จากกระแส “ควิกแสบต้มโคล้งใส่ต้นหอม” ที่กำลังสร้างสีสันให้1กับโลกออนไลน์ หลังจากที่มีผู้ใช้นำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาดัดแปลงเป็นเมนูใหม่ใส่ต้นหอมสดแบบไม่กั้น พร้อมแชร์สูตรและรีวิวรสชาติบน TikTok และ Facebook จนกลายเป็นอีกหนึ่งกระแสอาหารที่น่าจับตามอง
แม้เมนูไวรัลครั้งนี้จะมีจุดเริ่มต้นจากแบรนด์ “ควิกแสบ” แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ชวนให้ย้อนกลับมามองตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทย ที่มีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง “มาม่า” และ “ไวไว” ครองพื้นที่ในตลาดมาอย่างยาวนาน เมื่อบะหมี่หนึ่งซองสามารถต่อยอดเป็นคอนเทนต์ที่คนอยากลองทำตามได้ คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่าเมนูนี้อร่อยแค่ไหน แต่ยังรวมถึงธุรกิจเบื้องหลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหล่านี้มีรายได้มากเพียงใด
1. เปิดรายได้ “มาม่า” ธุรกิจอาหารที่ไม่ได้มีแค่บะหมี่
“มาม่า” อยู่ภายใต้บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MFMAMA ซึ่งเป็นผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และดำเนินธุรกิจอาหารหลายประเภท รวมถึงผลิตภัณฑ์เบเกอรี่อย่างฟาร์มเฮ้าส์
ผลประกอบการปี 2568: บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 27,649.40 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 3,707.52 ล้านบาท (ลดลงจากปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 4,481.71 ล้านบาท สะท้อนถึงความท้าทายด้านการแข่งขันและภาวะตลาดทั้งในและต่างประเทศ)
หมายเหตุ: ตัวเลขดังกล่าวเป็นรายได้ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลากหลาย ไม่ใช่รายได้จากบะหมี่มาม่าเพียงแบรนด์เดียว แต่สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังสินค้าที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี
2. “ไวไว” อีกหนึ่งผู้เล่นรายได้หลายพันล้านบาท
ด้าน “ไวไว” อยู่ภายใต้บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์เส้นหมี่อบแห้ง
ผลประกอบการปี 2568: บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 8,937.49 ล้านบาท และกำไรสุทธิประมาณ 1,267.10 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงเป็นธุรกิจอาหารที่มีขนาดใหญ่และสร้างรายได้ในระดับหลายพันล้านบาท
📌บทสรุป
หากนำตัวเลขของทั้งสองบริษัทมาเปรียบเทียบกัน จะพบว่ารายได้รวมของมาม่าสูงกว่าไวไวประมาณ 3.1 เท่า ซึ่งการเปรียบเทียบนี้เป็นการเทียบรายได้ของบริษัททั้งสองแห่งที่มีขอบเขตธุรกิจและโครงสร้างรายได้แตกต่างกัน จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบยอดขายเฉพาะแบรนด์โดยตรง แต่กระแสความนิยมจากโซเชียลมีเดียก็แสดงให้เห็นว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยยังคงมีพลังในการขับเคลื่อนและสร้างสีสันให้ผู้บริโภคได้อยู่เสมอ
ที่มา: Instagram: dailynews_ig
เปิดรายได้ “มาม่า-ไวไว” บะหมี่หลักหมื่นล้าน เมื่อเมนูต้นหอมกลายเป็นไวรัล
แม้เมนูไวรัลครั้งนี้จะมีจุดเริ่มต้นจากแบรนด์ “ควิกแสบ” แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ชวนให้ย้อนกลับมามองตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทย ที่มีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง “มาม่า” และ “ไวไว” ครองพื้นที่ในตลาดมาอย่างยาวนาน เมื่อบะหมี่หนึ่งซองสามารถต่อยอดเป็นคอนเทนต์ที่คนอยากลองทำตามได้ คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่าเมนูนี้อร่อยแค่ไหน แต่ยังรวมถึงธุรกิจเบื้องหลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหล่านี้มีรายได้มากเพียงใด
1. เปิดรายได้ “มาม่า” ธุรกิจอาหารที่ไม่ได้มีแค่บะหมี่
“มาม่า” อยู่ภายใต้บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MFMAMA ซึ่งเป็นผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และดำเนินธุรกิจอาหารหลายประเภท รวมถึงผลิตภัณฑ์เบเกอรี่อย่างฟาร์มเฮ้าส์
ผลประกอบการปี 2568: บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 27,649.40 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 3,707.52 ล้านบาท (ลดลงจากปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 4,481.71 ล้านบาท สะท้อนถึงความท้าทายด้านการแข่งขันและภาวะตลาดทั้งในและต่างประเทศ)
หมายเหตุ: ตัวเลขดังกล่าวเป็นรายได้ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลากหลาย ไม่ใช่รายได้จากบะหมี่มาม่าเพียงแบรนด์เดียว แต่สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังสินค้าที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี
2. “ไวไว” อีกหนึ่งผู้เล่นรายได้หลายพันล้านบาท
ด้าน “ไวไว” อยู่ภายใต้บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์เส้นหมี่อบแห้ง
ผลประกอบการปี 2568: บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 8,937.49 ล้านบาท และกำไรสุทธิประมาณ 1,267.10 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงเป็นธุรกิจอาหารที่มีขนาดใหญ่และสร้างรายได้ในระดับหลายพันล้านบาท
📌บทสรุป
หากนำตัวเลขของทั้งสองบริษัทมาเปรียบเทียบกัน จะพบว่ารายได้รวมของมาม่าสูงกว่าไวไวประมาณ 3.1 เท่า ซึ่งการเปรียบเทียบนี้เป็นการเทียบรายได้ของบริษัททั้งสองแห่งที่มีขอบเขตธุรกิจและโครงสร้างรายได้แตกต่างกัน จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบยอดขายเฉพาะแบรนด์โดยตรง แต่กระแสความนิยมจากโซเชียลมีเดียก็แสดงให้เห็นว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในไทยยังคงมีพลังในการขับเคลื่อนและสร้างสีสันให้ผู้บริโภคได้อยู่เสมอ
ที่มา: Instagram: dailynews_ig