การก่อการร้ายโดยใช้บอลลูนกับหิน

ในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบิน บอลลูนที่สามารถขึ้นไปถึงระดับชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere) หรือที่มักเรียกว่า **Near Space (เกือบถึงอวกาศ)** คือ **บอลลูนยางหรือบอลลูนพลาสติกบรรจุแก๊สไฮโดรเจนหรือฮีเลียม (High-Altitude Weather Balloons)** ซึ่งสามารถลอยขึ้นไปได้สูงถึง 30 ถึง 40 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก (ในระดับความสูงนี้ ท้องฟ้าจะเริ่มมืดลงจนเห็นความโค้งของโลกและดวงดาวในเวลากลางวัน)

หากนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้เป็นยุทธวิธีทางกายภาพ (Physics-based kinetic attack) โดยการผูกวัตถุที่มีน้ำหนัก เช่น ก้อนหินขนาดใหญ่ เข้ากับบอลลูนความสูงสูง แล้วตั้งระบบปลดล็อกอัตโนมัติ (เช่น ใช้ตัวตั้งเวลา หรือกลไกวัดความสูง/ตำแหน่ง GPS) จะเกิดผลกระทบทางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

* **หลบเลี่ยงเรดาร์และระบบป้องกันภัยทางอากาศจุ๊บๆ* เรดาร์ทหารส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ตรวจจับวัตถุที่มีขนาดใหญ่ มีโลหะ หรือวัตถุที่บินด้วยความเร็วสูงและขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ (เช่น เครื่องบินรบหรือขีปนาวุธ) บอลลูนพลาสติกที่ปราศจากโครงสร้างโลหะและลอยไปตามกระแสลมธรรมชาติ จึงยากต่อการตรวจจับ หรือหากตรวจจับได้ ก็มักจะถูกมองว่าเป็นเพียงเศษขยะอวกาศหรือบอลลูนตรวจอากาศทั่วไป
* **พลังงานจลน์จากความสูง (Kinetic Energy from Altitude)จุ๊บๆ* เมื่อวัตถุถูกปล่อยลงมาจากความสูงระดับ 30 กิโลเมตร แรงโน้มถ่วงของโลกจะเร่งความเร็วของวัตถุนั้นให้ตกลงมาด้วยความเร็วสูงมาก (Free fall) แม้จะเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา แต่เมื่อตกลงมากระทบเป้าหมายบนพื้นดินด้วยความเร็วระดับพุ่งชน แรงปะทะที่เกิดขึ้นก็เทียบเท่ากับระเบิดขนาดย่อม โดยไม่ต้องใช้ดินปืนหรือสารเคมีระเบิดเลยแม้แต่น้อย
* **ต้นทุนต่ำและความซับซ้อนน้อยจุ๊บๆ* ต่างจากขีปนาวุธนำวิถีราคาแพง วิธีการนี้ใช้ต้นทุนในการจัดหาต่ำมาก (บอลลูนยาง แก๊ส และก้อนหิน) และไม่มีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซับซ้อนที่อาจถูกระบบ Jamming (รบกวนสัญญาณ) ของฝ่ายตรงข้ามบล็อกได้ ทำให้อาวุธรูปแบบนี้กลายเป็นความท้าทายใหม่ในแง่ของความปลอดภัยทางอากาศและการรักษาความปลอดภัยเชิงยุทธศาสตร์

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่