'กรณ์' เตือนจับตาหุ้น AI ลงทุนมหาศาล เสี่ยงซ้ำรอย Black Monday ปี 2530



'กรณ์' เตือนจับตาหุ้น AI ลงทุนมหาศาล ยกบทเรียน เสี่ยงซ้ำรอย Black Monday ปี 2530

สรุป:
- กรณ์ จาติกวณิช เตือนถึงความเสี่ยงฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI หลังพบการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มีมูลค่ามหาศาล
- ชี้ให้เห็นว่าโจทย์สำคัญคือการสร้างรายได้ให้คุ้มค่ากับต้นทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้ AI หลายรายยังมองว่าไม่คุ้มค่า และอาจจำกัดการใช้จ่าย
- ข้อมูลทางวิชาการชี้ว่า แม้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่เมื่อคู่แข่งใช้เหมือนกันจะทำให้ราคาสินค้าลดลง แต่กำไรไม่เพิ่มขึ้น
- ยกบทเรียนจากเหตุการณ์ Black Monday ในปี 2530 ที่ตลาดหุ้นดาวโจนส์ร่วง 22.6% ในวันเดียว เพื่อเตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง


กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงฟองสบู่หุ้น AI หลังเข้าร่วมประชุม World Bank โดยระบุว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่โจทย์สำคัญคือการสร้างรายได้ให้เติบโตคุ้มค่ากับเงินลงทุนและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พร้อมยกบทเรียนจากเหตุการณ์ Black Monday ในปี 2530 ซึ่งตลาดหุ้นดาวโจนส์ร่วงลง 22.6% ในวันเดียว เพื่อเตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง ท่ามกลางกระแสลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังมีมูลค่ามหาศาล

ทั้งนี้ "กรณ์" ระบุว่า ในเนื้อหาว่า ช่วงประชุม World Bank มีหนึ่งการสนทนา และหนึ่งการบรรยาย ที่ทำให้ผมต้องหยุดคิดในประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกังวลเรื่อง AI

คำถามสำคัญคือ ‘หุ้น AI เป็นฟองสบู่หรือไม่ และจะแตกเมื่อไร?’

ในการสนทนากับผู้บริหารธนาคารระดับโลกแห่งหนึ่ง เขาเล่าว่าในฐานะนายแบงค์ เขาไม่เคยเห็นการขอเงินกู้มากเท่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ โดยบริษัท AI ที่เร่งแข่งกันลงทุนสร้าง AI infrastructure ทางธนาคารจึงต้องแยกแยะมากขึ้นว่าใครมีโอกาสรอดมากกว่ากัน

แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือเขาเล่าถึงประสบการณ์ของธนาคารในฐานะ ‘ผู้ใช้’ AI ว่าธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายทั่วไปได้จริงจากการใช้ AI แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ต้องจ่ายให้ model ต่างๆ แล้ว ยังไม่คุ้ม และเขาประเมินว่าหาก AI ไม่สามารถช่วยให้ธนาคาร ‘เพิ่มรายได้’ ได้ในเร็ววันนี้ เขาคงต้องเริ่มจำกัดค่าใช้จ่ายด้าน AI

มุมมองของนายธนาคารอเมริกันคนนี้ สอดคล้องกับการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการจากนักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ข้อมูลจากจีนชี้ให้เห็นว่าแม้ AI ทำให้การผลิตมีประสิทธิผลมากขึ้น แต่เมื่อคู่แข่งทุกรายก็ใช้ AI เหมือนกัน ผลลัพธ์คือราคาสินค้าลดลง (deflation) โดยกำไรของผู้ประกอบการไม่ได้เพิ่มขึ้น

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มีความเป็นไปได้ที่รายได้ของบริษัท AI จะโตช้าลง ในขณะที่การลงทุนของพวกเขายังมหาศาลต่อเนื่อง และต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทเหล่านี้ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ

ฟองสบู่อาจจะไม่แตกเร็ววันนี้  แต่สัญญาณที่ต้องจับตาคือ บริษัทที่ใช้ AI จะเริ่มเพิ่มรายได้ได้จริงหรือไม่

พอดีวันนี้ 19 ตุลาคม เป็นวันที่คนวงการหุ้นรุ่นผมไม่มีวันลืม แถมปีนี้ยังตรงกับวันจันทร์อีกด้วย เมื่อปี 1987 Dow Jones ร่วงลง 22.6% ในวันเดียว แรงที่สุดในประวัติศาสตร์

จึงเป็นการเตือนสติให้ทุกคนระวังนะครับ




ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่