สองเดือนก่อน เห็นรีวิวเค้าเปิดใหม่ ตามไปกิน ต้องยอมรับว่าดีจริง อยากกลับไปทาน แต่ติดว่าไกล
อาทิตย์นี้ศิลปินที่วาดภาพ ให้ ที่อยู่พัทยา เค้าส่งข่าวมาว่าภาพเสร็จแล้วสองภาพ เลย ถือโอกาส
บอกเค้าไม่ต้องส่งมา เด๋วแวะไปเอาเอง จะได้แวะทานด้วย
ร้านเปิด แต่มื้อค่ำ ตั้งแต่ 17 น. (แนะนำจองก่อนเพราะว่า ช่วงค่ำ บางวันโต๊ะเต็ม)
ไปถึงวันนี้ เจอเซียนพระดัง XXX ท่าพระจันทร์ ที่เป็นข่าว ก่อนหน้า พาสมาชิกไปทานกัน กลุ่มใหญ่สิบกว่าคน
เมนูของที่นี่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นลิสต์ Stake ตามแต่เค้ารับเข้า และตัดแต่งได้ แต่รวมๆ ก็จะประมาณ Aussie Wagyu และ Aus Black Angus ส่วนต่างๆ และ Marble Score ต่างๆ กัน
ราคาตามน้ำหนักและ คุณภาพเนื้อ ซึ่งถ้าเทียบกับคุณภาพ เนื้อเค้า และ การย่าง คุ้มกว่า หลายๆ ร้าน ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด
ส่วนพวก Side Dics และ พาสต้า ก็ราคาไ ม่แรงมาก
จานแรก สั่ง Ceasar Slad มา ดีมาก ทั้งผัก เบคอนสกรอง และ ชีสรวมทั้งขนมปังกรอบ รสดี อร่อย ใครชอบซีซ่าร์ควรส่ง จานใหญ่ 220 ++ ถือว่าราคาดี
ซุปกุ้ง จานนี้ก็อร่อย หอมมันกุ้ง เนื้อกุ้งใส่มาเยอะพอควร สดเด้ง รสซุป มันนัวหอม คล้าย Lobster Bisque แต่ว่าไม่ติดขม ผมชอบมากกว่า Lobster bisque ทั่วไป จานนี้ก็ 220++ พนักงาน ก็น่ารักมาก เราสั่งหลายอย่าง เลยสั่ง ซุปมาแชร์กัน น้องเตรียมช้อนซุปมาให้เองเลย
พาสต้ากุ้ง จานนี้ก็อร่อย ซอสมัน ชีสดี กุ้งสดเด้ง 320 ++ คุ้มราคา

ถามถึงเนื้อ ที่เป็นเป้าหมายหลักเราแระ
เนื้อทุกจานผมสั่ง สุก medium rare to medium ตามความชอบส่วนตัว เพราะว่า ถ้า Medium จะสุกไปสำหรับผม และ medium rare ก็จะดิบไป
ทีนี่เชฟย่าง โดนเตาถ่านเล่นกับไฟ มีการยกขึ้นพักเนื้อ ก่อนลงไป ย่างต่อเป็นระยะให้เนื้อ ข้างนอกได ้ Crust เกรียมหมอ แต่ข้างในสุกตามต้องการ
จานแรก เป็น Tenderloin Black angus ไม่ระบุ Score ขนาด 220 กรัม ราคา 790 ++ ย่างได้ดี สมบูรณ์ หอมอร่อย นุ่ม มาก ฟินๆ
จานที่สอง เป็น Tenderloin Black angus เหมือนกัน แต่ Mable Score 4-5 ไขมันแทรกในเนื้อมากกว่า 220 กรัม 990++ จานนี้ก็อร่อย นุ่มแต่แปลกแอบรู้สึกเนื้อมันแน่นกว่านิด แต่อร่อย
แต่ถ้าเทียบความคุ้มค่า ตัวแรกคุ้มกว่า เพราะว่า อร่อยพอกัน แต่ว่า ตัวแรกถูกกว่า
จานสามเป็น Ribeye Aus Wagyu MB score 4-5 ขนาด 330 กรัม ราคา 1050++ ราคาสูงกว่า เพราะว่า ขนาดใหญ่กว่า แต่ถ้าคิดตาม น้ำหนัก 220 กรัม เท่ากัน ก็จะตก 700 ++ ถูกกว่า สองชิ้นบน
ชิ้นนี้มาบางกว่า นุ่ม ดีๆ อร่อย เช่นกัน แต่ชิ้นนี้ เนื้อ คงได้ มามีก้อนมันแรก แบบเป็นก้องเยอะในตัวเนื้อ ซึ่งถ้าตัดแต่ง ทิ้ง ก้อนจะเละ Butcher ยากเลยมี มันก้อนแทรกมามาก คนไม่ชอบมันมากอย่างผม เลย ต้องตัดมันทิ้ง และ แอบ ฝากเด็กบอก เซฟ เลือกเนื้อด้วย แต่ก็อร่อย เช่นกัน
ซอร์ซเค้ามีให้เลือกสี่ตัว เป็น แจ่ว ทาเระ ไวน์แดง และ พริกไทยดำ
แต่เอาจริง แทบกินแต่เนื้อ ไม่ได้ใช้น้ำจิ้มเลย มันหอมอร่อย ได้ รสกว่า
ขนมหวานที่นี่ มีแค่สองอย่าง เป็น พานาคอตต้า กับ Crem Brulee ราคา 180 ++ อร่อย ทั้งสองตัว-
สรุปแม้จะสะดุด ตัว Ribeye ทีมีมันปนเยอะนิด แต่ว่า อร่อย คุ้มค่ากับการไปกิน
ใครผ่านไปพัทยา แวะได้ อยู่แถวเลียบทางรถไฟ พัทยาเหนือ กด Google ได้เลย
เจ้าของเดียวกับ Four Dinning ที่บางแสน ร้านดังเก่า ก่อน เค้ามาเปิดที่พัทยา ใคร ไม่อยากไป ไกลลองร้านนั้นได้ ผมว่าจะไปลอง เหมือนกัน
=====================
โพสต์นี้รูปน้อย เพราะว่า ร้านนี้เคยรีวิวแล้ว
ฝากรูป ที่น้องเค้าวาดให้ไปรับมารอบนี้ สองภาพ คนนี้วาดแนว Reproduction งานเก่าสวย เผื่อคนชอบงานศิลปะ

Tttle :The death of decius mus
Size :70x125 cm
Technic

il on Canvas
Artist : Peter Paul Rubens ( Reproducted By Thanee Chanetteepar )
----------------------------
Publius Decius Mus เป็นกงสุลชาวโรมัน (Roman Consul) ในปี 340 ก่อนคริสตกาล ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจากพิธีกรรมทางศาสนาโบราณของโรมันที่เรียกว่า Devotio (การอุทิศตนหรือการสละชีวิตเพื่อแลกกับชัยชนะของกองทัพ) ในระหว่าง ยุทธการที่เวเซริส (Battle of Veseris) ในสงครามละติน (Latin War) [1, 2, 3]
เหตุการณ์สำคัญและการเสียชีวิต
* คำทำนายในฝัน: ตามบันทึกของ ลิวีอุส (Livy) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน ระบุว่าทั้ง Decius Mus และเพื่อนร่วมกงสุลฝันเห็นนิมิตตรงกันว่า ฝั่งที่แม่ทัพยอมสละชีวิตบูชาเทพเจ้าแห่งความตาย จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ [1]
* พิธี Devotio: เมื่อกองทัพฝ่ายโรมันเริ่มเพลี่ยงพล้ำ Decius Mus ได้เรียกสังฆราช (Pontifex) มาทำพิธี สวมผ้าคลุมโตกา (toga) ยืนบนหอก และกล่าวคำอุทิศชีวิตของตนเองพร้อมกับกองทัพข้าศึกให้กับเทพเจ้าใต้พิภพ [1, 2]
* การบุกเดี่ยว: หลังจากทำพิธีเสร็จ เขาก็ควบม้าพุ่งตรงเข้าใส่แนวรบของข้าศึกด้วยความกล้าหาญสุดขีด จนกระทั่งถูกสังหารในที่รบ ซึ่งเหตุการณ์นี้ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารโรมันฮึดสู้จนพลิกกลับมาชนะในที่สุด [1]
ในฐานะงานศิลปะ
เรื่องราวการเสียชีวิตของเขากลายเป็นหัวข้อคลาสสิกในโลกศิลปะตะวันตก โดยเฉพาะชุดภาพจิตรกรรมอันโด่งดัง "The Story of Decius Mus" วาดโดยจิตรกรชาวเฟลมมิช ปีเตอร์ พาล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens) ประมาณปี 1616–1618 ซึ่งภาพเขียนชิ้นเอก The Death of Decius Mus ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลิกเตนสไตน์ (Liechtenstein Museum) กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
อีกภาพ

Title : Le Serment des Horaces
Size :80x105 cm
Technic

il on Canvas
Artist : Jacques-Louis David,( Reproducted By Thanee Chanetteepar )
==============
"Le Serment des Horaces" (คำสัตย์สาบานของพี่น้องตระกูลโฮราติอี) เป็นภาพวาดสีน้ำมันอันโด่งดังโดย Jacques-Louis David (ฌัก-หลุยส์ ดาวีด) จิตรกรชาวฝรั่งเศส [1, 2]
ข้อมูลสำคัญของภาพ
* ศิลปิน: Jacques-Louis David
* ปีที่สร้าง: ค.ศ. 1784–1785 (วาดขึ้นในกรุงโรม และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1785)
* เทคนิค / วัสดุ: สีน้ำมันบนผ้าใบ (Oil on canvas)
* ขนาด: 329.8 x 424.8 เซนติเมตร
* สถานที่จัดแสดงปัจจุบัน: พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
* รูปแบบศิลปะ: นีโอคลาสสิก (Neoclassicism) [1, 2]
เนื้อหาและเรื่องราวในภาพ
ภาพนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานโรมันเกี่ยวกับสงครามระหว่างโรมกับเมืองอัลบา ลองกา (Alba Longa) ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงให้ตัวแทนพี่น้อง 3 คนจากแต่ละฝ่ายสู้กันเพื่อตัดสินชี้ขาด โดยฝั่งโรมคือพี่น้องตระกูล Horatii (โฮราติอี) และฝั่งตรงข้ามคือตระกูล Curiatii (คูเรียติอี) [1, 2]
ในภาพแสดงเหตุการณ์ที่พ่อของตระกูลโฮราติอีชูตบะห์ (ดาบ) ขึ้นสูง และลูกชายทั้งสามคนยื่นมือออกไปทำพิธีสาบานว่าจะสู้จนตัวตายเพื่อบ้านเมือง โดยยอมละทิ้งความโศกเศร้าและความผูกพันต่อครอบครัว (ในภาพจะเห็นกลุ่มผู้หญิงทางด้านขวาที่กำลังร้องไห้และโศกเศร้ากับผลลัพธ์ที่จะตามมา) [1]
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
* เป็นสัญลักษณ์สำคัญของศิลปะแนว นีโอคลาสสิก ที่เน้นความมีวินัย ความกล้าหาญ และความรักชาติเหนือเรื่องส่วนตัว
* ภาพนี้กลายเป็นภาพสะท้อนจิตวิญญาณและการปลุกเร้าอุดมการณ์ก่อนเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ในเวลาต่อมา
See less
อันนี้
รีวิวเก่า Vanguard กรกฏา 69
[CR] == Vanguard ร้านสเต็ค พัทยา ที่ส่วนตัว ยกให้เป็นอันดับหนึ่ง ในใจผม อร่อยจนต้องแวะไปซ้ำ ==
อาทิตย์นี้ศิลปินที่วาดภาพ ให้ ที่อยู่พัทยา เค้าส่งข่าวมาว่าภาพเสร็จแล้วสองภาพ เลย ถือโอกาส
บอกเค้าไม่ต้องส่งมา เด๋วแวะไปเอาเอง จะได้แวะทานด้วย
ร้านเปิด แต่มื้อค่ำ ตั้งแต่ 17 น. (แนะนำจองก่อนเพราะว่า ช่วงค่ำ บางวันโต๊ะเต็ม)
ไปถึงวันนี้ เจอเซียนพระดัง XXX ท่าพระจันทร์ ที่เป็นข่าว ก่อนหน้า พาสมาชิกไปทานกัน กลุ่มใหญ่สิบกว่าคน
เมนูของที่นี่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นลิสต์ Stake ตามแต่เค้ารับเข้า และตัดแต่งได้ แต่รวมๆ ก็จะประมาณ Aussie Wagyu และ Aus Black Angus ส่วนต่างๆ และ Marble Score ต่างๆ กัน
ราคาตามน้ำหนักและ คุณภาพเนื้อ ซึ่งถ้าเทียบกับคุณภาพ เนื้อเค้า และ การย่าง คุ้มกว่า หลายๆ ร้าน ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด
ส่วนพวก Side Dics และ พาสต้า ก็ราคาไ ม่แรงมาก
จานแรก สั่ง Ceasar Slad มา ดีมาก ทั้งผัก เบคอนสกรอง และ ชีสรวมทั้งขนมปังกรอบ รสดี อร่อย ใครชอบซีซ่าร์ควรส่ง จานใหญ่ 220 ++ ถือว่าราคาดี
ซุปกุ้ง จานนี้ก็อร่อย หอมมันกุ้ง เนื้อกุ้งใส่มาเยอะพอควร สดเด้ง รสซุป มันนัวหอม คล้าย Lobster Bisque แต่ว่าไม่ติดขม ผมชอบมากกว่า Lobster bisque ทั่วไป จานนี้ก็ 220++ พนักงาน ก็น่ารักมาก เราสั่งหลายอย่าง เลยสั่ง ซุปมาแชร์กัน น้องเตรียมช้อนซุปมาให้เองเลย
พาสต้ากุ้ง จานนี้ก็อร่อย ซอสมัน ชีสดี กุ้งสดเด้ง 320 ++ คุ้มราคา
ถามถึงเนื้อ ที่เป็นเป้าหมายหลักเราแระ
เนื้อทุกจานผมสั่ง สุก medium rare to medium ตามความชอบส่วนตัว เพราะว่า ถ้า Medium จะสุกไปสำหรับผม และ medium rare ก็จะดิบไป
ทีนี่เชฟย่าง โดนเตาถ่านเล่นกับไฟ มีการยกขึ้นพักเนื้อ ก่อนลงไป ย่างต่อเป็นระยะให้เนื้อ ข้างนอกได ้ Crust เกรียมหมอ แต่ข้างในสุกตามต้องการ
จานแรก เป็น Tenderloin Black angus ไม่ระบุ Score ขนาด 220 กรัม ราคา 790 ++ ย่างได้ดี สมบูรณ์ หอมอร่อย นุ่ม มาก ฟินๆ
จานที่สอง เป็น Tenderloin Black angus เหมือนกัน แต่ Mable Score 4-5 ไขมันแทรกในเนื้อมากกว่า 220 กรัม 990++ จานนี้ก็อร่อย นุ่มแต่แปลกแอบรู้สึกเนื้อมันแน่นกว่านิด แต่อร่อย
แต่ถ้าเทียบความคุ้มค่า ตัวแรกคุ้มกว่า เพราะว่า อร่อยพอกัน แต่ว่า ตัวแรกถูกกว่า
จานสามเป็น Ribeye Aus Wagyu MB score 4-5 ขนาด 330 กรัม ราคา 1050++ ราคาสูงกว่า เพราะว่า ขนาดใหญ่กว่า แต่ถ้าคิดตาม น้ำหนัก 220 กรัม เท่ากัน ก็จะตก 700 ++ ถูกกว่า สองชิ้นบน
ชิ้นนี้มาบางกว่า นุ่ม ดีๆ อร่อย เช่นกัน แต่ชิ้นนี้ เนื้อ คงได้ มามีก้อนมันแรก แบบเป็นก้องเยอะในตัวเนื้อ ซึ่งถ้าตัดแต่ง ทิ้ง ก้อนจะเละ Butcher ยากเลยมี มันก้อนแทรกมามาก คนไม่ชอบมันมากอย่างผม เลย ต้องตัดมันทิ้ง และ แอบ ฝากเด็กบอก เซฟ เลือกเนื้อด้วย แต่ก็อร่อย เช่นกัน
ซอร์ซเค้ามีให้เลือกสี่ตัว เป็น แจ่ว ทาเระ ไวน์แดง และ พริกไทยดำ
แต่เอาจริง แทบกินแต่เนื้อ ไม่ได้ใช้น้ำจิ้มเลย มันหอมอร่อย ได้ รสกว่า
ขนมหวานที่นี่ มีแค่สองอย่าง เป็น พานาคอตต้า กับ Crem Brulee ราคา 180 ++ อร่อย ทั้งสองตัว-
สรุปแม้จะสะดุด ตัว Ribeye ทีมีมันปนเยอะนิด แต่ว่า อร่อย คุ้มค่ากับการไปกิน
ใครผ่านไปพัทยา แวะได้ อยู่แถวเลียบทางรถไฟ พัทยาเหนือ กด Google ได้เลย
เจ้าของเดียวกับ Four Dinning ที่บางแสน ร้านดังเก่า ก่อน เค้ามาเปิดที่พัทยา ใคร ไม่อยากไป ไกลลองร้านนั้นได้ ผมว่าจะไปลอง เหมือนกัน
=====================
โพสต์นี้รูปน้อย เพราะว่า ร้านนี้เคยรีวิวแล้ว
ฝากรูป ที่น้องเค้าวาดให้ไปรับมารอบนี้ สองภาพ คนนี้วาดแนว Reproduction งานเก่าสวย เผื่อคนชอบงานศิลปะ
Tttle :The death of decius mus
Size :70x125 cm
Technic
Artist : Peter Paul Rubens ( Reproducted By Thanee Chanetteepar )
----------------------------
Publius Decius Mus เป็นกงสุลชาวโรมัน (Roman Consul) ในปี 340 ก่อนคริสตกาล ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังจากพิธีกรรมทางศาสนาโบราณของโรมันที่เรียกว่า Devotio (การอุทิศตนหรือการสละชีวิตเพื่อแลกกับชัยชนะของกองทัพ) ในระหว่าง ยุทธการที่เวเซริส (Battle of Veseris) ในสงครามละติน (Latin War) [1, 2, 3]
เหตุการณ์สำคัญและการเสียชีวิต
* คำทำนายในฝัน: ตามบันทึกของ ลิวีอุส (Livy) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน ระบุว่าทั้ง Decius Mus และเพื่อนร่วมกงสุลฝันเห็นนิมิตตรงกันว่า ฝั่งที่แม่ทัพยอมสละชีวิตบูชาเทพเจ้าแห่งความตาย จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ [1]
* พิธี Devotio: เมื่อกองทัพฝ่ายโรมันเริ่มเพลี่ยงพล้ำ Decius Mus ได้เรียกสังฆราช (Pontifex) มาทำพิธี สวมผ้าคลุมโตกา (toga) ยืนบนหอก และกล่าวคำอุทิศชีวิตของตนเองพร้อมกับกองทัพข้าศึกให้กับเทพเจ้าใต้พิภพ [1, 2]
* การบุกเดี่ยว: หลังจากทำพิธีเสร็จ เขาก็ควบม้าพุ่งตรงเข้าใส่แนวรบของข้าศึกด้วยความกล้าหาญสุดขีด จนกระทั่งถูกสังหารในที่รบ ซึ่งเหตุการณ์นี้ช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารโรมันฮึดสู้จนพลิกกลับมาชนะในที่สุด [1]
ในฐานะงานศิลปะ
เรื่องราวการเสียชีวิตของเขากลายเป็นหัวข้อคลาสสิกในโลกศิลปะตะวันตก โดยเฉพาะชุดภาพจิตรกรรมอันโด่งดัง "The Story of Decius Mus" วาดโดยจิตรกรชาวเฟลมมิช ปีเตอร์ พาล รูเบนส์ (Peter Paul Rubens) ประมาณปี 1616–1618 ซึ่งภาพเขียนชิ้นเอก The Death of Decius Mus ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลิกเตนสไตน์ (Liechtenstein Museum) กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
Title : Le Serment des Horaces
Size :80x105 cm
Technic
Artist : Jacques-Louis David,( Reproducted By Thanee Chanetteepar )
==============
"Le Serment des Horaces" (คำสัตย์สาบานของพี่น้องตระกูลโฮราติอี) เป็นภาพวาดสีน้ำมันอันโด่งดังโดย Jacques-Louis David (ฌัก-หลุยส์ ดาวีด) จิตรกรชาวฝรั่งเศส [1, 2]
ข้อมูลสำคัญของภาพ
* ศิลปิน: Jacques-Louis David
* ปีที่สร้าง: ค.ศ. 1784–1785 (วาดขึ้นในกรุงโรม และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1785)
* เทคนิค / วัสดุ: สีน้ำมันบนผ้าใบ (Oil on canvas)
* ขนาด: 329.8 x 424.8 เซนติเมตร
* สถานที่จัดแสดงปัจจุบัน: พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
* รูปแบบศิลปะ: นีโอคลาสสิก (Neoclassicism) [1, 2]
เนื้อหาและเรื่องราวในภาพ
ภาพนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานโรมันเกี่ยวกับสงครามระหว่างโรมกับเมืองอัลบา ลองกา (Alba Longa) ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงให้ตัวแทนพี่น้อง 3 คนจากแต่ละฝ่ายสู้กันเพื่อตัดสินชี้ขาด โดยฝั่งโรมคือพี่น้องตระกูล Horatii (โฮราติอี) และฝั่งตรงข้ามคือตระกูล Curiatii (คูเรียติอี) [1, 2]
ในภาพแสดงเหตุการณ์ที่พ่อของตระกูลโฮราติอีชูตบะห์ (ดาบ) ขึ้นสูง และลูกชายทั้งสามคนยื่นมือออกไปทำพิธีสาบานว่าจะสู้จนตัวตายเพื่อบ้านเมือง โดยยอมละทิ้งความโศกเศร้าและความผูกพันต่อครอบครัว (ในภาพจะเห็นกลุ่มผู้หญิงทางด้านขวาที่กำลังร้องไห้และโศกเศร้ากับผลลัพธ์ที่จะตามมา) [1]
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
* เป็นสัญลักษณ์สำคัญของศิลปะแนว นีโอคลาสสิก ที่เน้นความมีวินัย ความกล้าหาญ และความรักชาติเหนือเรื่องส่วนตัว
* ภาพนี้กลายเป็นภาพสะท้อนจิตวิญญาณและการปลุกเร้าอุดมการณ์ก่อนเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ในเวลาต่อมา
อันนี้ รีวิวเก่า Vanguard กรกฏา 69
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น