สวัสดีครับ กระทู้นี้ผมตั้งใจอยากมาเเชร์ประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมได้บรรลุธรรมจริงจากการปฏิบัติในเวลาเเค่ 1 อาทิตย์ตามชื่อกระทู้ที่ผมได้ตั้งไว้ อาจจะยาวสักหน่อยเเต่อยากให้ได้อ่านกันครับ
ย้อนความก่อนว่าเมื่อประมาณ 6 ปีที่เเล้วผมได้เคยตั้งกระทู้นึงในชื่อว่า "ประสบการณ์จริงในการบรรลุธรรม" ซึ่งตอนนั้นผมอายุ 17 ปี ซึ่งกระทู้นั้นคนให้ความสนใจค่อนข้างเยอะครับ เเต่ด้วยความที่ตอนนั้นผมยังค่อนข้างเด็ก การเรียบเรียงประโยคเเละการเล่าอะไรต่างๆนาๆ ก็อาจยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร สำหรับกระทู้นี้ ผมเลยตั้งใจอยากมาเล่าประสบการณ์นี้อีกครั้งในวันที่ผมอายุ 23 ปีเเล้ว เเละเป้าหมายเดียวของผมคือการอยากเชิญชวนให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม เเละขอเป็น 1 เสียงที่จะให้ความมั่นใจกับคนที่ยังลังเลสงสัยในคำสอนของพระพุทธองค์ว่าสามารถนำไปสู่การพ้นทุกข์ได้จริงหรือไม่
ก่อนอื่นภาษาที่ใช้ในกระทู้นี้ผมจะขอหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะทางหรือศัพท์ตามตำรามากเกินไป จะพยายามใช้ภาษาที่เข้าใจได้ง่ายเพื่อให้ทุกคนสามารถอ่านเเล้วเข้าใจตามได้นะครับ
-----------------------------------|
เรื่องของผมคร่าวๆก็คือ ผมได้บรรลุธรรมตั้งเเต่ตอนอายุ 17 ปี หรือประมาณ 6 ปีที่เเล้ว (เป็นช่วงอายุประมาณ 16~17 ปี ซึ่งผมเองจำวันเดือนปีที่เเน่นอนไม่ได้ขนาดนั้น เลยจะขอนับเป็น 17 ปีไปนะครับ)
เดิมทีผมเป็นคนที่สนใจในพระพุทธศาสนาตั้งเเต่เด็กผมถือศีล ไหว้พระสวดมนต์เเละฝึกสมาธิ ทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน ก็เป็นการปฏิบัติตามธรรมเนียมเเละความเชื่อทั่วไปตามคนในครอบครัวเเละสังคมพุทธ
เเต่ผมนั้นเป็นคนที่จะตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองมาตลอดตั้งเเต่ยังเด็ก เราเกิดมาเพื่ออะไร เราทำเเบบนั้นเเบบนี้ไปทำไม เราจะหนีความตายความพลัดพรากจากคนรักได้ยังไง ผมมักคิดวนกับคำถามเหล่านี้ซ้ำๆมาตลอด
ชีวิตผมนับว่าค่อนข้างสุขสบาย มีครอบครัวที่เลี้ยงดูอย่างดี ได้กินอิ่มนอนหลับ ไม่มีภาระอะไรที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งผมก็ใช้ชีวิตปกติเเบบเด็กคนนึงทั่วๆไปมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันนึงในวันที่ผมนั่งเล่นเกมอยู่บ้านในวันหยุดอย่างสบายใจ เเต่ในช่วงขณะนึง ในขณะที่มือกำลังกดเกมเเต่ความคิดผมในตอนนั้นไม่ได้รู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ เเต่รู้สึกขึ้นมากับตัวเองประมาณว่า "นี่เราทำอะไรอยู่?" ผมเริ่มมองชีวิตว่ามันไม่มีสาระเเก่นสาร เหมือนฝุ่นผงที่ลอยไปวันๆ ผมก็เกิดความเบื่อขึ้นมาดื้อๆด้วยเหตุผลเเบบนั้นเลยครับ ทำให้ผมเกิดความสนใจขึ้นมาจริงจังว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไรกันเเน่?
เเละนี่คือจุดเริ่มต้นที่ผมได้เริ่มปฏิบัติครับ
หลังจากเล่าเรื่องของผมไปพอประมาณเเล้ว ในส่วนตรงนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ผมอยากให้ทุกคนตั้งใจอ่าน ผมจะเล่าอย่างละเอียดเเบบไม่ปกปิดอะไรทั้งสิ้น ทั้งวิธีการปฏิบัติ เเละสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนบรรลุธรรมนะครับ
ซึ่งการบรรลุธรรมนั้นไม่ได้ซับซ้อน เเต่เป็นความเรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อจนน่าอัศจรรย์
-----------------------------------|
การปฏิบัติที่ว่าคือการปฏิบัติเเบบมีสติรู้อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเองหรือที่เรียกว่าหลักสติปัฏฐาน 4 ครับ
ในตลอด 1 อาทิตย์นับตั้งเเต่ที่ผมได้เริ่มรู้จักการปฏิบัติ หรือในภาษาธรรมที่เรียกกันว่าวิปัสสนา สิ่งที่ผมทำคือการมีสติรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเองอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมมากๆในตอนนั้น ผมไม่เคยศึกษาตำราหรือมีโอกาสได้พูดคุยหรือสนทนาธรรมกับใครทั้งนั้น ผมเพียงเเต่ศึกษาเท่าที่รู้ "ทางเดินที่ต้องเดินไป" หรือวิธีการปฏิบัติมาเท่านั้น นั่นทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผมกำลังจะถ่ายทอดออกมาให้ได้อ่านจึงมาจากประสบด้วยตนเองเเบบ 100% โดยไม่มีเจือปนกับความรู้หรือประสบการณ์ของท่านอื่นๆมาผสม
กลับมาที่เรื่องของการปฏิบัตินะครับ ชีวิตประจำวันของผมใน 1 อาทิตย์นั้นคือการมีสติตั้งมั่นรู้อารมณ์ความรู้สึกอยู่ตลอดวัน เเละนั่งสมาธิในเวลาพักผ่อนหรือก่อนจะนอน เเละฟังธรรมควบคู่กันไปครับ ซึ่งธรรมที่ผมฟังทุกวันในช่วง 1 อาทิตย์นั้นคือบทธรรมจักรกัปวตนสูตรเเบบเเปลไทยเพียงเเค่บทเดียว ซึ่งชีวิตประจำวันผมทั้งวันจะสลับทั้งทำสมาธิ ฟังธรรม เเละรู้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เรื่อยๆในระหว่างวัน
เเต่การปฏิบัติของผมในตอนนั้นไม่ได้มีเป้าหมายอะไร ผมยังไม่ได้คิดเรื่องพ้นทุกข์ ผมไม่ได้คาดหวังเรื่องบรรลุธรรมหรือคาดหวังว่าจะต้องได้เป็นหรือได้เห็นอะไร เเม้เเต่คำว่าโสดาบันหรือสภาวะอะไรต่างๆนาๆในภาษาทางธรรมที่ผมก็ไม่ได้รู้จักหรือเข้าใจ ผมเพียงรู้อารมณ์ตัวเองไปเเบบเรื่อยๆ เเบบผ่อนคลาย ไม่บีบครั้นหรือมีความคาดหวังใดๆเลยครับ
กลับมาที่เนื้อหาสำคัญซึ่งเป็นกุญเเจของการบรรลุธรรม นั่นคือการเกิดปัญญามองเห็น "ไตรลักษณ์" ครับ
เมื่อโกรธก็รู้ว่าโกรธ ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ หงุดหงิด เสียใจ ดีใจ ในทุกๆอารมณ์ที่ผมมีสติรู้ทัน มันเกิดการพิจารณาสภาวะความเกิดดับหรือที่เรียกไตรลักษณ์ขึ้นมาเองอยู่ซ้ำๆ ซึ่งยิ่งผมได้เห็นการเกิดดับของอารมณ์ต่างๆ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากการกระทบมาทางหู ทางตา หรือจมูกมากขึ้นเท่าไหร่ เหมือนว่ามันเริ่มสะสมเเละกำลังเกิดความเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาอยู่เงียบๆทีละนิด มันไม่ได้มีภาษาหรือคำพูด เเต่มันคือความรู้สึกของการ รู้ เเละเห็นการเกิดดับอย่างเงียบๆ บวกกับการได้ฟังธรรมเเละพิจารณาตามซ้ำๆ ผมยิ่งเริ่มเหมือนจะเข้าใจเเละตระหนักขึ้นมาเเล้วว่า "ตัวเราไม่มีอยู่ที่ใดเลย" เป็นความรู้สึกที่เริ่มเกิดความประหลาดใจเเละเริ่มมองเห็นอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเหมือนหนังเรื่องเดิมที่ฉายซ้ำๆ เป็นเหมือนก้อนเมฆบนฟ้าที่ลอยมาเเละสลายไป ผมเริ่มมองเห็นทุกอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่เเยกว่านี่โกรธ นี่ทุกข์ นี่สุข เห็นเป็นเเค่สิ่งนึงเกิดขึ้นมาเเละสิ่งนั้นก็ดับลงไป เเต่นั่นก็เป็นเพียงความคิดที่ยังอาศัยความเข้าใจไปตามตรรกะเหตุผล ยังไม่ได้เป็นการบรรลุธรรมครับ
การบรรลุธรรมนั้นไม่ใช่การนับจาก 0 เเล้วกลายเป็น 1
เเต่มันคือ 0.1..0.2..0.3..ไปจนถึง 10 มันคือการสะสมความเข้าใจอย่างเงียบๆจากการได้เห็นความเกิดดับซ้ำๆของสภาวะธรรม
เเละในวันที่ปัญญาเต็มรอบถึง 10 ก็มาถึงครับ หลังจากปฏิบัติมาได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ในระหว่างวันผมได้รู้อารมณ์ของตนเองไปเรื่อยๆเหมือนอย่างทุกๆวัน เเละในขณะนึงซึ่งรู้อารมณ์โกรธหงุดหงิดของตนเองที่เกิดขึ้นมาตอนนั้น ผมมีสติรู้ทันเเละอารมณ์นั้นดับลงเหมือนอย่างเคย เเละนี่ก็เป็น "วินาทีของการบรรลุธรรม" ครับ ผมไม่สามารถบอกเวลาที่เเน่ชัดได้ เเต่อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดคือทันทีผมเห็นเกิดดับอีกครั้ง ผมก็บรรลุธรรมครับ
นี่คือส่วนที่ยากที่สุดในการเล่าเเละอธิบายสภาวะเเละสิ่งที่เกิดขึ้นว่าอะไรที่ทำให้ผมคิดเเบบนั้น เพราะสภาวะที่ผมได้สัมผัสมันเกินความเข้าใจของคนปกติ เป็นสิ่งที่ไม่มีวันเข้าใจหรือจินตนาการได้จนกว่าจะสัมผัสด้วยตนเอง เเต่ผมจะพยายามเปรียบเปรยกับบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้พอเห็นภาพเเละเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ
ในวินาทีที่บรรลุธรรมมันคือความนิ่งเงียบเเละสงบ ไม่ได้มีปรากฏการณ์หรือพลังเหนือธรรมชาติใดๆ มันเปรียบเหมือนระเบิดภายในที่นิ่งเงียบ มันมีเพียงเเค่ความนิ่งสงบเเละความอัศจรรย์ใจที่ผมบรรยายเป็นภาษาไม่ถูกครับ เปรียบเหมือนเป็นการพลิกของคว่ำให้หงาย เปรียบเหมือนการตื่นขึ้นจากฝัน เปรียบเหมือนการหลุดพ้นพันธการบางอย่าง มันเป็นการตื่นรู้จากภายในอย่างเเท้จริงที่ต่างออกไปจากความเข้าใจที่มาจากการอ่านเขียนเเบบทางโลกอย่างสิ้นเชิงครับ
ซึ่งตัวผมเองจะรู้ตัวเองอย่างเเจ่มเเจ้งขึ้นมาเองว่า ผมรู้เเล้ว ตื่นเเล้ว มันเป็นความรู้สึกเเบบนั้นซึ่งอธิบายได้ยาก
"ตัวเรา ตัวเขา คน เเละสัตว์ทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ไม่ได้เป็นอะไร ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีเพียงเเค่สิ่งนึงเกิดขึ้น ดำรงอยู่เเละดับไป ทั้งโลกใบนี้ จักรวาล ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นมาเพื่อดับสลายลง ไม่มีเจ้าของ มันดำเนินไปตามวงจรธรรมชาติตามเหตุปัจจัยอย่างนั้นเป็นธรรมดาของมันเอง "
ประโยคนี้นี้คือความเข้าใจที่เกิดขึ้นมาเองจากภายในที่มาจากการบรรลุธรรมที่ผมมาสรุปเป็นภาษาให้อ่านครับ
ซึ่งผมมาศึกษาภายหลังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าการบรรลุเป็นโสดาบัน ที่เกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์เเละถอนความเห็นผิดลงได้สนิท
เเละนี่ก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดที่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมครับ ต้องบอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องนี้กับใครๆมาตลอด เเม้เเต่คนในครอบครัวของผมเองผมก็ไม่สามารถช่วยเหลือหรือสอนให้เข้าใจตามได้ มันเป็นความยากเย็นอย่างมากที่สุดในการบอกเล่าเเละอธิบายให้ใครเข้าใจตามจนผมท้อใจที่จะพยายามบอกกับใครเหมือนกัน เเม้เเต่กระทู้นี้ผมก็คิดอยู่นานมากๆเช่นกันว่าควรจะเขียนหรือไม่ เเต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจได้ว่าอย่างน้อยที่สุดถ้ามีสักคนที่ตั้งใจจริงได้ผ่านมามีโอกาสมาอ่านเเละมันช่วยเป็นเเรงผลักดันให้ได้ปฏิบัติสำเร็จถึงเป้าหมาย ต่อให้เเค่ 1 คนก็ถือว่าประสบผลสำเร็จตามที่ผมได้ตั้งใจไว้เเล้วครับ
ผมจะขอไม่โต้เถียงใดๆกับผู้สงสัยในตัวผมครับ เเละผมจะไม่มาพิสูจน์ตัวเองเพื่อยืนยันอะไรใดๆให้ใครทั้งสิ้น เพราะการปฏิบัติมันจบลงด้วยการรู้ได้ด้วยตนเท่านั้นเเละเท่านั้น การโต้เถียงว่าผมจะเป็นหรือไม่เป็นอะไรไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร เเละมันจะเป็นการโต้เถียงที่ไม่สิ้นสุด
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านครับ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ
ผมบรรลุธรรมใน 1 อาทิตย์
ย้อนความก่อนว่าเมื่อประมาณ 6 ปีที่เเล้วผมได้เคยตั้งกระทู้นึงในชื่อว่า "ประสบการณ์จริงในการบรรลุธรรม" ซึ่งตอนนั้นผมอายุ 17 ปี ซึ่งกระทู้นั้นคนให้ความสนใจค่อนข้างเยอะครับ เเต่ด้วยความที่ตอนนั้นผมยังค่อนข้างเด็ก การเรียบเรียงประโยคเเละการเล่าอะไรต่างๆนาๆ ก็อาจยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร สำหรับกระทู้นี้ ผมเลยตั้งใจอยากมาเล่าประสบการณ์นี้อีกครั้งในวันที่ผมอายุ 23 ปีเเล้ว เเละเป้าหมายเดียวของผมคือการอยากเชิญชวนให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม เเละขอเป็น 1 เสียงที่จะให้ความมั่นใจกับคนที่ยังลังเลสงสัยในคำสอนของพระพุทธองค์ว่าสามารถนำไปสู่การพ้นทุกข์ได้จริงหรือไม่
ก่อนอื่นภาษาที่ใช้ในกระทู้นี้ผมจะขอหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะทางหรือศัพท์ตามตำรามากเกินไป จะพยายามใช้ภาษาที่เข้าใจได้ง่ายเพื่อให้ทุกคนสามารถอ่านเเล้วเข้าใจตามได้นะครับ
-----------------------------------|
เรื่องของผมคร่าวๆก็คือ ผมได้บรรลุธรรมตั้งเเต่ตอนอายุ 17 ปี หรือประมาณ 6 ปีที่เเล้ว (เป็นช่วงอายุประมาณ 16~17 ปี ซึ่งผมเองจำวันเดือนปีที่เเน่นอนไม่ได้ขนาดนั้น เลยจะขอนับเป็น 17 ปีไปนะครับ)
เดิมทีผมเป็นคนที่สนใจในพระพุทธศาสนาตั้งเเต่เด็กผมถือศีล ไหว้พระสวดมนต์เเละฝึกสมาธิ ทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน ก็เป็นการปฏิบัติตามธรรมเนียมเเละความเชื่อทั่วไปตามคนในครอบครัวเเละสังคมพุทธ
เเต่ผมนั้นเป็นคนที่จะตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองมาตลอดตั้งเเต่ยังเด็ก เราเกิดมาเพื่ออะไร เราทำเเบบนั้นเเบบนี้ไปทำไม เราจะหนีความตายความพลัดพรากจากคนรักได้ยังไง ผมมักคิดวนกับคำถามเหล่านี้ซ้ำๆมาตลอด
ชีวิตผมนับว่าค่อนข้างสุขสบาย มีครอบครัวที่เลี้ยงดูอย่างดี ได้กินอิ่มนอนหลับ ไม่มีภาระอะไรที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งผมก็ใช้ชีวิตปกติเเบบเด็กคนนึงทั่วๆไปมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันนึงในวันที่ผมนั่งเล่นเกมอยู่บ้านในวันหยุดอย่างสบายใจ เเต่ในช่วงขณะนึง ในขณะที่มือกำลังกดเกมเเต่ความคิดผมในตอนนั้นไม่ได้รู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ เเต่รู้สึกขึ้นมากับตัวเองประมาณว่า "นี่เราทำอะไรอยู่?" ผมเริ่มมองชีวิตว่ามันไม่มีสาระเเก่นสาร เหมือนฝุ่นผงที่ลอยไปวันๆ ผมก็เกิดความเบื่อขึ้นมาดื้อๆด้วยเหตุผลเเบบนั้นเลยครับ ทำให้ผมเกิดความสนใจขึ้นมาจริงจังว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไรกันเเน่?
เเละนี่คือจุดเริ่มต้นที่ผมได้เริ่มปฏิบัติครับ
หลังจากเล่าเรื่องของผมไปพอประมาณเเล้ว ในส่วนตรงนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ผมอยากให้ทุกคนตั้งใจอ่าน ผมจะเล่าอย่างละเอียดเเบบไม่ปกปิดอะไรทั้งสิ้น ทั้งวิธีการปฏิบัติ เเละสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนบรรลุธรรมนะครับ
ซึ่งการบรรลุธรรมนั้นไม่ได้ซับซ้อน เเต่เป็นความเรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อจนน่าอัศจรรย์
-----------------------------------|
การปฏิบัติที่ว่าคือการปฏิบัติเเบบมีสติรู้อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเองหรือที่เรียกว่าหลักสติปัฏฐาน 4 ครับ
ในตลอด 1 อาทิตย์นับตั้งเเต่ที่ผมได้เริ่มรู้จักการปฏิบัติ หรือในภาษาธรรมที่เรียกกันว่าวิปัสสนา สิ่งที่ผมทำคือการมีสติรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเองอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมมากๆในตอนนั้น ผมไม่เคยศึกษาตำราหรือมีโอกาสได้พูดคุยหรือสนทนาธรรมกับใครทั้งนั้น ผมเพียงเเต่ศึกษาเท่าที่รู้ "ทางเดินที่ต้องเดินไป" หรือวิธีการปฏิบัติมาเท่านั้น นั่นทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผมกำลังจะถ่ายทอดออกมาให้ได้อ่านจึงมาจากประสบด้วยตนเองเเบบ 100% โดยไม่มีเจือปนกับความรู้หรือประสบการณ์ของท่านอื่นๆมาผสม
กลับมาที่เรื่องของการปฏิบัตินะครับ ชีวิตประจำวันของผมใน 1 อาทิตย์นั้นคือการมีสติตั้งมั่นรู้อารมณ์ความรู้สึกอยู่ตลอดวัน เเละนั่งสมาธิในเวลาพักผ่อนหรือก่อนจะนอน เเละฟังธรรมควบคู่กันไปครับ ซึ่งธรรมที่ผมฟังทุกวันในช่วง 1 อาทิตย์นั้นคือบทธรรมจักรกัปวตนสูตรเเบบเเปลไทยเพียงเเค่บทเดียว ซึ่งชีวิตประจำวันผมทั้งวันจะสลับทั้งทำสมาธิ ฟังธรรม เเละรู้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เรื่อยๆในระหว่างวัน
เเต่การปฏิบัติของผมในตอนนั้นไม่ได้มีเป้าหมายอะไร ผมยังไม่ได้คิดเรื่องพ้นทุกข์ ผมไม่ได้คาดหวังเรื่องบรรลุธรรมหรือคาดหวังว่าจะต้องได้เป็นหรือได้เห็นอะไร เเม้เเต่คำว่าโสดาบันหรือสภาวะอะไรต่างๆนาๆในภาษาทางธรรมที่ผมก็ไม่ได้รู้จักหรือเข้าใจ ผมเพียงรู้อารมณ์ตัวเองไปเเบบเรื่อยๆ เเบบผ่อนคลาย ไม่บีบครั้นหรือมีความคาดหวังใดๆเลยครับ
กลับมาที่เนื้อหาสำคัญซึ่งเป็นกุญเเจของการบรรลุธรรม นั่นคือการเกิดปัญญามองเห็น "ไตรลักษณ์" ครับ
เมื่อโกรธก็รู้ว่าโกรธ ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ หงุดหงิด เสียใจ ดีใจ ในทุกๆอารมณ์ที่ผมมีสติรู้ทัน มันเกิดการพิจารณาสภาวะความเกิดดับหรือที่เรียกไตรลักษณ์ขึ้นมาเองอยู่ซ้ำๆ ซึ่งยิ่งผมได้เห็นการเกิดดับของอารมณ์ต่างๆ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากการกระทบมาทางหู ทางตา หรือจมูกมากขึ้นเท่าไหร่ เหมือนว่ามันเริ่มสะสมเเละกำลังเกิดความเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาอยู่เงียบๆทีละนิด มันไม่ได้มีภาษาหรือคำพูด เเต่มันคือความรู้สึกของการ รู้ เเละเห็นการเกิดดับอย่างเงียบๆ บวกกับการได้ฟังธรรมเเละพิจารณาตามซ้ำๆ ผมยิ่งเริ่มเหมือนจะเข้าใจเเละตระหนักขึ้นมาเเล้วว่า "ตัวเราไม่มีอยู่ที่ใดเลย" เป็นความรู้สึกที่เริ่มเกิดความประหลาดใจเเละเริ่มมองเห็นอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเหมือนหนังเรื่องเดิมที่ฉายซ้ำๆ เป็นเหมือนก้อนเมฆบนฟ้าที่ลอยมาเเละสลายไป ผมเริ่มมองเห็นทุกอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่เเยกว่านี่โกรธ นี่ทุกข์ นี่สุข เห็นเป็นเเค่สิ่งนึงเกิดขึ้นมาเเละสิ่งนั้นก็ดับลงไป เเต่นั่นก็เป็นเพียงความคิดที่ยังอาศัยความเข้าใจไปตามตรรกะเหตุผล ยังไม่ได้เป็นการบรรลุธรรมครับ
การบรรลุธรรมนั้นไม่ใช่การนับจาก 0 เเล้วกลายเป็น 1
เเต่มันคือ 0.1..0.2..0.3..ไปจนถึง 10 มันคือการสะสมความเข้าใจอย่างเงียบๆจากการได้เห็นความเกิดดับซ้ำๆของสภาวะธรรม
เเละในวันที่ปัญญาเต็มรอบถึง 10 ก็มาถึงครับ หลังจากปฏิบัติมาได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ในระหว่างวันผมได้รู้อารมณ์ของตนเองไปเรื่อยๆเหมือนอย่างทุกๆวัน เเละในขณะนึงซึ่งรู้อารมณ์โกรธหงุดหงิดของตนเองที่เกิดขึ้นมาตอนนั้น ผมมีสติรู้ทันเเละอารมณ์นั้นดับลงเหมือนอย่างเคย เเละนี่ก็เป็น "วินาทีของการบรรลุธรรม" ครับ ผมไม่สามารถบอกเวลาที่เเน่ชัดได้ เเต่อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดคือทันทีผมเห็นเกิดดับอีกครั้ง ผมก็บรรลุธรรมครับ
นี่คือส่วนที่ยากที่สุดในการเล่าเเละอธิบายสภาวะเเละสิ่งที่เกิดขึ้นว่าอะไรที่ทำให้ผมคิดเเบบนั้น เพราะสภาวะที่ผมได้สัมผัสมันเกินความเข้าใจของคนปกติ เป็นสิ่งที่ไม่มีวันเข้าใจหรือจินตนาการได้จนกว่าจะสัมผัสด้วยตนเอง เเต่ผมจะพยายามเปรียบเปรยกับบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้พอเห็นภาพเเละเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ
ในวินาทีที่บรรลุธรรมมันคือความนิ่งเงียบเเละสงบ ไม่ได้มีปรากฏการณ์หรือพลังเหนือธรรมชาติใดๆ มันเปรียบเหมือนระเบิดภายในที่นิ่งเงียบ มันมีเพียงเเค่ความนิ่งสงบเเละความอัศจรรย์ใจที่ผมบรรยายเป็นภาษาไม่ถูกครับ เปรียบเหมือนเป็นการพลิกของคว่ำให้หงาย เปรียบเหมือนการตื่นขึ้นจากฝัน เปรียบเหมือนการหลุดพ้นพันธการบางอย่าง มันเป็นการตื่นรู้จากภายในอย่างเเท้จริงที่ต่างออกไปจากความเข้าใจที่มาจากการอ่านเขียนเเบบทางโลกอย่างสิ้นเชิงครับ
ซึ่งตัวผมเองจะรู้ตัวเองอย่างเเจ่มเเจ้งขึ้นมาเองว่า ผมรู้เเล้ว ตื่นเเล้ว มันเป็นความรู้สึกเเบบนั้นซึ่งอธิบายได้ยาก
"ตัวเรา ตัวเขา คน เเละสัตว์ทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ไม่ได้เป็นอะไร ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีเพียงเเค่สิ่งนึงเกิดขึ้น ดำรงอยู่เเละดับไป ทั้งโลกใบนี้ จักรวาล ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นมาเพื่อดับสลายลง ไม่มีเจ้าของ มันดำเนินไปตามวงจรธรรมชาติตามเหตุปัจจัยอย่างนั้นเป็นธรรมดาของมันเอง "
ประโยคนี้นี้คือความเข้าใจที่เกิดขึ้นมาเองจากภายในที่มาจากการบรรลุธรรมที่ผมมาสรุปเป็นภาษาให้อ่านครับ
ซึ่งผมมาศึกษาภายหลังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าการบรรลุเป็นโสดาบัน ที่เกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์เเละถอนความเห็นผิดลงได้สนิท
เเละนี่ก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดที่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมครับ ต้องบอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องนี้กับใครๆมาตลอด เเม้เเต่คนในครอบครัวของผมเองผมก็ไม่สามารถช่วยเหลือหรือสอนให้เข้าใจตามได้ มันเป็นความยากเย็นอย่างมากที่สุดในการบอกเล่าเเละอธิบายให้ใครเข้าใจตามจนผมท้อใจที่จะพยายามบอกกับใครเหมือนกัน เเม้เเต่กระทู้นี้ผมก็คิดอยู่นานมากๆเช่นกันว่าควรจะเขียนหรือไม่ เเต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจได้ว่าอย่างน้อยที่สุดถ้ามีสักคนที่ตั้งใจจริงได้ผ่านมามีโอกาสมาอ่านเเละมันช่วยเป็นเเรงผลักดันให้ได้ปฏิบัติสำเร็จถึงเป้าหมาย ต่อให้เเค่ 1 คนก็ถือว่าประสบผลสำเร็จตามที่ผมได้ตั้งใจไว้เเล้วครับ
ผมจะขอไม่โต้เถียงใดๆกับผู้สงสัยในตัวผมครับ เเละผมจะไม่มาพิสูจน์ตัวเองเพื่อยืนยันอะไรใดๆให้ใครทั้งสิ้น เพราะการปฏิบัติมันจบลงด้วยการรู้ได้ด้วยตนเท่านั้นเเละเท่านั้น การโต้เถียงว่าผมจะเป็นหรือไม่เป็นอะไรไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร เเละมันจะเป็นการโต้เถียงที่ไม่สิ้นสุด
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านครับ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ