ฝรั่งเศสกำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจและการคลัง และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่คำถามว่าฝรั่งเศสกำลังขาดแคลนเงิน แต่เป็นคำถามว่า ความมั่งคั่งที่ฝรั่งเศสเคยมีนั้นมาจากไหน ใครเป็นผู้สร้าง และใครเป็นผู้ใช้มันจนระบบเริ่มแบกรับไม่ไหว
ภาพการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนของฝรั่งเศสไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลพยายามลดรายจ่าย ปฏิรูประบบบำนาญ หรือปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะ ก็มักเผชิญแรงต่อต้านอย่างรุนแรง บางครั้งถึงขั้นเกิดการปะทะและทำลายทรัพย์สิน
นี่อาจเป็นมรดกทางความคิดอย่างหนึ่งจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ทำให้การเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเมืองฝรั่งเศสมาจนถึงปัจจุบัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ว่าคนฝรั่งเศสประท้วงกันอย่างไร
แต่สนใจว่า เงินที่ฝรั่งเศสใช้หล่อเลี้ยงรัฐสวัสดิการอันใหญ่โตมาตลอดหลายสิบปีนั้น แท้จริงแล้วมาจากไหน?
เพราะถ้าลองย้อนกลับไปดูรากฐานความมั่งคั่งของฝรั่งเศส เราจะพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ประเทศที่ปัญญาชนฝ่ายซ้ายจำนวนมากยกย่องว่าเป็นต้นแบบของรัฐสวัสดิการ กลับมีรากฐานความมั่งคั่งสำคัญจำนวนไม่น้อยที่สืบทอดมาจากสถาบันกษัตริย์ ชนชั้นนำดั้งเดิม ระบบทุนนิยม และจักรวรรดิอาณานิคม
พูดให้เห็นภาพก็คือ ฝ่ายซ้ายไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างความมั่งคั่งทั้งหมดขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่เข้ามามีอำนาจจัดสรรและใช้ประโยชน์จากมรดกทางเศรษฐกิจที่สั่งสมมาก่อนหน้า
ความเจริญทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสมีรากฐานมาจาก
1 มรดกความหรูหราจากราชสำนักฝรั่งเศส
เมื่อพูดถึงฝรั่งเศส คนทั่วโลกนึกถึงอะไร?
แฟชั่น น้ำหอม เครื่องประดับ ศิลปะ สถาปัตยกรรม อาหารชั้นเลิศ พระราชวังแวร์ซาย และปารีส
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแนวคิดสังคมนิยม หากแต่มีรากฐานสำคัญมาจากวัฒนธรรมราชสำนักและชนชั้นสูงฝรั่งเศส ซึ่งสะสมและพัฒนาความประณีตทางศิลปะและรสนิยมมาตลอดหลายศตวรรษ
ราชสำนักฝรั่งเศสเคยเป็นศูนย์กลางของแฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมชั้นสูงของยุโรป ก่อนที่มรดกเหล่านี้จะถูกต่อยอดโดยผู้ประกอบการและระบบทุนนิยมสมัยใหม่ กลายเป็นอุตสาหกรรมสินค้าหรูและการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่ามหาศาล
ลองคิดดูว่า หากไม่มีแวร์ซาย ไม่มีมรดกศิลปวัฒนธรรม ไม่มีชื่อเสียงของปารีสที่สั่งสมมาหลายร้อยปี ฝรั่งเศสจะยังสามารถขายความเป็นฝรั่งเศสในราคาแพงให้คนทั้งโลกได้เหมือนทุกวันนี้หรือไม่?
นี่คือความมั่งคั่งที่มีรากฐานจากโลกเก่า โลกของกษัตริย์ ขุนนาง และชนชั้นนำ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่การปฏิวัติฝรั่งเศสเคยล้มล้างอำนาจลงไป
น่าสนใจไหมครับว่า ระบอบเก่าถูกโค่นล้ม แต่ทุนทางวัฒนธรรมที่ระบอบเก่าสร้างไว้กลับยังถูกนำมาหากินต่ออีกหลายศตวรรษ
2 วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และระบบทุนนิยม
ฝรั่งเศสไม่ได้มีดีเพียงแฟชั่นกับน้ำหอม แต่ยังเป็นประเทศอุตสาหกรรมสำคัญของยุโรป
ทั้งอุตสาหกรรมการบินอย่าง Airbus ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับยุโรป อุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานนิวเคลียร์ เคมีภัณฑ์ ยา และเทคโนโลยีขั้นสูง
ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการสะสมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การลงทุนระยะยาว ความสามารถของวิศวกร ผู้ประกอบการ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่อาศัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
แน่นอนว่ารัฐมีบทบาทสำคัญ แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ รัฐจะนำเงินไปแจกจ่ายได้ ก็ต้องมีระบบเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าและจัดเก็บภาษีได้เสียก่อน
รัฐสวัสดิการไม่ได้ผลิตความมั่งคั่งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ มันต้องอาศัยความมั่งคั่งที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาหล่อเลี้ยง
เมื่อภาคอุตสาหกรรมเผชิญการแข่งขันสูงขึ้น เศรษฐกิจเติบโตช้า ขณะที่ภาระรายจ่ายของรัฐยังเพิ่มขึ้น ปัญหาทางการคลังจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
3 มรดกจากจักรวรรดิอาณานิคม
เรื่องนี้น่าสนใจที่สุด และเป็นด้านที่คนชื่นชมรัฐสวัสดิการฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยอาจไม่ค่อยอยากพูดถึง
ฝรั่งเศสเคยครอบครองอาณานิคมจำนวนมากในแอฟริกา และได้รับประโยชน์จากทรัพยากร แรงงาน ตลาด และอิทธิพลทางเศรษฐกิจของดินแดนเหล่านั้น
แม้ประเทศเหล่านี้จะได้รับเอกราชทางการเมืองแล้ว แต่อิทธิพลของฝรั่งเศสก็ยังดำรงอยู่ผ่านความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน ความมั่นคง และระบบการเงินบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงิน CFA franc
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกว่าระบบ CFA franc ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสสามารถยึดเงินสำรองของทุกประเทศไปใช้ได้ตามใจ และประเทศในแอฟริกาก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการเงินกับฝรั่งเศสในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
ถึงกระนั้น คำถามเรื่องผลประโยชน์ที่ฝรั่งเศสได้รับจากโครงสร้างเศรษฐกิจหลังยุคอาณานิคมก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ควรตรวจสอบ
โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศในแอฟริกาพยายามลดการพึ่งพาฝรั่งเศส และหันไปสร้างความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นมากขึ้น
นี่คือความย้อนแย้งอีกประการหนึ่ง
ประเทศที่ยกย่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ กลับเคยสร้างความมั่งคั่งส่วนหนึ่งผ่านจักรวรรดิอาณานิคมที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเสมอภาคของผู้คนเลย
มรดกจากจักรวรรดินิยมจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความมั่งคั่งฝรั่งเศสที่ไม่ควรถูกลืม เมื่อเราพูดถึงความสำเร็จของรัฐสวัสดิการ
ปัญหาของฝรั่งเศสในวันนี้คือ เศรษฐกิจเติบโตไม่เร็วพอที่จะรองรับภาระรายจ่ายภาครัฐที่สูงมากได้อย่างสบายเหมือนในอดีต
ระบบบำนาญ สาธารณสุข การศึกษา เงินอุดหนุน และสวัสดิการประเภทต่าง ๆ ล้วนต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในทุกปี
ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะ การขาดดุลงบประมาณ สังคมสูงวัย และการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น
เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมรายจ่ายหรือปฏิรูประบบสวัสดิการ กลุ่มที่เคยได้รับประโยชน์ก็ย่อมไม่พอใจ
การประท้วงจึงกลายเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลอีกครั้ง
แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาเพิ่ม
คำถามที่สำคัญกว่าคือ จะทำอย่างไรให้ระบบเศรษฐกิจสร้างความมั่งคั่งได้เพียงพอกับภาระที่รัฐสัญญาว่าจะรับผิดชอบ
เพราะต่อให้รัฐมีเจตนาดีเพียงใด หากรายจ่ายเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการหารายได้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็ต้องมีใครสักคนรับภาระ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียภาษี คนทำงาน หรือคนรุ่นหลัง
จากการโค่นล้มเจ้าสู่การใช้มรดกของเจ้า
หากมองประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสผ่านมุมนี้ จะเห็นภาพที่ชวนให้คิดอย่างยิ่ง
การปฏิวัติฝรั่งเศสโค่นล้มอำนาจทางการเมืองของระบอบกษัตริย์และอภิสิทธิ์ชนเดิม มีการยึดและเปลี่ยนมือทรัพย์สินของสถาบันเก่า ก่อนที่ฝรั่งเศสจะผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกหลายระลอก
แต่ความมั่งคั่งที่สั่งสมจากอดีต ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม สถาบันทางเศรษฐกิจ หรืออิทธิพลของจักรวรรดิ กลับยังคงเป็นทุนสำคัญให้ฝรั่งเศสใช้ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน แนวคิดฝ่ายซ้ายและรัฐสวัสดิการก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดว่า ความมั่งคั่งของประเทศควรถูกจัดสรรอย่างไร
แน่นอน เราไม่อาจกล่าวได้ว่าปัญญาชนหรือนักการเมืองฝ่ายซ้ายทุกคนมีแต่ใช้เงินโดยไม่สร้างอะไร เพราะระบบการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่ดีเองก็สามารถสร้างผลิตภาพและทุนมนุษย์ให้เศรษฐกิจได้เช่นกัน
แต่สิ่งที่วิจารณ์ได้เต็มที่คือ แนวคิดทางการเมืองที่มุ่งขยายสิทธิประโยชน์จากรัฐ โดยไม่ให้ความสำคัญเพียงพอกับข้อจำกัดทางการคลังและความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศ
การแจกจ่ายความมั่งคั่งเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การสร้างความมั่งคั่งให้เพียงพอสำหรับแจกจ่ายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และสองเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
หากนักการเมืองแข่งขันกันสัญญาว่าจะให้มากขึ้น ขณะที่ไม่มีใครกล้าบอกประชาชนว่าจะหาเงินมาจากไหน สุดท้ายรัฐสวัสดิการก็อาจกลายเป็นภาระที่ตัวมันเองแบกรับไม่ไหว
บทเรียนสำหรับคนไทยที่หลงใหลรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส
ผมคิดว่าคนไทยที่ชื่นชมแนวคิดรัฐสวัสดิการแบบฝรั่งเศสควรศึกษาเรื่องนี้ให้ครบทุกด้าน
อย่ามองเพียงว่าประชาชนฝรั่งเศสได้รับสวัสดิการอะไรบ้าง แล้วคิดว่าเราสามารถนำรูปแบบเดียวกันมาใช้ได้ทันที
ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า ฝรั่งเศสสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาอย่างไร มีทุนทางประวัติศาสตร์อะไรอยู่ในมือ เคยได้รับผลประโยชน์จากอาณานิคมมากเพียงใด และปัจจุบันต้องเผชิญต้นทุนทางการคลังอะไรบ้าง
ที่สำคัญ ต้องศึกษาด้วยว่า เมื่อระบบสวัสดิการขยายตัวจนรายจ่ายสูงกว่าความสามารถในการหารายได้ รัฐบาลจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร
เพราะการสร้างรัฐสวัสดิการไม่ใช่เพียงการประกาศว่าประชาชนมีสิทธิได้รับอะไร แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า ใครจะเป็นผู้จ่าย และจะจ่ายได้อย่างยั่งยืนแค่ไหน
ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสจึงมีบทเรียนที่น่าสนใจว่า การโค่นล้มชนชั้นที่เคยครอบครองความมั่งคั่ง ไม่ได้แปลว่าผู้เข้ามามีอำนาจแทนจะสามารถสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่ได้เก่งกว่าเดิม
และการมีอำนาจนำทรัพยากรของประเทศไปจัดสรร ก็ไม่ได้แปลว่าจะบริหารทรัพยากรเหล่านั้นได้อย่างยั่งยืนเสมอไป
สำหรับผม เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจของฝรั่งเศส
แต่มันคือคำเตือนถึงทุกประเทศที่คิดว่า การเมืองแห่งการแจกจ่ายสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องสนใจการเมืองแห่งการสร้างความมั่งคั่ง
เพราะต่อให้บรรพบุรุษสร้างมรดกไว้มากมายเพียงใด หากคนรุ่นหลังเก่งแต่ใช้ ไม่เก่งสร้าง สักวันมรดกนั้นก็ย่อมร่อยหรอลงได้
และนี่คือเหตุผลที่ผมอยากให้คนไทยซึ่งกำลังสมาทานแนวคิดรัฐสวัสดิการแบบฝรั่งเศส ลองกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของฝรั่งเศสให้ลึกกว่าคำขวัญเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม
เพราะคำถามไม่ใช่แค่ว่า ใครเป็นคนเรียกร้องให้แบ่งมรดก แต่ต้องถามด้วยว่า ใครเป็นคนสร้างมรดก และใครกำลังใช้มันจนหมด
ยังไงก็ตาม ฝรั่งเศสสามารถลดค่าใช้จ่ายบางส่วนแม้จะน้อยนิดลงได้ ด้วยการส่งไอ้พวกที่ลี้ภัย ม.112 กลับมาให้คุกที่เมืองไทยรับดูแลต่อได้นะ
อย่าไปแบกไว้เลย
ฤา คัฟเวอรี่ Lue Covery
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1415972454053045&id=100069209104431
มรดกพระเจ้าหลุยส์ สู่วันที่ฝรั่งเศส (เกือบ) ไม่มีจ่าย: เมื่อรัฐสวัสดิการกำลังกินบุญเก่า
ภาพการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนของฝรั่งเศสไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลพยายามลดรายจ่าย ปฏิรูประบบบำนาญ หรือปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะ ก็มักเผชิญแรงต่อต้านอย่างรุนแรง บางครั้งถึงขั้นเกิดการปะทะและทำลายทรัพย์สิน
นี่อาจเป็นมรดกทางความคิดอย่างหนึ่งจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ทำให้การเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเมืองฝรั่งเศสมาจนถึงปัจจุบัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ว่าคนฝรั่งเศสประท้วงกันอย่างไร
แต่สนใจว่า เงินที่ฝรั่งเศสใช้หล่อเลี้ยงรัฐสวัสดิการอันใหญ่โตมาตลอดหลายสิบปีนั้น แท้จริงแล้วมาจากไหน?
เพราะถ้าลองย้อนกลับไปดูรากฐานความมั่งคั่งของฝรั่งเศส เราจะพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ประเทศที่ปัญญาชนฝ่ายซ้ายจำนวนมากยกย่องว่าเป็นต้นแบบของรัฐสวัสดิการ กลับมีรากฐานความมั่งคั่งสำคัญจำนวนไม่น้อยที่สืบทอดมาจากสถาบันกษัตริย์ ชนชั้นนำดั้งเดิม ระบบทุนนิยม และจักรวรรดิอาณานิคม
พูดให้เห็นภาพก็คือ ฝ่ายซ้ายไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างความมั่งคั่งทั้งหมดขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่เข้ามามีอำนาจจัดสรรและใช้ประโยชน์จากมรดกทางเศรษฐกิจที่สั่งสมมาก่อนหน้า
ความเจริญทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสมีรากฐานมาจาก
1 มรดกความหรูหราจากราชสำนักฝรั่งเศส
เมื่อพูดถึงฝรั่งเศส คนทั่วโลกนึกถึงอะไร?
แฟชั่น น้ำหอม เครื่องประดับ ศิลปะ สถาปัตยกรรม อาหารชั้นเลิศ พระราชวังแวร์ซาย และปารีส
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแนวคิดสังคมนิยม หากแต่มีรากฐานสำคัญมาจากวัฒนธรรมราชสำนักและชนชั้นสูงฝรั่งเศส ซึ่งสะสมและพัฒนาความประณีตทางศิลปะและรสนิยมมาตลอดหลายศตวรรษ
ราชสำนักฝรั่งเศสเคยเป็นศูนย์กลางของแฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมชั้นสูงของยุโรป ก่อนที่มรดกเหล่านี้จะถูกต่อยอดโดยผู้ประกอบการและระบบทุนนิยมสมัยใหม่ กลายเป็นอุตสาหกรรมสินค้าหรูและการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่ามหาศาล
ลองคิดดูว่า หากไม่มีแวร์ซาย ไม่มีมรดกศิลปวัฒนธรรม ไม่มีชื่อเสียงของปารีสที่สั่งสมมาหลายร้อยปี ฝรั่งเศสจะยังสามารถขายความเป็นฝรั่งเศสในราคาแพงให้คนทั้งโลกได้เหมือนทุกวันนี้หรือไม่?
นี่คือความมั่งคั่งที่มีรากฐานจากโลกเก่า โลกของกษัตริย์ ขุนนาง และชนชั้นนำ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่การปฏิวัติฝรั่งเศสเคยล้มล้างอำนาจลงไป
น่าสนใจไหมครับว่า ระบอบเก่าถูกโค่นล้ม แต่ทุนทางวัฒนธรรมที่ระบอบเก่าสร้างไว้กลับยังถูกนำมาหากินต่ออีกหลายศตวรรษ
2 วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และระบบทุนนิยม
ฝรั่งเศสไม่ได้มีดีเพียงแฟชั่นกับน้ำหอม แต่ยังเป็นประเทศอุตสาหกรรมสำคัญของยุโรป
ทั้งอุตสาหกรรมการบินอย่าง Airbus ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับยุโรป อุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานนิวเคลียร์ เคมีภัณฑ์ ยา และเทคโนโลยีขั้นสูง
ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการสะสมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การลงทุนระยะยาว ความสามารถของวิศวกร ผู้ประกอบการ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่อาศัยทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
แน่นอนว่ารัฐมีบทบาทสำคัญ แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ รัฐจะนำเงินไปแจกจ่ายได้ ก็ต้องมีระบบเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าและจัดเก็บภาษีได้เสียก่อน
รัฐสวัสดิการไม่ได้ผลิตความมั่งคั่งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ มันต้องอาศัยความมั่งคั่งที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาหล่อเลี้ยง
เมื่อภาคอุตสาหกรรมเผชิญการแข่งขันสูงขึ้น เศรษฐกิจเติบโตช้า ขณะที่ภาระรายจ่ายของรัฐยังเพิ่มขึ้น ปัญหาทางการคลังจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
3 มรดกจากจักรวรรดิอาณานิคม
เรื่องนี้น่าสนใจที่สุด และเป็นด้านที่คนชื่นชมรัฐสวัสดิการฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยอาจไม่ค่อยอยากพูดถึง
ฝรั่งเศสเคยครอบครองอาณานิคมจำนวนมากในแอฟริกา และได้รับประโยชน์จากทรัพยากร แรงงาน ตลาด และอิทธิพลทางเศรษฐกิจของดินแดนเหล่านั้น
แม้ประเทศเหล่านี้จะได้รับเอกราชทางการเมืองแล้ว แต่อิทธิพลของฝรั่งเศสก็ยังดำรงอยู่ผ่านความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน ความมั่นคง และระบบการเงินบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงิน CFA franc
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกว่าระบบ CFA franc ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสสามารถยึดเงินสำรองของทุกประเทศไปใช้ได้ตามใจ และประเทศในแอฟริกาก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการเงินกับฝรั่งเศสในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
ถึงกระนั้น คำถามเรื่องผลประโยชน์ที่ฝรั่งเศสได้รับจากโครงสร้างเศรษฐกิจหลังยุคอาณานิคมก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ควรตรวจสอบ
โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศในแอฟริกาพยายามลดการพึ่งพาฝรั่งเศส และหันไปสร้างความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นมากขึ้น
นี่คือความย้อนแย้งอีกประการหนึ่ง
ประเทศที่ยกย่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ กลับเคยสร้างความมั่งคั่งส่วนหนึ่งผ่านจักรวรรดิอาณานิคมที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเสมอภาคของผู้คนเลย
มรดกจากจักรวรรดินิยมจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความมั่งคั่งฝรั่งเศสที่ไม่ควรถูกลืม เมื่อเราพูดถึงความสำเร็จของรัฐสวัสดิการ
ปัญหาของฝรั่งเศสในวันนี้คือ เศรษฐกิจเติบโตไม่เร็วพอที่จะรองรับภาระรายจ่ายภาครัฐที่สูงมากได้อย่างสบายเหมือนในอดีต
ระบบบำนาญ สาธารณสุข การศึกษา เงินอุดหนุน และสวัสดิการประเภทต่าง ๆ ล้วนต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในทุกปี
ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะ การขาดดุลงบประมาณ สังคมสูงวัย และการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น
เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมรายจ่ายหรือปฏิรูประบบสวัสดิการ กลุ่มที่เคยได้รับประโยชน์ก็ย่อมไม่พอใจ
การประท้วงจึงกลายเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลอีกครั้ง
แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาเพิ่ม
คำถามที่สำคัญกว่าคือ จะทำอย่างไรให้ระบบเศรษฐกิจสร้างความมั่งคั่งได้เพียงพอกับภาระที่รัฐสัญญาว่าจะรับผิดชอบ
เพราะต่อให้รัฐมีเจตนาดีเพียงใด หากรายจ่ายเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการหารายได้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็ต้องมีใครสักคนรับภาระ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียภาษี คนทำงาน หรือคนรุ่นหลัง
จากการโค่นล้มเจ้าสู่การใช้มรดกของเจ้า
หากมองประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสผ่านมุมนี้ จะเห็นภาพที่ชวนให้คิดอย่างยิ่ง
การปฏิวัติฝรั่งเศสโค่นล้มอำนาจทางการเมืองของระบอบกษัตริย์และอภิสิทธิ์ชนเดิม มีการยึดและเปลี่ยนมือทรัพย์สินของสถาบันเก่า ก่อนที่ฝรั่งเศสจะผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกหลายระลอก
แต่ความมั่งคั่งที่สั่งสมจากอดีต ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม สถาบันทางเศรษฐกิจ หรืออิทธิพลของจักรวรรดิ กลับยังคงเป็นทุนสำคัญให้ฝรั่งเศสใช้ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน แนวคิดฝ่ายซ้ายและรัฐสวัสดิการก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดว่า ความมั่งคั่งของประเทศควรถูกจัดสรรอย่างไร
แน่นอน เราไม่อาจกล่าวได้ว่าปัญญาชนหรือนักการเมืองฝ่ายซ้ายทุกคนมีแต่ใช้เงินโดยไม่สร้างอะไร เพราะระบบการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่ดีเองก็สามารถสร้างผลิตภาพและทุนมนุษย์ให้เศรษฐกิจได้เช่นกัน
แต่สิ่งที่วิจารณ์ได้เต็มที่คือ แนวคิดทางการเมืองที่มุ่งขยายสิทธิประโยชน์จากรัฐ โดยไม่ให้ความสำคัญเพียงพอกับข้อจำกัดทางการคลังและความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศ
การแจกจ่ายความมั่งคั่งเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การสร้างความมั่งคั่งให้เพียงพอสำหรับแจกจ่ายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และสองเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
หากนักการเมืองแข่งขันกันสัญญาว่าจะให้มากขึ้น ขณะที่ไม่มีใครกล้าบอกประชาชนว่าจะหาเงินมาจากไหน สุดท้ายรัฐสวัสดิการก็อาจกลายเป็นภาระที่ตัวมันเองแบกรับไม่ไหว
บทเรียนสำหรับคนไทยที่หลงใหลรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส
ผมคิดว่าคนไทยที่ชื่นชมแนวคิดรัฐสวัสดิการแบบฝรั่งเศสควรศึกษาเรื่องนี้ให้ครบทุกด้าน
อย่ามองเพียงว่าประชาชนฝรั่งเศสได้รับสวัสดิการอะไรบ้าง แล้วคิดว่าเราสามารถนำรูปแบบเดียวกันมาใช้ได้ทันที
ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า ฝรั่งเศสสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาอย่างไร มีทุนทางประวัติศาสตร์อะไรอยู่ในมือ เคยได้รับผลประโยชน์จากอาณานิคมมากเพียงใด และปัจจุบันต้องเผชิญต้นทุนทางการคลังอะไรบ้าง
ที่สำคัญ ต้องศึกษาด้วยว่า เมื่อระบบสวัสดิการขยายตัวจนรายจ่ายสูงกว่าความสามารถในการหารายได้ รัฐบาลจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร
เพราะการสร้างรัฐสวัสดิการไม่ใช่เพียงการประกาศว่าประชาชนมีสิทธิได้รับอะไร แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า ใครจะเป็นผู้จ่าย และจะจ่ายได้อย่างยั่งยืนแค่ไหน
ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสจึงมีบทเรียนที่น่าสนใจว่า การโค่นล้มชนชั้นที่เคยครอบครองความมั่งคั่ง ไม่ได้แปลว่าผู้เข้ามามีอำนาจแทนจะสามารถสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาใหม่ได้เก่งกว่าเดิม
และการมีอำนาจนำทรัพยากรของประเทศไปจัดสรร ก็ไม่ได้แปลว่าจะบริหารทรัพยากรเหล่านั้นได้อย่างยั่งยืนเสมอไป
สำหรับผม เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจของฝรั่งเศส
แต่มันคือคำเตือนถึงทุกประเทศที่คิดว่า การเมืองแห่งการแจกจ่ายสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องสนใจการเมืองแห่งการสร้างความมั่งคั่ง
เพราะต่อให้บรรพบุรุษสร้างมรดกไว้มากมายเพียงใด หากคนรุ่นหลังเก่งแต่ใช้ ไม่เก่งสร้าง สักวันมรดกนั้นก็ย่อมร่อยหรอลงได้
และนี่คือเหตุผลที่ผมอยากให้คนไทยซึ่งกำลังสมาทานแนวคิดรัฐสวัสดิการแบบฝรั่งเศส ลองกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของฝรั่งเศสให้ลึกกว่าคำขวัญเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม
เพราะคำถามไม่ใช่แค่ว่า ใครเป็นคนเรียกร้องให้แบ่งมรดก แต่ต้องถามด้วยว่า ใครเป็นคนสร้างมรดก และใครกำลังใช้มันจนหมด
ยังไงก็ตาม ฝรั่งเศสสามารถลดค่าใช้จ่ายบางส่วนแม้จะน้อยนิดลงได้ ด้วยการส่งไอ้พวกที่ลี้ภัย ม.112 กลับมาให้คุกที่เมืองไทยรับดูแลต่อได้นะ
อย่าไปแบกไว้เลย
ฤา คัฟเวอรี่ Lue Covery
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1415972454053045&id=100069209104431