลายอารมณ์ ทั้งตลกจัด ซึ้งจัด หรืออับอายจนอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ
.
คำถามคือ แล้วใครเป็นคนกำหนดเทรนด์เหล่านี้? ซาลี ตาเกลียมอนเต (Sali A. Tagliamonte) ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต อธิบายว่า วัยรุ่น โดยเฉพาะ ‘กลุ่มเด็กสาววัยรุ่น’ คือแนวหน้าในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทางภาษามาโดยตลอด เพราะผู้หญิงมักมีสายสัมพันธ์ทางสังคมที่กว้างกว่า และมีคลังคำศัพท์ทางอารมณ์ที่หลากหลายกว่า
.
ในขณะที่คนเราเมื่ออายุมากขึ้น การใช้ภาษาก็จะเริ่มคงที่และอยู่กับความคุ้นเคยแบบเดิมๆ สังเกตได้จากการที่กลุ่มคนมีอายุยังคงใช้อิโมจิ 😂 และ 🤣
.
เรื่องนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ วิลเลียม ลาบอฟ (William Labov) บิดาแห่งภาษาศาสตร์สังคม ที่ศึกษาไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ว่ากลุ่มวัยรุ่นมักเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมทางภาษาใหม่ๆ เสมอ และผู้หญิงมักก้าวล้ำหน้าผู้ชายไปหนึ่งเจเนอเรชันในการรับเอาภาษาใหม่ๆ มาใช้
.
นอกจากเรื่องวัยแล้ว รูปแบบการสื่อสารก็เปลี่ยนไปด้วย เจนนิเฟอร์ แดเนียล (Jennifer Daniel) ครีเอทีฟไดเรกเตอร์จาก Google เล่าว่า คนรุ่นเธอ (วัย 40+) เคยชินกับการสื่อสารกับคนหมู่มากบนพื้นที่สาธารณะอย่าง Twitter (X) หรือ Facebook แต่สำหรับคนรุ่นนี้ การพูดคุยย้ายเข้าไปอยู่ในกรุ๊ปแชตส่วนตัวและกลุ่มวัฒนธรรมย่อย เป้าหมายของการใช้ภาษาก็คือเพื่อให้ ‘คนกลุ่มเดียวกันตรงหน้านี้เข้าใจฉัน’
.
นอกจากปัจจัยด้านเพศและวัยแล้ว ‘พื้นที่กำเนิด’ ของภาษาใหม่ๆ บนแป้นพิมพ์ยังมักเริ่มต้นขึ้นในวัฒนธรรมย่อยทางอินเทอร์เน็ต อดัม อเล็กซิก (Adam Aleksic) นักภาษาศาสตร์เจ้าของบล็อก Etymology Nerd เสริมว่า กลุ่มคนที่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนชายขอบ มักเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางภาษา เพราะยิ่งเป็นคนกลุ่มน้อย ก็ยิ่งมีความต้องการสร้างภาษาเฉพาะ เพื่อสร้างความแตกต่างและยืนยันตัวตน
.
ตัวอย่างก็คือ การเติบโตของ 🇧🇷 (ธงชาติบราซิล) ที่พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยมีจุดเริ่มต้นมาจากวัฒนธรรมของเหล่าเกมเมอร์ หรือ 🫰 (มินิฮาร์ต) ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกโดยมีต้นตอมาจากพลังขับเคลื่อนของแฟนคลับเคป๊อป
.
และยังมีประเด็นที่ว่า บรรดาครีเอเตอร์สายมีมในวัฒนธรรมย่อยเหล่านี้ พยายามวิ่งหาความล้ำหน้าอยู่ตลอดเวลา จนเกิดเป็นวัฏจักรที่ว่า พออิโมจิตัวไหนเริ่ม ‘แมส’ จนคนทั่วไปใช้กัน ครีเอเตอร์ก็พร้อมจะหาตัวใหม่ทันที
.
เหมือนกับอิโมจิหัวกะโหลก ‘💀’ (ขำจนขิต) ซึ่งเคยแซงหน้า 😭 ในหมู่วัยรุ่นช่วงสั้นๆ แต่พอคนใช้เยอะเข้า ความนิยมก็ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
.
หรืออย่างอิโมจิดอกไม้เหี่ยว ‘🥀’ ที่เติบโตเร็วสุดในปีที่ผ่านมา (พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 93 ด้วยอัตราการเติบโต +190 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากใน TikTok โดยใช้เพื่อสื่ออารมณ์ประมาณว่า “ตอนนี้ฉันกำลังเหี่ยวเฉาหมดแรง” แต่ก็อย่างที่อเล็กซิกบอกไว้แบบติดตลกว่า “ทันทีที่คุณยายของคุณเริ่มใช้อิโมจิดอกไม้เหี่ยวเมื่อไหร่ เมื่อนั้นคือจบบริบูรณ์ คุณต้องมูฟออนไปหาตัวอื่นได้แล้ว”
.
ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังลามไปถึงอิโมจิพื้นฐานอย่าง ‘👍’ นิ้วโป้งกดไลก์ ที่วัยรุ่นแทบไม่กดส่งกันแบบตรงไปตรงมาแล้ว แต่กลายเป็น ‘อิโมจิคนแก่’ ที่เด็กรุ่นใหม่จะหยิบมาใช้เฉพาะเวลาต้องการประชดประชันขำๆ เท่านั้น โดยพวกเขาเลือกหันไปใช้ ‘🙏’ หรือ ‘🔥’ แทน
.
และในขณะเดียวกัน Gen Alpha และ Gen Z ก็เริ่มขุดเอาอิโมจิลึกๆ ในแป้นพิมพ์มาเล่นเป็นมีม เช่น รูปปั้นโมไอ ‘🗿’ ที่กระโดดจากอันดับ 482 ในปี 2021 ขึ้นมาอยู่อันดับ 33 เพื่อใช้ตอบกลับแบบหน้าตาย กวนๆ หรือเลิกคิ้วมองบน รวมถึงอิโมจิใหม่อย่าง ‘🫩’ ที่แทบจะมีแต่เด็กสองรุ่นนี้เท่านั้นที่หยิบมาเล่นหรือใช้พูดคุย
.
จากประเด็นเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า เมื่อการสื่อสารย้ายไปอยู่ในจอเป็นหลัก อิโมจิจึงทำหน้าที่เป็นตัวเติมเต็มอารมณ์ความรู้สึกที่ขาดหาย และการทำหน้าที่ส่งสัญญาณบอกสถานะของความเป็น ‘คนในกลุ่มเดียวกัน’
.
และแม้ทุกวันนี้เราจะมีรูปแบบอิโมจิให้เลือกใช้มากกว่า 3,600 ตัว แต่ข้อมูลจาก Google กลับพบว่า อิโมจิเพียง 10 อันดับแรกกลับครองสัดส่วนการใช้งานไปแล้วถึง 36 เปอร์เซ็นต์ ทั่วโลก นั่นหมายความว่า ในภาพรวมระดับแมส อิโมจิได้กลายเป็น ‘ภาษาสากล’ ที่ทุกคนในสังคมเริ่มเข้าใจตรงกัน
.
แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมันกลายเป็นภาษาสากลที่คนทุกรุ่นเข้าถึงได้ คนหนุ่มสาวบางกลุ่มจึงเริ่มก้าวข้ามระบบอิโมจิแบบเดิมๆ ไปอีกขั้น พวกเขาหันไปใช้งาน ‘สติกเกอร์’ แทน ซึ่งมักจะสร้างขึ้นจากรูปถ่ายส่วนตัว ภาพมีมเฉพาะกลุ่ม หรือเรื่องตลกล้อเลียน ที่มีเพียงคนในกลุ่มเท่านั้นที่เข้าใจ
.
ทั้งนี้ อิโมจิจึงหมายถึงภาษาสากล สติกเกอร์ก็คือพื้นที่ของมุกวงใน และเป็นหลักฐานว่า แม้อารมณ์พื้นฐานของมนุษย์เราจะไม่เคยเปลี่ยน แต่สัญลักษณ์ที่เราเลือกหยิบมาแทนความรู้สึกนั้นกลับหมุนเวียนไปตามกาลเวลาและช่วงวัยอยู่ตลอด อ่านจบตรงนี้ อย่าลืมไปลองดูนะว่าในแชตของทุกคน ทุกวันนี้ยังส่ง ‘😂’ หรือเปลี่ยนมาใช้กัน  ‘😭’ กันแล้ว?
.
ที่มา : Brandthink
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่