Cr.Youtube
เงื่อนรักกามเทพ...Cupid Knot (9) ชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป
หลวงพ่อเจ้าอาวาสทำพิธีลาสิกขาบทให้หลวงพี่เป็นที่เรียบร้อย เขาใช้เวลาเกือบชั่วโมงคุยกับท่าน กราบลงที่เท้าหลวงพ่อก่อนกลับ
หลวงพ่อลูบศีรษะ และให้พร...“ขอให้บุญและกุศลดีงามที่สร้างไว้ช่วยคุ้มครองให้อยู่ดีมีสุขนะ”
วรชิตเดินออกมาหาน้องสาวและป้าทอง “กลับบ้านเรานะคะพี่ชิต ทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่ เราจะเริ่มต้นใหม่อย่างมีความสุข เขมกรเชื่อว่าพี่ชายเข้ม
แข็งพอที่จะก้าวไปอย่างไม่มีอุปสรรคใด ๆ อีกแล้ว” ป้าทองเข้ามากุมมือ น้ำตาไหล ทั้งดีใจทั้งโล่งใจ คุณวรชิตเป็นคนอ่อนโยน แม้ดูเข้มแข็ง แต่ดี
เกินไป เหตุนี้ในหลายครั้งจึงพาตัวเองเดือดร้อนไปด้วย
ชายหนุ่มใช้เวลาขลุกอยู่กับหนังสือและเอกสารที่บ้าน น้องสาว...เขมกรออกไปทำงานแต่เช้าทุกวัน
“คุณคะทานบัวลอยน้ำขิงก่อนนะ ร้อนกำลังดีเลยค่ะ”
“ขอบคุณครับป้าทอง ช่วงนี้ย่าเล็กไปเชียงใหม่รึครับ"
"ค่ะ ท่านขึ้นไปได้สองวันแล้ว"
เสียงบีบแตรรถหน้าบ้าน แม่บ้านออกไปต้อนรับผู้มาเยือน ฝีเท้าเดินกระทบพื้นตรงมาที่ห้องทำงาน
“ไงไอ้ทิด หมกตัวอยู่บ้านเกือบสองอาทิตย์แล้วนะ โทรมาชวนไปกินข้าวก็บอกว่าไม่ว่าง ตกงานอยู่แท้ ๆ ไม่ว่างได้ไง ไม่เข้าใจเลยนี่ถ้าออก
มาจากเปลือกทีตัวคงขาวเป็นหยวกกล้วยแน่นะครับป้าทอง” ทั้งคู่หัวเราะ แต่วิชิตเปิดยิ้มกว้างเมื่อคนที่มาหาคือเพื่อนรัก วิสัยมองผมที่เริ่มยาวแต่ยังหลงเหลือคราบนักบวช ใบหน้าแจ่มใสของเพื่อนซี้ เขาเดินเข้ามาจับมือแล้วดึงตัววรชิตเข้ามากอดอย่างดีใจ ดีใจที่เจออีก...สิ่งที่วิสัยกลัวคือวรชิต
จะครองผ้าเหลืองไปตลอดชีวิต
“สบายใจแล้วใช่ไหมชิต”
เขาพยักหน้าสายตาสบตากับวิสัยนิ่ง และมั่นคง ไม่เหมือนแรก ๆ ที่เกิดเรื่อง
วิสัยสนิทกับวรชิตตั้งแต่ปีหนึ่งมหาวิทยาลัย เขาสองคนมีความเหมือนกันหลายอย่าง ทั้งอาหารการกิน เพลง รักการอ่าน และมีความฝันเดียว
กันที่หวังว่าสักวันจะมีบริษัทของตัวเอง จากปีหนึ่งจนเรียนจบทั้งคู่จึงเป็นเงาของกันและกันตลอด ไม่ว่าลงวิชาเรียน หมกตัวอ่านหนังสือ ทำกิจกรรม
ในมหาวิทยาลัย กระทั่งเรียนจบออกมาทำงานครบสามปี ตามความฝันก็ลงทุนตั้งบริษัทรับเหมาสร้าง ออกแบบ และตกแต่งบ้านและรวมถึง
รับจัดสวน มีงานเข้ามาจากปากต่อปากของลูกค้าซึ่งพอใจกับผลงานในราคาที่เจ้าของบ้านทุกคนตั้งไว้ วาดฝันในการมีบ้านสักหลังสมใจ ทุกอย่าง
เป็นไปด้วยดี
จนกระทั่งเกิดเรื่อง...วรชิตหายไปสองวัน วันถัดมาเขาเข้าบริษัทมา ขอคุยเป็นการส่วนตัวกับวิสัย และขายหุ้นส่วนของเขาให้วิสัย
“ฉันมั่นใจว่านายจะดูแลบริษัทได้ด้วยดี ฉันอ่อนล้าเหลือเกิน คิดว่าจะไปบวชหาความสงบสักพักหนึ่ง” นั้นเป็นครั้งแรกที่วิสัยแลเห็นแววหม่นหมอง
และสับสนในดวงตาของเพื่อนสนิท
สักพักหนึ่งของวรชิตคือช่วงที่เขาคิดว่ายาวนานทีเดียวที่ไม่มีคู่คิด
... ป้าทองยกบัวลอยน้ำขิงกับน้ำดื่มมาให้วิสัย เขาไม่เอ่ยถึงญาติผู้น้อง
อดีตภรรยาของวรชิต วิสัยเชื่อว่าเพื่อนรักคนนี้เป็นคนดี มีความสามารถ วรชิตไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องไม่ดีอะไรอีกแล้ว
“นายกลับมาทำงานที่บริษัทเหมือนเดิมนะ มาช่วยกันสร้างงานดี ๆ ไงล่ะ”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น เพียงแต่ฉันต้องการทำในฐานะพนักงานคนหนึ่ง”
“เฮ้ย! นายอย่างพูดอย่างนี้อีกนะ ฉันยังเก็บหุ้นนายไว้ ขายคืนให้ราคาเดิม นายทำงานมาเยอะมีเงินเก็บมากพอที่จะอยู่สบาย แต่อย่าดีกว่า
กลับมาเป็นหุ้นส่วนฉันตามเดิม สร้างงานดี ๆ ให้ลูกค้านะ”
“ไม่ดีแน่ ฉันเอาเปรียบนายตั้งพักใหญ่ จู่ ๆ จะมาเอาหุ้นคืน ยังไงอยู่นะ”
“เพราะนายเป็นคนคิดมาก นายถึงเจอแต่เรื่องที่กระทบใจนายไงล่ะ เลิกคิดมาก กลับมาเป็นหุ้นส่วน...โอเคนะ” เขาพยักหน้า ไม่โลเล ไม่ชักช้า
ทำก็ทำไม่ทำคือไม่...นี้เป็นนิสัยของวรชิต
สองเกลอออกมาข้างนอก วิสัยขับรถออกมาถึงชานเมือง ร้านอาหารชื่อดัง อาหารอร่อย สัมผัสอากาศแถบชานพระนครที่สดชื่น มองเห็นทุ่ง
ข้าวสุดตา ต้นไม้ใหญ่ปลูกยาวเป็นแนวขนานไปกับถนน นกกระยางขายาวบินโฉบลงเหนือทุ่งข้าวมองหาอาหาร ทั้งหอย หรือปลาตัวเล็ก และแมลง
ในท้องนา ลมโชยพัดเอากลิ่นน้ำมันหอมที่จุดไว้ในตะเกียงทรงโบราณกำจายกลิ่นจางไปทั่วระเบียงไม้ทรงครึ่งวงกลมที่ต่อยื่นจากตัวร้านออกมา สำหรับ
ผู้ที่ชอบธรรมชาติในยามเย็น นั่งรับลมชมวิวที่โต๊ะอาหารด้านนอก ป่านมะนิลาสีเข้มขึงเชื่อมเสาไม้ จุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งรอบระเบียง ทุกอย่างตกแต่ง
เรียบง่าย เน้นไปที่ทุ่งข้าวและธรรมชาติสวยงามที่รายล้อม บทสนทนากับเพื่อนที่รู้ใจด้วยอาหารรสเยี่ยมราคาไม่แพงนัก
ทั้งคู่นั่งมองอาทิตย์อัสดง เคลื่อนตัวระเรื่อยต่ำ ทอแสงอ่อนลง สุดสายตา...มองเสมือน ตะวันลดตัวแตะปลายยอดข้าวในทุ่ง ฟ้าทิ้งริ้วรอยลาย
เมฆแปลกตา ตะวันลาลับหาย ทั้งคู่เช็คบิลอาหารและพากันกลับ ชีวิตหนุ่มใหญ่และปาริดาดำเนินต่อไปได้พักใหญ่ ข่าวไฮโซพันวาออกจากคุก
ไม่มีคนสนใจนัก หากแต่คำสาปแช่งของผู้คนหลายส่วนยังไม่เห็นด้วย พันวาควรได้รับโทษหนักกว่านี้สาสมกับความเลวจึงจะถูก
พันวาได้ลดหย่อนโทษ ออกจากคุกไวกว่ากำหนด เธอเข้าบ้านมาได้เพียงวันเดียวแล้วหอบผ้าไปอยู่กับเพื่อน “ไม่รอพบป๋าหรือคะ คุณหนู”
“รอรึ รอทำไม หลายปีที่เคยคิดว่ารอเผื่อจะได้พบบ้างแต่ไม่เลย แล้วตอนนี้จะให้ฉันรอหาสวรรค์วิมานอะไรเชอะ ! ” คำสุดท้ายกับทีท่าไม่สนใจ
“กุญแจรถฉันอยู่ไหนยายจิก” เสียงหงุดหงิดไม่พอใจ
“คุณท่านไม่ให้ขับรถแล้วค่ะ จะไปไหนก็ให้คนขับไปส่งนะคะ”
“หึหึ! ดีๆ นี่ดีนะยังไม่ยึดบัตรเครดิต และเงินในบัญชีของฉัน” เธอยกไวน์กระดกใส่ปาก แล้วขว้างแก้วไปที่รูปบิดาบังเกิดเกล้าด้วยความโกรธ
และโมโห ก่อนจะเดินไปขึ้นรถออกไป ป้าจิกน้ำตาซึม แม้ไม่ใช่ลูก แต่เลี้ยงดูกันมา เวรกรรมอะไรนะพันวาถึงทำตัวตกต่ำได้ถึงเพียงนี้
“ตายก็ฝัง
ยังก็เลี้ยง” ป้าจิกจำได้ แต่พันวาไม่รู้หรอกว่าป๋าผู้พ่อเริ่มถอดใจ
เสียงเคาะประตูห้อง เจ้าของห้องมองผ่านรูกลมออกมาเห็นเป็นพันวาเพื่อนขี้ยามีเงิน เธอเปิดประตู
“นี่ห้องเหรอ รกเป็นรังหนูเลย” เสียงบ่นของผู้มาเยือนพร้อมกับเหวี่ยงกระเป๋าไปที่โซฟา
“คุณหนูพันวาไม่ไปอยู่ที่คฤหาสน์ใหญ่ล่ะคะ ทั้งกว้าง ทั้งใหญ่ มีคนรองมือรองเท้า” เก๋ประชด
“อยู่กับผีสิ มีเพียงคนใช้นั่งซื่อบื้อหน้าสลอน เซ็งตายเลย คอนโดราคาแพง...เจ้าของน่าจะจ้างแม่บ้านมาเก็บกวาดได้นะ” เก๋ยักไหล่เดินเข้า
ห้องน้ำไป
ทั้งคู่คือขยะสังคมที่เกิดมาในครอบครัวคนมีเงินแต่เอาดีไม่ได้ พ่อ –แม่เก๋หลังจากซื้อคอนโดให้เพื่อแลกกับการที่ลูกกลับไปเรียนให้จบ
มหาวิทยาลัย แต่เก๋ไม่สนใจ เธอมีแก๊งเพื่อนกิน ดื่ม เที่ยว เงินหมดก็ส่งยาบ้าง เอายามาขายเพื่อนในแก๊งบ้าง ใช้ชีวิตบาปอย่างสนุกสนานไปวัน ๆ
“พรุ่งนี้ ฉันจะชวนมาจัดงานรับคุณหนูพันวาออกจากคุกดีไหม”
ผู้เพิ่งพ้นคุกมายักไหล่ “ติดคุกแล้วทำไม ออกมาก็ยังมีเงินใช้ ก็โอเคล่ะ” เสียงประชดประชันตัวเอง ดวงตาแดงแล้วสะบัดหน้า พันวาเชิดหน้าอย่าง
จองหอง
พันวายื่นเงินให้เก๋ “เรียกแม่บ้านคอนโดหรือใครที่แกไว้ใจได้มาทำความสะอาดสักหน่อย ไป ๆ หาอะไรกินดื่มไวน์สักขวด...ฉันเลี้ยงเอง”
ทั้งคู่กับมาแม้ไม่เมาจนหัวทิ่มแต่สภาพไม่น่าดูนัก “อือ! น่าอยู่ขึ้นหน่อย”
“แกนอนบนโซฟาได้ไหมคุณหนูพันวา อย่าเข้ามานอนในห้องฉันเลย” ท่าทางห่วงที่
“ด้ายย...เปิดห้องไว้นะจะได้อุ่นใจ”
ดึกแล้วเสียงละเมอเอะอะ และกรีดร้องของพันวา เก๋งัวเงียลุกขึ้น
“ไป ๆ ฉันไม่ใช่ฆาตกร ฉันไม่ได้ฆ่าใคร ออกไปไอ้เด็กบ้า ออกไป กลัว ๆ ฉันกลัวแล้ว” เก๋ยืนมองอย่างสมเพช สองมือพันวาไขว่คว้า เหงื่อแตก
เต็มตัว
“พันวา ๆ ” เธอสะดุ้งตื่นและกอดแขนเพื่อนไว้
“เป็นอะไร ท่าทางกลัวขนาดนี้ทำไมหรือพันวา”
“ฉันฝันมันน่ากลัว ภาพคนตาย เลือด ๆ เป็นกอง กับเด็กบ้านั้นวิ่งไล่ฉันไปมาเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด” เสียงเล่าสะดุดสะท้านด้วยความกลัวจับใจ...ไม่มีใครอยู่ตามรังควานพันวา
แต่มโนจิตเธอตามหลอกหลอนตัวเองมาตลอด เห็นแต่เลือด และภาพคนตาย...ช่างน่าสงสาร
ช่างน่าสมเพช
เงื่อนรักกามเทพ Cupid Knot (9) ชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป
Cr.Youtube
เงื่อนรักกามเทพ...Cupid Knot (9) ชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป
หลวงพ่อเจ้าอาวาสทำพิธีลาสิกขาบทให้หลวงพี่เป็นที่เรียบร้อย เขาใช้เวลาเกือบชั่วโมงคุยกับท่าน กราบลงที่เท้าหลวงพ่อก่อนกลับ
หลวงพ่อลูบศีรษะ และให้พร...“ขอให้บุญและกุศลดีงามที่สร้างไว้ช่วยคุ้มครองให้อยู่ดีมีสุขนะ”
วรชิตเดินออกมาหาน้องสาวและป้าทอง “กลับบ้านเรานะคะพี่ชิต ทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่ เราจะเริ่มต้นใหม่อย่างมีความสุข เขมกรเชื่อว่าพี่ชายเข้ม
แข็งพอที่จะก้าวไปอย่างไม่มีอุปสรรคใด ๆ อีกแล้ว” ป้าทองเข้ามากุมมือ น้ำตาไหล ทั้งดีใจทั้งโล่งใจ คุณวรชิตเป็นคนอ่อนโยน แม้ดูเข้มแข็ง แต่ดี
เกินไป เหตุนี้ในหลายครั้งจึงพาตัวเองเดือดร้อนไปด้วย
ชายหนุ่มใช้เวลาขลุกอยู่กับหนังสือและเอกสารที่บ้าน น้องสาว...เขมกรออกไปทำงานแต่เช้าทุกวัน
“คุณคะทานบัวลอยน้ำขิงก่อนนะ ร้อนกำลังดีเลยค่ะ”
“ขอบคุณครับป้าทอง ช่วงนี้ย่าเล็กไปเชียงใหม่รึครับ"
"ค่ะ ท่านขึ้นไปได้สองวันแล้ว"
เสียงบีบแตรรถหน้าบ้าน แม่บ้านออกไปต้อนรับผู้มาเยือน ฝีเท้าเดินกระทบพื้นตรงมาที่ห้องทำงาน
“ไงไอ้ทิด หมกตัวอยู่บ้านเกือบสองอาทิตย์แล้วนะ โทรมาชวนไปกินข้าวก็บอกว่าไม่ว่าง ตกงานอยู่แท้ ๆ ไม่ว่างได้ไง ไม่เข้าใจเลยนี่ถ้าออก
มาจากเปลือกทีตัวคงขาวเป็นหยวกกล้วยแน่นะครับป้าทอง” ทั้งคู่หัวเราะ แต่วิชิตเปิดยิ้มกว้างเมื่อคนที่มาหาคือเพื่อนรัก วิสัยมองผมที่เริ่มยาวแต่ยังหลงเหลือคราบนักบวช ใบหน้าแจ่มใสของเพื่อนซี้ เขาเดินเข้ามาจับมือแล้วดึงตัววรชิตเข้ามากอดอย่างดีใจ ดีใจที่เจออีก...สิ่งที่วิสัยกลัวคือวรชิต
จะครองผ้าเหลืองไปตลอดชีวิต
“สบายใจแล้วใช่ไหมชิต”
เขาพยักหน้าสายตาสบตากับวิสัยนิ่ง และมั่นคง ไม่เหมือนแรก ๆ ที่เกิดเรื่อง
วิสัยสนิทกับวรชิตตั้งแต่ปีหนึ่งมหาวิทยาลัย เขาสองคนมีความเหมือนกันหลายอย่าง ทั้งอาหารการกิน เพลง รักการอ่าน และมีความฝันเดียว
กันที่หวังว่าสักวันจะมีบริษัทของตัวเอง จากปีหนึ่งจนเรียนจบทั้งคู่จึงเป็นเงาของกันและกันตลอด ไม่ว่าลงวิชาเรียน หมกตัวอ่านหนังสือ ทำกิจกรรม
ในมหาวิทยาลัย กระทั่งเรียนจบออกมาทำงานครบสามปี ตามความฝันก็ลงทุนตั้งบริษัทรับเหมาสร้าง ออกแบบ และตกแต่งบ้านและรวมถึง
รับจัดสวน มีงานเข้ามาจากปากต่อปากของลูกค้าซึ่งพอใจกับผลงานในราคาที่เจ้าของบ้านทุกคนตั้งไว้ วาดฝันในการมีบ้านสักหลังสมใจ ทุกอย่าง
เป็นไปด้วยดี
จนกระทั่งเกิดเรื่อง...วรชิตหายไปสองวัน วันถัดมาเขาเข้าบริษัทมา ขอคุยเป็นการส่วนตัวกับวิสัย และขายหุ้นส่วนของเขาให้วิสัย
“ฉันมั่นใจว่านายจะดูแลบริษัทได้ด้วยดี ฉันอ่อนล้าเหลือเกิน คิดว่าจะไปบวชหาความสงบสักพักหนึ่ง” นั้นเป็นครั้งแรกที่วิสัยแลเห็นแววหม่นหมอง
และสับสนในดวงตาของเพื่อนสนิท
สักพักหนึ่งของวรชิตคือช่วงที่เขาคิดว่ายาวนานทีเดียวที่ไม่มีคู่คิด... ป้าทองยกบัวลอยน้ำขิงกับน้ำดื่มมาให้วิสัย เขาไม่เอ่ยถึงญาติผู้น้อง
อดีตภรรยาของวรชิต วิสัยเชื่อว่าเพื่อนรักคนนี้เป็นคนดี มีความสามารถ วรชิตไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องไม่ดีอะไรอีกแล้ว
“นายกลับมาทำงานที่บริษัทเหมือนเดิมนะ มาช่วยกันสร้างงานดี ๆ ไงล่ะ”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น เพียงแต่ฉันต้องการทำในฐานะพนักงานคนหนึ่ง”
“เฮ้ย! นายอย่างพูดอย่างนี้อีกนะ ฉันยังเก็บหุ้นนายไว้ ขายคืนให้ราคาเดิม นายทำงานมาเยอะมีเงินเก็บมากพอที่จะอยู่สบาย แต่อย่าดีกว่า
กลับมาเป็นหุ้นส่วนฉันตามเดิม สร้างงานดี ๆ ให้ลูกค้านะ”
“ไม่ดีแน่ ฉันเอาเปรียบนายตั้งพักใหญ่ จู่ ๆ จะมาเอาหุ้นคืน ยังไงอยู่นะ”
“เพราะนายเป็นคนคิดมาก นายถึงเจอแต่เรื่องที่กระทบใจนายไงล่ะ เลิกคิดมาก กลับมาเป็นหุ้นส่วน...โอเคนะ” เขาพยักหน้า ไม่โลเล ไม่ชักช้า
ทำก็ทำไม่ทำคือไม่...นี้เป็นนิสัยของวรชิต
สองเกลอออกมาข้างนอก วิสัยขับรถออกมาถึงชานเมือง ร้านอาหารชื่อดัง อาหารอร่อย สัมผัสอากาศแถบชานพระนครที่สดชื่น มองเห็นทุ่ง
ข้าวสุดตา ต้นไม้ใหญ่ปลูกยาวเป็นแนวขนานไปกับถนน นกกระยางขายาวบินโฉบลงเหนือทุ่งข้าวมองหาอาหาร ทั้งหอย หรือปลาตัวเล็ก และแมลง
ในท้องนา ลมโชยพัดเอากลิ่นน้ำมันหอมที่จุดไว้ในตะเกียงทรงโบราณกำจายกลิ่นจางไปทั่วระเบียงไม้ทรงครึ่งวงกลมที่ต่อยื่นจากตัวร้านออกมา สำหรับ
ผู้ที่ชอบธรรมชาติในยามเย็น นั่งรับลมชมวิวที่โต๊ะอาหารด้านนอก ป่านมะนิลาสีเข้มขึงเชื่อมเสาไม้ จุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งรอบระเบียง ทุกอย่างตกแต่ง
เรียบง่าย เน้นไปที่ทุ่งข้าวและธรรมชาติสวยงามที่รายล้อม บทสนทนากับเพื่อนที่รู้ใจด้วยอาหารรสเยี่ยมราคาไม่แพงนัก
ทั้งคู่นั่งมองอาทิตย์อัสดง เคลื่อนตัวระเรื่อยต่ำ ทอแสงอ่อนลง สุดสายตา...มองเสมือน ตะวันลดตัวแตะปลายยอดข้าวในทุ่ง ฟ้าทิ้งริ้วรอยลาย
เมฆแปลกตา ตะวันลาลับหาย ทั้งคู่เช็คบิลอาหารและพากันกลับ ชีวิตหนุ่มใหญ่และปาริดาดำเนินต่อไปได้พักใหญ่ ข่าวไฮโซพันวาออกจากคุก
ไม่มีคนสนใจนัก หากแต่คำสาปแช่งของผู้คนหลายส่วนยังไม่เห็นด้วย พันวาควรได้รับโทษหนักกว่านี้สาสมกับความเลวจึงจะถูก
พันวาได้ลดหย่อนโทษ ออกจากคุกไวกว่ากำหนด เธอเข้าบ้านมาได้เพียงวันเดียวแล้วหอบผ้าไปอยู่กับเพื่อน “ไม่รอพบป๋าหรือคะ คุณหนู”
“รอรึ รอทำไม หลายปีที่เคยคิดว่ารอเผื่อจะได้พบบ้างแต่ไม่เลย แล้วตอนนี้จะให้ฉันรอหาสวรรค์วิมานอะไรเชอะ ! ” คำสุดท้ายกับทีท่าไม่สนใจ
“กุญแจรถฉันอยู่ไหนยายจิก” เสียงหงุดหงิดไม่พอใจ
“คุณท่านไม่ให้ขับรถแล้วค่ะ จะไปไหนก็ให้คนขับไปส่งนะคะ”
“หึหึ! ดีๆ นี่ดีนะยังไม่ยึดบัตรเครดิต และเงินในบัญชีของฉัน” เธอยกไวน์กระดกใส่ปาก แล้วขว้างแก้วไปที่รูปบิดาบังเกิดเกล้าด้วยความโกรธ
และโมโห ก่อนจะเดินไปขึ้นรถออกไป ป้าจิกน้ำตาซึม แม้ไม่ใช่ลูก แต่เลี้ยงดูกันมา เวรกรรมอะไรนะพันวาถึงทำตัวตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ “ตายก็ฝัง
ยังก็เลี้ยง” ป้าจิกจำได้ แต่พันวาไม่รู้หรอกว่าป๋าผู้พ่อเริ่มถอดใจ
เสียงเคาะประตูห้อง เจ้าของห้องมองผ่านรูกลมออกมาเห็นเป็นพันวาเพื่อนขี้ยามีเงิน เธอเปิดประตู
“นี่ห้องเหรอ รกเป็นรังหนูเลย” เสียงบ่นของผู้มาเยือนพร้อมกับเหวี่ยงกระเป๋าไปที่โซฟา
“คุณหนูพันวาไม่ไปอยู่ที่คฤหาสน์ใหญ่ล่ะคะ ทั้งกว้าง ทั้งใหญ่ มีคนรองมือรองเท้า” เก๋ประชด
“อยู่กับผีสิ มีเพียงคนใช้นั่งซื่อบื้อหน้าสลอน เซ็งตายเลย คอนโดราคาแพง...เจ้าของน่าจะจ้างแม่บ้านมาเก็บกวาดได้นะ” เก๋ยักไหล่เดินเข้า
ห้องน้ำไป
ทั้งคู่คือขยะสังคมที่เกิดมาในครอบครัวคนมีเงินแต่เอาดีไม่ได้ พ่อ –แม่เก๋หลังจากซื้อคอนโดให้เพื่อแลกกับการที่ลูกกลับไปเรียนให้จบ
มหาวิทยาลัย แต่เก๋ไม่สนใจ เธอมีแก๊งเพื่อนกิน ดื่ม เที่ยว เงินหมดก็ส่งยาบ้าง เอายามาขายเพื่อนในแก๊งบ้าง ใช้ชีวิตบาปอย่างสนุกสนานไปวัน ๆ
“พรุ่งนี้ ฉันจะชวนมาจัดงานรับคุณหนูพันวาออกจากคุกดีไหม”
ผู้เพิ่งพ้นคุกมายักไหล่ “ติดคุกแล้วทำไม ออกมาก็ยังมีเงินใช้ ก็โอเคล่ะ” เสียงประชดประชันตัวเอง ดวงตาแดงแล้วสะบัดหน้า พันวาเชิดหน้าอย่าง
จองหอง
พันวายื่นเงินให้เก๋ “เรียกแม่บ้านคอนโดหรือใครที่แกไว้ใจได้มาทำความสะอาดสักหน่อย ไป ๆ หาอะไรกินดื่มไวน์สักขวด...ฉันเลี้ยงเอง”
ทั้งคู่กับมาแม้ไม่เมาจนหัวทิ่มแต่สภาพไม่น่าดูนัก “อือ! น่าอยู่ขึ้นหน่อย”
“แกนอนบนโซฟาได้ไหมคุณหนูพันวา อย่าเข้ามานอนในห้องฉันเลย” ท่าทางห่วงที่
“ด้ายย...เปิดห้องไว้นะจะได้อุ่นใจ”
ดึกแล้วเสียงละเมอเอะอะ และกรีดร้องของพันวา เก๋งัวเงียลุกขึ้น
“ไป ๆ ฉันไม่ใช่ฆาตกร ฉันไม่ได้ฆ่าใคร ออกไปไอ้เด็กบ้า ออกไป กลัว ๆ ฉันกลัวแล้ว” เก๋ยืนมองอย่างสมเพช สองมือพันวาไขว่คว้า เหงื่อแตก
เต็มตัว
“พันวา ๆ ” เธอสะดุ้งตื่นและกอดแขนเพื่อนไว้
“เป็นอะไร ท่าทางกลัวขนาดนี้ทำไมหรือพันวา”
“ฉันฝันมันน่ากลัว ภาพคนตาย เลือด ๆ เป็นกอง กับเด็กบ้านั้นวิ่งไล่ฉันไปมาเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด” เสียงเล่าสะดุดสะท้านด้วยความกลัวจับใจ...ไม่มีใครอยู่ตามรังควานพันวา แต่มโนจิตเธอตามหลอกหลอนตัวเองมาตลอด เห็นแต่เลือด และภาพคนตาย...ช่างน่าสงสาร
ช่างน่าสมเพช