ผมสังเกตมาตลอดว่า คนในสังคมมักจะมีความคิดแปลก ๆ อยู่เสมอไม่ว่าจะเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติหรือศาสนาที่ทั้งคนไทยและคนทั่วโลกต่างเป็นกัน แย่างพ่อแม่ผมที่เห็นผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนมุสลิมก็ถามคำถามสุดประหลาดว่า "ทำไมเขาไม่เอาคนไทยมา" ก็ทำให้ผมมงงมาก เพราะตัวของคนนั้นก็เกิดบนแผ่นดินไทย มีบัตรประชาชนไทย และครอบครัวพวกเราก็ไม่ใช่คนไทยด้วยซ้ำไป เป็นคนจีนโพ้นทะเล คนไทยคือสิ่งที่มีมาแตกแรกหรือสิ่งที่ถูกสรรสร้างขึ้นมาโดยรัฐบาลสมัยรวมชาติและสมัยเผด็จการขึ้นมาหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไป หรือบางทีที่คน ๆ หนึ่งกระทำผิด คนในชาตินั้นก็จะไปต่อว่าว่าเป็นคนต่างชาติหรือคนต่างด้าวบ้างว่าเป็นคนเลวที่ทำผิด ทั้งที่คนในชาติตัวเองก็ทำได้แบบเดียวกัน แต่แค่ชาติต่างกันก็ถือว่าผิดหรือถูกแล้ว ? นี่คือความคิดที่แสนประหลาดของคนในสังคมที่มันบิดเบี้ยวจนก่อเกิดกลายเป็นอคติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองผ่านภาพจินตนาการในหัวที่สร้างอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา ทั้งที่มีแขนขาตาทุกอวัยวะเหมือนกัน แต่สิ่งที่ถูกทำให้ต่างคือความคิดและทัศนคติในหัว ไหนจะเรื่องชาตินิยมอีก ที่ถูกปลูกฝังว่าต้องรักชาติอย่างนั้นอย่างนี้ แท้ที่จริงความเป็นชาติก็เป็นสิ่งที่ถูกสรรสร้างขึ้นมาเพื่อรวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวและยัดเยียดให้มีวิธีคิดบางอย่างให้เหมือน ๆ กัน ซึ่งขัดตัวมนุษย์ดั้งเดิมที่คิดเองได้หรือมีอิสระในการกระทำของตัวเองโดยที่ไม่ต้องถูกนิยามว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน แล้วไทยยังเอาแนวคิดชาตินิยมไปตีความกับประวัติศาสตร์ที่คนละบริบทกัน อย่างหมู่บ้านบางระจันที่คนพวกนั้นก็ไม่ได้นิยามว่าตัวเองเป็นคนไทย แต่เป็นชาวหมู่บ้านบางระจัน แต่คนยุคหลังกลับนำเอาแนวคิดความเป็นชาติไทยที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ไปยัดเยียดสรรสร้างว่าเขาเป็นคนไทย ทั้งที่แนวคิดคำว่าชาติไทยเกิดมาหลังจากนั้นอีกหลายปี และอีกอย่างที่สังคมเป็นคือชอบคิดตื้น ๆ คิดแค่ตามคนอื่น ไม่ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นไป อย่างพ่อแม่ที่พาผมไปวัดหนึ่งแล้วคุยกับหลวงพ่อ ผมก็รู้สึกว่าสิ่งที่หลวงพ่อพูดมันผิดไม่ถูกต้อง ผมก็นั่งถกกับหลวงพ่อ จนเขาไม่พอใจ พ่อแม่ก็มาบอกว่าอย่าไปคิดมากเลย เชื่อ ๆ ไปเถอะ แต่พอผมพูดอะไรที่ไม่ถูกต้องบ้างเขากลับมาต่อว่าผม กลายเป็นการปฏิบัติที่เลือกมาตรฐานอย่างชัดเจน แค่ว่าเขาห่มผ้าเหลืองก็เท่ากับว่าเป็นผู้รู้ทุกอย่างทั้งที่ความเป็นจริงมันมีส่วนผิด ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ แต่เราไปอุปโลกน์เอาว่าไม่ผิดเพราะเราไม่มองเขาเป็นเหมือนมนุษย์ทั่วไป แม้แต่คนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ไม่คิดอะไรที่แตกต่างอย่างแท้จริง ตอนเรียนก็เอาแต่แสวงหาค่านิยมการเรียนดีและได้รับการยอมรับจากสายตาคนอื่น จนบางทีก็ไปแขวะคนอื่นที่เรียนไม่ได้เกรดเท่าตัวเอง แต่เขาคิดอะไรลึกซึ้งกว่าตัวเองมาก ทั้งที่การเรียนคือการแสวงหาความรู้เพื่อต่อยอดการแสวงหาความจริง แต่ที่เห็นทุกวันนี้เหมือนกับการศึกษาเป็นแค่สูตรตายตัวเพื่อให้ได้รับการยอมรับและคุณค่าในสังคม เหมือนรู้ว่านกตัวหนึ่งมีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง แต่เขาไม่เคยได้รู้จักตัวตนของนกตัวนั้นได้อย่างแท้จริง ไม่ก็พอมีกิจกรรมให้แสดงความเห็นและเก็บคะแนน ทุกคนก็เอาแต่ใช้ AI สร้างคำถามมาตอบและไม่ใช่การวิเคราะห์ ผมเลยเทียบว่าเป็นเหมือนกับหมาที่ทำตามคำสั่งของเจ้าของเพื่อหวังกินอาหาร หรือบางทีที่ไปทำงานผมก็ถูกเอาเปรียบแต่คนในเน็ตบอกว่าผมเป็นคนผิดและผมไปยุ่งเรื่องของบริษัทอย่างกับว่าพวกเขาเหล่านั้นคิดแค่เรื่องภาพลักษณ์ขององค์กรแต่ไม่ให้ใครมาตั้งคำถามต่อระบบของตัวเอง แค่เป็นลูกน้องหรือทาสที่ดีที่ตำตามคำสั่งของเจ้านาย ผมรู้สึกประหลาดใจมาก ที่มนุษย์มีความสามารถในการคิด แต่ทำไมหลายอย่างรอบตัวถึงดูไม่ใช่แนวนั้นเลย ทุกคนรับแนวทางการปฏิบัติแบบหนึ่งและไม่ตั้งคำถามหรือไม่หือไม่อือ เพราะการคิดเรื่องอะไรบางอย่างมันเหนื่อยเกินไป ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่มนุษย์รับกับความผิดปกติเหล่านี้ได้จนกระทั่งว่ามันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว บางคนก็ดูเป็นผู้รู้มากแต่ตัวตนของเขาก็แค่ว่ารู้ แต่ไม่ได้เข้าใจในอะไรเลย หรือบางทีก็หลงตัวเองคิดว่าตัวเองรู้ไปซะทุกอย่าง ทุกวันนี้ผมเลยคิดทุกอย่างที่เป็นไปตามเหตุผลที่มันควรจะเป็น ตั้งคำถามต่อสิ่งที่ผิดปกติ วิพากย์ในสิ่งที่ไม่ควรจะเป็น ใช้ชีวิตในสังคมตามแนวทางของตัวเองโดยไม่สนใจเสียงของคนอื่นที่ไม่มีประโยชน์ เลิกเชื่อในพิธีกรรมทางศาสนา ศึกษาศาสนาในฐานะแนวคิดหนึ่ง มนุษย์สามารถตรัสรู้ความเป็นจริงของโลกได้เมื่อเชื่อว่าตัวเองเล็กกว่าโลก โลกใหญ่กว่าตนเอง แต่มนุษย์ที่เอาแต่เชื่อว่าตัวเองทำไม่ได้ก็ไม่ถือว่าเป็นมนุษย์ เพราะเขาผู้นั้นไม่มีแรงขับมากพอที่จะแสวงหาความรู้และความจริง เมื่อคิดแบบนั้นแล้ว ตัวเขาก็จะไม่ต่างจากสัตว์เดรัชฉานตัวหนึ่งที่คิดไม่เป็น ทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณอย่างเดียว
สังคมที่รับไม่ได้ต่อการตั้งคำถาม