เอาจริงเราเพิ่ง 21 มาได้ไม่กี่วัน ขอเกริ่นก่อนว่าตอนนี้เราอยู่ปี 3 แล้ว และทั้งปีมานี้มันยากมากเลย เริ่มต้นปีมาด้วยการเลิกกับแฟน(ที่เหมือนไม่ใช่แฟน) ตามมาด้วยปัญหาด้านการเงินของที่บ้าน หนี้สินมหาศาล และเรื่องเรียนเรื่องเพื่อนตามมาติด ๆ ปีนี้เราน่าจะเข้าโรงบาลได้ 4-5 ครั้งละ *ครั้งแรก : กรดไหลย้อน+กล้ามเนื้ออกอักเสบจากการทำงาน หาละไม่หายว่ะเลยไปใหม่ *ครั้งที่สอง : ไปด้วยอาการหัวตื้อ หัวหนัก สมองเบลอ ตาเบลอ รู้สึกตัวตลอดพูดฟังปกติดี และอาการแน่นอกยังไม่หาย หมอบอกกล้ามเนื้ออักเสบเหมือนเดิมแต่เริ่มพูดถึง “ โรควิตกกังวล ” เข้ามาด้วย *ครั้งที่สามและสี่ : ไปด้วยอาการหัวตื้อ โลกเบลอ ทุกอย่างไม่เหมือนจริงซ้ำ ๆ จนหมอให้ตรวจโรคซึมเศร้า (ไม่เจอนะ)

เอ๊ยเอาจริง ๆ ไม่เคยเชื่อหมอหรอกว่าสิ่งที่เป็นมันมาจากความคิดและจิตใจ เราเอาแต่คิดว่าร่างกายเราต้องเป็นอะไรสักอย่าง คอยจับผิดนู่นนี่ตลอดเวลา วัดชีพจรตลอดเหมือนคนบ้า และนั่นคือโรคแรกที่เราเป็น “ Health Anxiety ” จริง ๆ อาการนี้มีความหลังที่เป็นปัจจัยเดี๋ยวไว้ว่างจะมาเล่า และโรคตามมาติด ๆ (ไม่รู้เรียกโรคได้หรือเปล่านะ) นั่นก็คือ ” โรคเครียด และ ไมเกรน ” ไม่อยากจะเชื่อเราเป็นสามสิ่งนี้พร้อมกันติดกันเป็นเดือน ๆ
อาการหลัก ๆ ที่เราเป็นช่วงนั้น : 1.กรดไหลย้อน(เกิดจากทานข้าวไม่ตรงเวลา+เครียดลงกระเพาะ) 2.กล้ามเนื้ออักเสบ(เราทำ Art Crew ในกองถ่ายอาจเกิดจากยกของหนัก แต่อีกมุมนึงแพทย์บอก อาจเกิดจากการเครียดตลอดเวลา กังวลตลอดจนเวลาหายใจหรือเดินจะยกไหล่ไม่รู้ตัวและมันทำให้อักเสบได้) 3.โลกเบลอสมองตื้อ (หมอบอกมันคือภาวะ Derealization พบในคนเป็น Anxiety ไมเกรนหรือซึมเศร้า) 4.หนักอกแน่นอกข้างซ้ายฝั่งเดียว (ตรวจหัวใจละเอียดไม่พบอะไร แพทย์บอกเกี่ยวกับกล้ามเนื้อที่อักเสบ และแพทย์บอกมันคืออาการหนักใจได้ด้วย อันนี้น่าสนใจ) 5.ปวดหัวไมเกรน (ปวดเบ้าตาและหัวข้างเดียว ก่อนหน้านี้มีประวัติล้มหัวโดนขอบตู้ เลยโดนกระตุ้นเป็นไมเกรนได้ด้วย)
…โอเคนั่นก็เป็นอะไรที่เกิดขึ้นกับเราก่อนหน้านี้ หนักหนาสาหัสอยู่นะสำหรับเด็กอายุ 20 คนนึง ที่แบกรับ

ทุกอย่าง ในขณะที่เครียดทั้งเรียน ครอบครัว ความรัก ไหนจะร่างกายที่ไม่ได้ดั่งใจ เราก็ต้องทำงานไปด้วยเพราะชีวิตขับเคลื่อนด้วยเงิน แต่สุดท้ายแล้วเราน่าจะผ่านมาได้เพราะ ช่าง

ทีละเรื่อง เช่น เรื่องความรักไปก่อนเลย ต่อมาน่าจะเรื่องเรียนเพราะโชคดีปิดเทอมพอดี และก็เรื่องที่เหลืออาจจะยังยากอยู่แต่พยายามคิดมากให้น้อยลง
ฝากถึงคนที่กำลังเจออะไรคล้าย ๆ เราอยู่นะ สิ่งที่เราทำได้ทุกวันคือช่าง

เว้ย ในวันไหนที่ทุกอย่างหนักเกิน วางลงบ้าง หัดช่างมัน ใช้ชีวิตแบบ ตอนไหนหิว=กิน เหนื่อย=พัก ไม่สบาย=หาหมอ อย่าฝืนตัวเองนักเลย ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม อย่าลืมหาความสุขให้ตัวเอง เราดีขึ้นได้เพราะพาตัวเองออกไปเที่ยวด้วย เที่ยวคนเดียวสบาย ๆ อยากกินไรก็กิน ถ้ายังวางทุกอย่างลงไม่ได้ ไม่ต้องฝืนนน ค่อยเป็นค่อยไป ฟีลแบบหาสีสันให้ชีวิตมากขึ้นไรงี้ก็ได้ และเอาจริง้ราไม่รู้หรอกจะกลับมาเป็นแบบเดิมอีกมั้ย แต่เราผ่านมันมาได้แล้วครั้งหน้าก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปมั้งงงง
…แด่ฉันวัย 21 ปีและฉันในอนาคต…
อายุ 20 กับปัญหาด้านจิตใจที่ยากจะอธิบาย🤍
อาการหลัก ๆ ที่เราเป็นช่วงนั้น : 1.กรดไหลย้อน(เกิดจากทานข้าวไม่ตรงเวลา+เครียดลงกระเพาะ) 2.กล้ามเนื้ออักเสบ(เราทำ Art Crew ในกองถ่ายอาจเกิดจากยกของหนัก แต่อีกมุมนึงแพทย์บอก อาจเกิดจากการเครียดตลอดเวลา กังวลตลอดจนเวลาหายใจหรือเดินจะยกไหล่ไม่รู้ตัวและมันทำให้อักเสบได้) 3.โลกเบลอสมองตื้อ (หมอบอกมันคือภาวะ Derealization พบในคนเป็น Anxiety ไมเกรนหรือซึมเศร้า) 4.หนักอกแน่นอกข้างซ้ายฝั่งเดียว (ตรวจหัวใจละเอียดไม่พบอะไร แพทย์บอกเกี่ยวกับกล้ามเนื้อที่อักเสบ และแพทย์บอกมันคืออาการหนักใจได้ด้วย อันนี้น่าสนใจ) 5.ปวดหัวไมเกรน (ปวดเบ้าตาและหัวข้างเดียว ก่อนหน้านี้มีประวัติล้มหัวโดนขอบตู้ เลยโดนกระตุ้นเป็นไมเกรนได้ด้วย)
…โอเคนั่นก็เป็นอะไรที่เกิดขึ้นกับเราก่อนหน้านี้ หนักหนาสาหัสอยู่นะสำหรับเด็กอายุ 20 คนนึง ที่แบกรับ
ฝากถึงคนที่กำลังเจออะไรคล้าย ๆ เราอยู่นะ สิ่งที่เราทำได้ทุกวันคือช่าง
…แด่ฉันวัย 21 ปีและฉันในอนาคต…